ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 19
ตอนที่ 18 ภารกิจสู้รบครั้งแรก
หูฮวนค่อยๆ กลมกลืนเข้ากับหน่วยพิเศษที่มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้
ทุกวันเขาได้รับการสั่งสอนวิชาหมัดจากเซียวเจี้ยนเซิง บางครั้งก็ฝึกซ้อมกับทุกคน แต่ส่วนที่ยากจะทนมากที่สุดกลับเป็นคาบเรียนวัฒนธรรมตอนบ่าย
เขาถูกอาจารย์ซุนผู้สอนทรมานอยู่นานมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยนึกสงสัยว่าสติปัญญาของตนเองมีปัญหา จนกระทั่งมีวันหนึ่งบังเอิญคุยเล่นกับอาจารย์ซุนถึงได้สืบรู้ว่า บัณฑิตจบใหม่คนนี้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิงหวา[footnoteRef:1] วิชาที่เขาเรียนจบมาคือวิศวกรรมเครื่องกล เขาจึงสอนวิชาโดย ‘ลดมาตรฐาน คาดหวังต่ำลง’ ตามมาตรฐานของ ‘เด็กโง่’ ในความเข้าใจของเขาเอง [1: มหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งด้านสายวิทย์ของจีน]
แม่โว้ย เข้าใจผิดแล้วเฟ้ย!
หากอิงตามนิยามในหัวของอาจารย์ซุนคนนี้ ตำแหน่งจริงๆ ของหูฮวนคงไม่ใช่เด็กโง่ แต่เป็น ‘เด็กโคตรโง่’
โชคยังดีที่อาจารย์ซุนคนนี้เป็นคนรับฟังเหตุผล หลังจากสองฝั่งเจรจากันด้วยดี เขาก็ปรับระดับความยากของการสอนร่วงลงมาราวรูด ในที่สุดหูฮวนจึงรู้สึกว่าตัวเองพอมีสติปัญญาอยู่บ้าง
วันนี้หูฮวนเพิ่งทำภารกิจฝึกซ้อมกับเรียนหนังสือประจำวันเสร็จก็ถูกสวีเช่อกับกงเสวี่ยรีบร้อนมาดักรอ
เมื่อเทียบกับวั่นหย่ง สวีเช่อและกงเสวี่ย เขาค่อนข้างสนิทกับเยี่ยนเสี่ยวซี ลู่อวิ๋นอวิ๋นกับหวังซงมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ฝึกซ้อมเรียนหนังสือด้วยกันทุกวัน จะให้ไม่คุ้นเคยกันเลยก็คงยาก
หูฮวนถามอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “พวกพี่มาหาผมมีเรื่องอะไรเหรอครับ”
สวีเช่อตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดมีแรงสั่นไหว เลขาอวิ๋นให้พวกเราออกไปทำภารกิจ”
หูฮวนรู้ว่าเลขาอวิ๋นหมายถึงอวิ๋นสี่เหอ หรือก็คือผู้ช่วยของหลี่เหยียนจง หนึ่งในชายวัยกลางคนสองคนที่มารับเขาเมื่อครั้งแรก ตอนที่หลี่เหยียนจงไม่อยู่ อวิ๋นสี่เหอก็คือหัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานนี้
คำสั่งของเขาถือว่ามีลำดับสูงกว่าหลัวซื่อไห่ หลัวซื่อไห่เป็นเพียงครูฝึก ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เขารับผิดชอบภารกิจฝึกซ้อมเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์สั่งเคลื่อนทหารของกองพลมังกรเร้น มีแต่หลี่เหยียนจงกับอวิ๋นสี่เหอที่มีอำนาจนี้
ยามปกติอวิ๋นสี่เหอมักจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เขาแทบจะไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในกองพลนี้โดยตรง คอยช่วยงานอยู่เบื้องหลังเงียบๆ เท่านั้น
แต่ในเมื่อเขาออกคำสั่งมาแล้วย่อมไม่มีใครปฏิเสธได้
หูฮวนเป็นลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือจึงไม่ขลาดกลัวแต่อย่างใด เพียงถามประโยคหนึ่งว่า “มีปีศาจโผล่มาเหรอ”
สวีเช่อหัวเราะเบาๆ ตอบว่า “ไม่ใช่! ถ้าเป็นภารกิจอันตรายขนาดนั้นจะให้เด็กใหม่อย่างนายไปได้ยังไงกัน นี่เป็นภารกิจตรวจตราธรรมดาๆ เท่านั้น ถ้าเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดเกิดเรื่องขึ้นจริง พวกเราต้องขอกำลังเสริมจากกองบัญชาการทันที ห้ามฝืนต่อสู้”
หูฮวนหัวเราะแหะๆ จากนั้นเดินเรียงหน้ากระดานไปข้างสวีเช่อกับกงเสวี่ย ทั้งสองคนพาหูฮวนไปถึงลานจอดรถแห่งหนึ่ง รถบรรทุกเจี่ยฟั่ง CA15 คันเก่าติดเครื่องยนต์แล้ว บนรถมีพลทหารอยู่อีกสิบนาย
แม้เจ้าสิ่งนี้จะเลิกผลิตตั้งแต่เดือนกันยายนปี ค.ศ. 1986 แล้ว แต่มันก็ยังเป็นพาหนะหลักที่กองทัพใช้กัน ยังอีกนานกว่ามันจะถูกโละทิ้งอย่างสมบูรณ์
ก่อนที่ธนบัตรหนึ่งสตางค์จะเลิกใช้ รถบรรทุกยี่ห้อเก่าแก่รุ่นนี้เรียกได้ว่าทั่วทั้งแผ่นดินไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่คุ้นเคย หูฮวนเองก็ได้ยินชื่อมันมาบ่อยครั้ง แต่เขาไม่เคยนั่งบนเจ้ารถคันนี้มาก่อน
สวีเช่อขึ้นไปนั่งบนเบาะคนขับ แล้วหันมาบอกหูฮวน “นายกับกงเสวี่ยไปนั่งข้างคนขับ”
รถเก่ารุ่นนี้แตกต่างกับรถยนต์ในสมัยหลังที่เบาะนั่งแถวหน้ามีสองที่นั่ง มันยังมีที่นั่งสามที่นั่งอยู่ เมื่อหูฮวนขึ้นไปบนรถก็รู้สึกว่าตรงไหนๆ ก็แปลกตาไปหมด เขาหันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่าสมควรมองอะไรดี
กงเสวี่ยเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง เธออายุมากกว่าเยี่ยนเสี่ยวซีกับลู่อวิ๋นอวิ๋น นับว่ามีฐานะเป็นเหมือนพี่สาวคนโตในหน่วย เพียงแต่พลังของเธอด้อยกว่าเยี่ยนเสี่ยวซีกับลู่อวิ๋นอวิ๋นอยู่มาก เธอเป็นเพียงผู้ฝึกหัดสายธรรมชาติขั้นหนึ่ง จึงไม่มีบารมีอะไรในหน่วยนัก
แต่หูฮวนอายุน้อยเกินไปจริงๆ ดังนั้นกงเสวี่ยจึงยังต้องคอยดูแลเขาอยู่เป็นบางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนจึงนับว่าไม่เลว
กงเสวี่ยเห็นหูฮวนหันไปหันมาก็ขำออกมาเบาๆ แล้วส่งปืนพกกระบอกหนึ่งให้เขา บอกเสียงเบาว่า “ถ้าไม่มีอันตรายจริงๆ ห้ามยิงล่ะ”
หูฮวนยังไม่เคยฝึกยิงปืน ปกติเวลาคนอื่นฝึกยิงเป้า เขาจะทำได้แต่ยืนมองอยู่ด้านข้าง เขาอิจฉาแทบแย่มาตั้งนานแล้ว จู่ๆ ได้มาจับปืนจริงๆ ความตื่นเต้นในใจก็กดทับความหวาดหวั่นที่ต้องออกไปทำภารกิจสู้รบครั้งแรกจนหมด
สวีเช่อกำชับเสียงเบา “อย่ายิงมั่วเด็ดขาด พอภารกิจเสร็จสิ้น ต้องคืนปืนพกให้เบื้องบน กระสุนทุกนัดต้องมีรายงานข้อมูล หากเกิดปัญหาขึ้นมา เขียนรายงานทบทวนความผิดฉบับเดียวก็ไม่จบ”
หูฮวนพยักหน้าหงึกๆ เขาไม่ได้อยากลองสัมผัสความตื่นเต้นของการยิงปืนจริงๆ หรอก แค่ได้จับปืนกระบอกจริงก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว
เขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดอยู่ชานเมืองนอกตัวเมือง แผนผังเมืองของสมัยยุคเก้าศูนย์ทำให้ไม่ต้องเดินทางนานนัก รถบรรทุกเจี่ยฟั่ง CA15 คันเก่าแล่นเข้าไปในหอพักคนงานแห่งหนึ่ง
ที่แห่งนี้เดิมทีเป็นหอพักคนงานของโรงงานอะไรก็ไม่ทราบสักแห่งหนึ่ง แต่เวลานี้มันว่างเปล่า ไม่มีคนอาศัยอยู่นานแล้ว พวกเขาคงอพยพกันไปหมดแล้วปล่อยหมู่ตึกให้ถูกทิ้งร้าง
สถานที่เช่นนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ เพียงแต่ส่วนใหญ่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ต่อให้เป็นคนที่แต่เดิมเคยอาศัอยู่ที่นี่ก็ไม่คิดจะกลับมารำลึกถึงมัน
หูฮวนไม่เคยสัมผัสชีวิตของคนงานในโรงงานใหญ่แบบนี้จึงไม่รู้สึกสะทกสะท้อนใจอะไรมากมายนัก ในใจมีแต่ความกังวลที่ควบคุมไม่ได้
ตอนพวกเขาออกเดินทางก็คือช่วงมื้อเย็นแล้ว ขับรถมาอีกราวหนึ่งถึงสองชั่วโมง ท้องฟ้าจึงมืดสลัวนานแล้ว เมื่ออยู่ในหมู่ตึกร้างเช่นนี้อีก บรรยากาศก็ชวนเขย่าขวัญโดยธรรมชาติ
หูฮวนไม่คิดจะพึ่งพาปืนพกที่กงเสวี่ยให้มามากนัก เขารู้ทักษะการยิงปืนของตนเองดี เขาจึงกำการ์ดทั้งสองใบไว้ในมือเงียบๆ แทน
เขาใช้วิชาเทววัตถุ ฝ่ามือเปล่งแสงสีเงินจางๆ ออกมา ก่อนจะกลืนการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดกับการ์ดวานรยักษ์หัวขาดเข้าไปในร่างกาย
เขาทราบจากความทรงจำเกี่ยวกับตำราวิชาเทววัตถุที่ขาดแหว่งไปบางส่วนว่าการ์ดเทววัตถุสร้างภาระให้ร่างกายหนักหนาอย่างยิ่ง หากไม่ใช่ตอนที่ต้องต่อสู้ก็ไม่แนะนำให้ผสานเข้ากับร่างกายเป็นเวลานาน
ถึงหูฮวนจะไม่รู้สึกอะไรนัก แต่เขาก็ยังยอมเชื่อความทรงจำของตัวเอง ดังนั้นปกติแล้วเขาจึงไม่ผสานการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดกับการ์ดวานรยักษ์หัวขาดเข้ากับร่างกาย แต่มักจะปล่อยมันทิ้งไว้ในมิติด้านในเปลือกหอยลึกลับ
พลังสองสายไหลเข้ามาในร่าง แม้มันจะเพิ่มพละกำลังให้เขาไม่มากนัก แต่หูฮวนก็มีกำลังใจดีขึ้นเล็กน้อย แม้แต่ความกลัวที่มีต่อสภาพแวดล้อมรอบด้านก็ลดลงไปหลายส่วนด้วย
สวีเช่อตะโกนสั่งเบาๆ “ทุกคนกระจายตัวตรวจสอบจุดสำคัญแต่ละจุด หากเขตผนึกมีความผิดปกติประการใด ให้ยิงกระสุนสัญญาณทันที”
พลทหารบนรถบรรทุกเจี่ยฟั่ง CA15 คันเก่าทยอยกระโดดลงมาจากกระบะท้ายรถแล้วแยกย้ายไปไปตามที่ต่างๆ พวกเขาล้วนเป็นหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ ไม่ว่าจะอยู่ในกองพลใดล้วนเป็นยอดพลทหารผู้เป็นระดับหัวหน้าของกองพล ไม่ต้องให้ใครมาชี้นิ้วสั่งก็เลือกรูปแบบการรบที่เหมาะสมที่สุดได้
หลังจากพลทหารทั้งสิบนายหายไปท่ามกลางความมืด หัวใจของหูฮวนก็หวาดหวั่นขึ้นมาอีกหน เขาเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นธรรมดาคนหนึ่ง มีประสบการณ์การต่อสู้อะไรเสียที่ไหนเล่า
ประสบการณ์หนก่อนในเงาแห่งสรรพสิ่งมีแต่ทิ้งปมในใจไว้ให้เขา ไม่มีความรู้สึกว่าครั้งแรกไม่คุ้น ครั้งที่สองเดี๋ยวก็ชินเลยสักนิดเดียว
เขาถามอย่างหวาดวิตก “แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง”
สวีเช่อยิ้มให้แล้วบอกเสียงเบา “นายอยู่บนรถ เฝ้าวิทยุสื่อสารเอาไว้ให้ดี ถ้ามีคนยิงกระสุนสัญญาณ นายก็ขอกำลังเสริมจากกองบัญชาการทันที ฉันจะให้กงเสวี่ยอยู่กับนาย นายไม่ต้องกังวลมากไป”
พูดประโยคนี้จบ สวีเช่อก็กระโดดลงจากที่นั่งคนขับแล้วหายตัวไปท่ามกลางความมืดของเขตหอพักร้าง