ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 14
ตอนที่ 13 ต้นกำเนิดพลังวิญญาณ
ตัวเลขที่ดีดสูงขึ้นไม่หยุดทำให้กลุ่มคนใส่ชุดกาวน์ต่างตกตะลึงจนนิ่งอึ้ง คนที่รับผิดชอบพิธีกรรมพึมพำเบาๆ “ทำไมค่าปลุกพลังถึงเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ เกิดปัญหาขึ้นหรือเปล่า”
หลัวซื่อไห่เหลือบมองหูฮวนก่อนจะหันกลับมาจ้องเครื่องมือ แล้วกัดฟันบอกว่า “ไม่มีปัญหา ยืดเวลาอีกหน ใช้โอกาสหนที่สามของเจ้าหนูคนนี้เลย”
คนชุดกาวน์สีขาวเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง แต่หลัวซื่อไห่กลับก้าวพรวดเข้าไปทำหน้าที่แทน หลัวซื่อไห่ผลักเจ้าหน้าที่คนหนึ่งออกแล้วบังคับเครื่องมือด้วยตัวเอง
บนหน้าจออันหนึ่ง ตัวเลขแสดงค่าปลุกพลังที่เดิมทีขึ้นไปแตะสิบแปดเปอร์เซ็นต์หลังจากสิ้นสุดพิธีกรรมรอบที่หนึ่ง ตอนนี้มันทะลุสามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์แล้ว
พิธีกรรมหนแรก จากสิบสองจุดแปดเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นไปเป็นสิบแปดเปอร์เซ็นต์ก็เป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมอย่างที่สุดแล้ว
พิธีกรรมหนที่สอง จากสิบแปดเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเป็นสามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก ผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ทั่วทั้งประเทศมีไม่เกินแปดสิบคน
พิธีกรรมหนที่สามเริ่มต้น ตัวเลขกระโดดสูงขึ้นยิ่งกว่าที่หลัวซื่อไห่กับกลุ่มคนชุดกาวน์สีขาวจินตนาการไว้
“เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้ว...”
“จะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ”
“น่าเหลือเชื่อสุดๆ! ประเทศจีนของพวกเรามีผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ด้วยเหรอ”
“มีสิ ฝั่งเมืองหลวงมีอัจฉริยะที่ผ่านพิธีกรรมหนแรกก็ปลุกพลังสำเร็จ แล้วค่าปลุกพลังยังทะลุสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่หรือไง!”
“จริงด้วย สถิติของฝั่งคุนหลุนจัดอันดับผู้ปลุกพลังสิบอันดับแรกเอาไว้ พวกเขาต่างเป็นบุคคลากรอันเยี่ยมยอดที่ค่าปลุกพลังเกินเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์หลังจากผ่านพิธีกรรมทั้งสามหน”
“ยังเพิ่มอยู่เลย!”
“เกินห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แล้ว”
“เกือบจะหกสิบเปอร์เซ็นต์ ...”
“พวกเราจะมีผู้ปลุกพลังที่ติดอันดับสิบคนแรกหรือเปล่า...”
“ไม่มีทาง ความเร็วระดับนี้จบพิธีกรรมหนที่สามไม่มีทางเกินหกสิบเปอร์เซ็นต์...”
“เฮ้ย! ดีดขึ้นมาอีกแล้ว!”
ชั่วพริบตาก่อนที่พิธีกรรมหนที่สามจะสิ้นสุด ตัวเลขบนหน้าจอก็ดีดพรวดขึ้นมาอีกหน จนมาหยุดที่ หกสิบห้าจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์
แม้แต่หลัวซื่อไห่ผู้เคยผ่านลมผ่านฝนมานับครั้งไม่ถ้วนก็ยังเลิกคิ้วอย่างห้ามตนเองไม่ได้ พึมพำเสียงเบาว่า “ช่างเป็นเจ้าหนูที่ศักยภาพไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ”
หูฮวนไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ กระแสปราณอันใสสะอาดและเย็นฉ่ำในร่างขยายใหญ่ขึ้นเจ็ดแปดเท่า เคลื่อนไปเคลื่อนมาในร่างกายตามคำสั่งการเสมือนหนึ่งแขนขา ช่างเชื่อฟังอย่างยิ่ง
ยุคนี้นิยายจอมยุทธ์กำลังแพร่หลาย ในสมองเขาจึงมีแต่ความคิดว่า นี่ฉันฝึกกำลังภายในสำร็จแล้วหรือ ต้องบอกครูฝึกหรือเปล่า
อืม! เอาเป็นว่าตอนนี้อย่าเพิ่งเลย ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยปกตินัก
แต่แบบนี้...ฉันก็ฝึกวิชาเทววัตถุได้แล้วสิ! พลังสายนี้จะต้องเป็นพลังวิญญาณแน่นอน
กระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ามาค่อยๆ อ่อนแรงลง หัวของวานรยักษ์ขนเหลืองที่ลอยอยู่นอกร่างหูฮวนค่อยๆ จางหายไปอย่างเงียบงัน เขาลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมาก็เห็นใบหน้ามีอายุที่ตื่นเต้นจนถึงขีดสุด
หลัวซื่อไห่ตบบ่าหูฮวนอย่างแรงหนึ่งที แต่เขากลับเป็นฝ่ายที่มือสะท้านจนข้อมือชา แม้เขาจะมีร่างกายกำยำ แต่ก็เป็นผู้ถือครองพลังสายธรรมชาติ เขามีพลังพิเศษเพียงอย่างเดียวก็คือวิชากระจกวารีอำพรางซึ่งเอาไว้ใช้สร้างภาพลวงตากลางอากาศและซ่อนเร้นตนเอง ร่างกายของเขาอยู่ในระดับจุดสูงสุดของมนุษย์ธรรมดา ได้มาจากการฝึกฝนร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไหนเลยจะเทียบกับผู้ปลุกพลังด้านร่างกายอย่างหูฮวนได้
แม้ข้อมือจะชา แต่หลัวซื่อไห่กลับเบิกบานใจยิ่งนัก เอ่ยปากถามเบาๆ “ผลการทดสอบออกมาหรือยัง”
“ค่าพลังจิตปกติ แต่สูงกว่าค่าทั่วไปอยู่เล็กน้อย ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ จุดตันเถียนมีพลังวิญญาณรวมตัวอยู่เล็กน้อย มวลกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งจุดห้าเท่าของคนธรรมดา ค่าปลุกพลังหกสิบห้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์...”
“หลังจากพิธีกรรมจบลง ค่าปลุกพลังของเขายังเพิ่มขึ้นมาอีกศูนย์จุดสองเปอร์เซ็นต์”
“อะไรนะ!”
“ใช่แล้วครับ! จุดตันเถียนของเขามีปฏิกิริยา ภายในร่างกายมีคลื่นพลังวิญญาณแล้ว”
“อะไรนะ มีคลื่นพลังวิญญาณแล้ว”
“เขาน่าจะได้ ‘ต้นกำเนิดพลังวิญญาณ’ พลังที่พบบ่อยที่สุดในหมู่ผู้ปลุกพลังมาไว้ในมือแล้ว!”
“ถึงพลังนี้จะนับว่าพบได้บ่อย แต่จากผู้ปลุกพลังหลายพันคนทั่วประเทศ คนที่มีต้นกำเนิดพลังวิญญาณก็มีไม่เกินหนึ่งร้อยคน”
“จากข้อมูลที่คุนหลุนให้มา ผู้ปลุกพลังที่ครอบครองต้นกำเนิดพลังวิญญาณเกือบทั้งหมดจะกลายเป็นผู้ถือครองพลังอย่างเป็นทางการภายในห้าปี”
“พรสวรรค์ของเจ้าหนูคนนี้ต้องอยู่ในห้าสิบอันดับแรกในหมู่ผู้ปลุกพลังอย่างแน่นอน”
“อาจจะเป็นสามสิบอันดับแรกได้ด้วยซ้ำ”
“พวกเราเก็บอัญมณีล้ำค่ามาได้แล้ว!”
กลุ่มคนในชุดกาวน์ขาวสนทนากันอย่างตื่นเต้นดีใจ แม้แต่หลัวซื่อไห่ก็ถูกพวกเขาลืมไปแล้ว
หูฮวนนั่งอยู่ในวงเวทสักพักหนึ่งก็ถามขึ้นมาอย่างขลาดๆ “ผมออกไปได้หรือยังครับ”
หลัวซื่อไห่หัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “ได้แล้ว!”
“พวกเราไปหาสถานที่สักแห่งทดสอบสักหน่อย”
“ถึงอย่างไรข้อมูลที่เป็นตัวเลขก็เห็นไม่ชัดเท่าไร”
“ทดสอบยังไงครับ”
“ต่อยกันสักยก!”
หลัวซื่อไห่ขยับไปหาโทรศัพท์ด้านข้างอย่างกระตือรือร้นแล้วหมุนตัวเลข จากนั้นก็คำรามดังลั่น “ฝึกซ้อมรอบดึก ทุกคนมารวมตัว คนที่มาไม่ทันภายในสามนาที วันพรุ่งนี้ต้องฝึกซ้อมเพิ่มหนึ่งเท่า”
อีกฝั่งหนึ่งของโทรศัพท์มีเสียงโหยหวนดังออกมาทันที “ครูฝึกหลัวบ้าไปแล้ว ทุกคนรวมตัว ทุกคนรวมตัว...”
หลัวซื่อไห่หัวเราะชั่วร้ายแล้วบอกหูฮวนว่า “เจ้าลูกวัวพวกนี้ต่างเป็นสมบัติของกองทัพแต่ละเขต ถึงนายจะเป็นผู้ปลุกพลังก็อย่าได้ประมาทเชียว”
หูฮวนงงอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องว่า “ครูฝึก ผมสู้ไม่เป็นสักหน่อย”
หลัวซื่อไห่หัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “ใครเกิดมาแล้วสู้เป็นเลยบ้างล่ะ แน่นอนว่าทุกคนต่อยไปต่อยมาเดี๋ยวก็สู้เป็นเอง นายเป็นผู้ปลุกพลังด้านร่างกาย เรื่องต่อยตีไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
หูฮวนตั้งใจจะบอกปฏิเสธ แต่หลัวซื่อไห่กลับยื่นมือใหญ่โตมาหิ้วคอเสื้อเขาเสียก่อน
ถึงมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักตัวไม่ได้เพิ่มมากมายนัก หูฮวนยังคงมีรูปร่างเหมือนเด็กมัธยมต้นธรรมดา แล้วก็มีน้ำหนักเท่ากับนักเรียนมัธยมต้นธรรมดาด้วย
หลัวซื่อไห่หิ้วเขาเหมือนกับหิ้วลูกไก่ สาวเท้ายาวออกไปจากห้องใต้ดิน
พลทหารกองพลมังกรเร้นที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของหลัวซื่อไห่มีจำนวนสามสิบกว่าคน เป็นกำลังพลหนึ่งหมวดตามแบบมาตรฐาน
กำลังพลอีกสองหมวดที่เหลือประจำอยู่ฐานแห่งอื่น กองร้อยที่ประกอบด้วยกำลังพลสามหมวดนี้คือกำลังหลักของกองพลมังกรเร้นประจำหนึ่งมณฑล แต่ละฐานมีภารกิจฝึกฝนและสู้รบของตัวเอง
หูฮวนถูกหิ้วมาถึงลานฝึกก็เห็น ‘สหายร่วมรบ’ ทั้งหลายยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ เขาคิดจะทักทายสักคำเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศลงสักนิด ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินหลัวซื่อไห่บอกว่า “อัดเจ้าหนูในมือฉันให้เละเป็นเนื้อบด ถ้าสู้เจ้าหนูคนนี้ไม่ได้ วันพรุ่งนี้พวกนายเตรียมตัวลำบากได้เลย”
พลทหารของกองพลมังกรเร้นจำหูฮวนที่ฝึกด้วยกันกับพวกเขามาหนึ่งวันได้อยู่แล้ว พวกเขาต่างทราบว่าเด็กคนนี้เป็นผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะมองหูฮวนเป็น ‘ศัตรูตัวฉกาจ’
พลทหารนายหนึ่งพูดขึ้นมาเบาๆ “ครูฝึก! คุณจะฆ่าเจ้าหนูคนนี้หรือครับ เรื่องนี้ผิดกฎนะครับ”
“ผู้ปลุกพลังล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ จะสิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได้นะครับ”
หลัวซื่อไห่โมโหจนหัวเราะ ตวาดด่า “เหลวไหลไร้สาระ!”
เขาใช้สองมือโยนหูฮวนไปหาพลทหารใต้บังคับบัญชา
พลทหารที่แสดงความเห็นโต้เถียงกับหลัวซื่อไห่คนนั้น มือไม้ว่องไวขยับถลามาข้างหน้าหนึ่งก้าวยื่นมือออกมามารับหูฮวน
หูฮวนหมุนติ้วกลางอากาศจนหัวหมุนสมองมึนงง พอถูกคนรับตัวเอาไว้ก็เอ่ยขอบคุณออกมาคำหนึ่งด้วยสัญชาตญาณ แต่คำว่าขอบคุณเพิ่งหลุดออกจากปากก็ได้ยินพลทหารคนนี้หัวเราะเบาๆ ตอบว่า “ไม่ต้องเกรงใจ!”
หลังจากนั้นร่างของเด็กหนุ่มก็ราวกับขี่เมฆล่องหมอก ถูกพลหทารนายนี้จับเหวี่ยงทุ่มลงลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ดินแข็งของลานฝึกถูกกระแทกจนสั่นไหวอยู่ชั่วครู่ พลทหารด้านหลังที่ยังไม่ได้ลงมือต่างมีแววตาเห็นใจ กระซิบกระซาบพึมพำว่า “เจ้าหนูคนนี้ช่างโชคร้ายจริงเชียว”