ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 24

#24ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 23 ต้นตอของความผิดปกติ

หูฮวนเองก็คิดไม่ถึงว่าหลัวซื่อไห่จะตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ เขายกการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดให้ผู้หมู่เจ็ดเซียวเจี้ยนเซิงตรงนั้นเลย

เขาตะลึงเล็กน้อย แต่เดี๋ยวเดียวก็เข้าใจ พวกเขายังทำภารกิจสู้รบอยู่ อาจต้องเผชิญกับสิ่งประหลาดในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดอีกก็เป็นได้ หากทำให้ผู้หมู่เจ็ดเซียวเจี้ยนเซิงกลายเป็นผู้ถือครองพลังตอนนี้ พวกเขาก็อาจมีพลทหารรอดจากการต่อสู้ที่จะเกิดหลังจากนี้มากขึ้น

หากในเวลาเช่นนี้ยังจะขี้เหนียวอีกก็ต้องรู้สึกละอายใจกันบ้างแล้ว หลัวซื่อไห่จะขี้เหนียวได้อย่างไรเล่า

หากไม่ใช่ว่าตัวหูฮวนเองจำเป็นต้องใช้ เขาก็เกือบจะเอาการ์ดเทววัตถุสองใบที่เหลือออกมายกให้แล้ว

หวังว่า...การกระทำเล็กๆ นี่ของฉันจะทำให้ภารกิจหนนี้มีคนตายน้อยลงสักหลายๆ คน

หูฮวนไม่ได้ยกการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดให้ไปเพราะความรู้สึกชั่ววูบ แต่เขารู้สึกสะเทือนใจกับการสละชีพของทหารทั้งสองนายนั้นจากใจจริง

หากเขาไม่ทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าอย่างไรก็คงยากจะทำใจได้

เซียวเจี้ยนเซิงพรูลมหายใจแผ่วเบา กระดูกทั้งร่างของเขาราวกับกำลังขยับเคลื่อนหลุดจากกัน เสียงกึกๆ ดังกังวานต่อเนื่อง จากนั้นก็ประกอบเข้ากันใหม่เป็นร่างเดียวอีกหน เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม เอ่ยเสียงเบาว่า “ที่แท้ลมปราณหกประสานของตระกูลเซียวของผมก็ฝึกสำเร็จได้จริงๆ”

เขาเอื้อมมือลงไปที่พื้น ก้อนหินที่อยู่ห่างจากปลายนิ้วครึ่งชุ่นก้อนหนึ่งระเบิดกระจุยอย่างเงียบเชียบ

หลัวซื่อไห่เคร่งเครียดเสียยิ่งกว่าเขา เอ็ดเสียงดัง “ไม่ต้องโชว์เจ้านี่ให้ฉันดู นายปลุกพลังสำเร็จหรือเปล่า...ครอบครองพลังพิเศษของการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ได้ไหม”

เซียวเจี้ยนเซิงก้มหน้าสัมผัสดูครู่หนึ่งก็ยิ้มน้อยๆ ตอบว่า “ไม่นับว่าสำเร็จโดยสมบูรณ์ ผมได้วิชาดำดินมาเพียงอย่างเดียว วิชาสูบโลหิตหายไปแล้ว”

หลัวซื่อไห่ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหัวเราะพลางก่นด่า “รักษาพลังพิเศษไว้ได้อย่างหนึ่งก็นับว่านายทำสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว นายยังคิดจะเหมาพลังพิเศษสองอย่างอีกเหรอ แม้แต่ฉันยังไม่มีพลังพิเศษอย่างที่สองเลย”

เซียวเจี้ยนเซิงยิ้มงดงาม ตอบว่า “ตอนนี้ผมเป็นถู่สิงซุน[footnoteRef:1]แล้ว คุณต้องเกรงใจผมสักหน่อย” [1: ถู่สิงซุน ตัวละครในนิยายสมัยราชวงศ์หมิงเรื่อง เฟิงเสินเหยี่ยนอี้ หรือชื่อไทยคือห้องสิน เขามีฝีมือสูงส่ง ใช้พลองเหล็กเป็นอาวุธ เชี่ยวชาญวิชาดำดิน หนึ่งวันดำดินเดินทางได้นับพันลี้]

หลัวซื่อไห่ยกเท้าขึ้นมาเตะเขา เซียวเจี้ยนเซิงโยกตัวหลบ

หากไม่ใช่เพราะว่าหลัวซื่อไห่เป็นผู้ถือครองพลัง เรื่องหมัดมวยเพียงอย่างเดียว เซียวเจี้ยนเซิงย่อมไม่กลัวครูฝึกคนนี้

ทั้งสองคนหัวเราะเสียงไม่ดังไม่เบา แต่เห็นชัดว่าค่อนข้างผ่อนคลาย

เซียวเจี้ยนเซิงเหลือบมองหูฮวนที่อยู่ไม่ไกลแล้วถามเสียงเบาว่า “เด็กคนนั้นมีการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ได้ยังไง”

หลัวซื่อไห่ส่ายหน้า ตอบว่า “แต่เดิมเงาแห่งสรรพสิ่งก็แปลกประหลาดอยู่แล้ว คนบางคนก็โชคดี ได้ของมหัศจรรย์บางอย่างมา เด็กคนนี้ก็น่าจะเป็นคนที่โชคดีไม่เลวคนหนึ่ง”

เซียวเจี้ยนเซิงรู้สึกว่าหลัวซื่อไห่พูดมีเหตุผล หูฮวนเป็นคนที่เยี่ยนเสี่ยวซีช่วยกลับมา แล้วยังได้เขาสั่งสอนวิชาหมัดมวยให้กับมือ แม้เพิ่งจะรู้จักกันไม่นาน แต่เขาก็ถือว่าอีกฝ่ายเป็นลูกหลานรุ่นหลังของตนเองนานแล้ว อีกฝ่ายย่อมเชื่อถือได้

เซียวเจี้ยนเซิงยืดเหยียดร่างกาย กระซิบเสียงเบาว่า “ต้องขอบคุณเขา ไม่อย่างนั้นผมคงต้องออกจากกองพลแน่ กลับไปคุณก็ช่วยผมเขียนรายงานหน่อยแล้วกัน”

หลั่วซื่อไห่หัวเราะหึๆ ไม่ตอบเขา แต่ทั้งสองคนรู้ว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ หลัวซื่อไห่ตะโกนบอกพลทหารที่พักผ่อนอยู่ “ลุกๆ เข้าไปในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดอีกรอบ”

พลทหารทั้งหลายต่างทยอยขึ้นไปนั่งบนรถเจี่ยฟั่ง เหล่าจางผู้มีรูปร่างปานกลาง ขนคิ้วดวงตาดำขลับขยับเข้ามาใกล้ๆ เซียวเจี้ยนเซิงแล้วหัวเราะหึๆ พูดขึ้นมาว่า “นายนี่มันโชคดีจริง จู่ๆ ก็พบเรื่องดีๆ แบบนี้”

ตอนที่หลัวซื่อไห่ลงมือ เขาไม่ได้หลบซ่อน ทุกคนจึงเห็นอยู่กับตา แม้จะดีใจแทนเซียวเจี้ยนเซิง แต่หากจะบอกว่าไม่อิจฉา นั่นก็คงเป็นไปไม่ได้

เซียวเจี้ยนเซิงหัวเราะหึๆ ตอบว่า “เหล่าจาง นายอิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์ พี่ชายคนนี้ก็โชคดีแบบนี้แหละ”

เหล่าจางก็เป็นผู้หมู่เหมือนกันกับเซียวเจี้ยนเซิง เขาชื่อว่าจางจวี้หวา เป็นผู้ฝึกวิชาหมัดสายหนึ่งของเส้าหลินเหมือนกัน เพียงแต่วิชาหมัดที่เขาร่ำเรียนมาแข็งกร้าวรุนแรงกว่า

แม้แต่หูฮวนที่ค่าปลุกพลังหกสิบห้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์ก็ยังถูกกระบวนท่าภูผาเหล็กของเขากระแทกจนล้มหน้าคว่ำ นี่บ่งบอกถึงความทรงพลังของวิชาหมัดของคนคนนี้

เขายังมีโอกาสผ่านพิธีกรรมอีกหน แต่เขากลับไม่มั่นใจเลยสักนิด อย่างไรเสียโอกาสปลุกพลังก็ต่ำเหลือเกิน มีโอกาสเพียงเจ็ดในหมื่นเท่านั้น

จางจวี้หวาอดอิจฉาตาร้อนไม่ได้ เขาเอี้ยวศีรษะไปพูดกับหูฮวน “หาการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์มาให้เหล่าจางคนนี้อีกสักใบสิ เดี๋ยวฉันจะสอนหกกระบวนท่าโค่นขุนเขาของถนัดให้นายเอง”

ยังไม่ทันที่หูฮวนจะตอบ เซียวเจี้ยนเซิงก็ว่าอย่างดูแคลน “นายพูดคำนี้ออกมาไม่อายบ้างเหรอ หกกระบวนท่าโค่นขุนเขาจะเอามาเทียบกับการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ของสายพลังเทวมารได้ยังไง”

หน้าแก่ๆ ของจางจวี้หวาแดงแปร๊ด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ต่อให้วิชาหมัดของตนร้ายกาจอีกเท่าใดก็เทียบกับเจ้าสิ่งนี้ไม่ได้จริงๆ ขนาดประเทศทุ่มทุนมหาศาลยังประมูลมาไม่ได้สักใบ

เขาเอ่ยอย่างขัดเขิน “เป็นสหายร่วมรบกันไม่ใช่หรือไง จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเหล่าจางคนนี้เหรอ”

จางจวี้หวาเอื้อมมือไปตบไหล่หูฮวนแล้วบอกว่า “เอายังไง ตกลงหรือเปล่า”

หูฮวนกำลังคิดเพ้อเจ้อใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความทรงจำในสมองของเขาเหมือนจะนึกภาพขวดใบหนึ่งที่ใช้บ่มของดีบางอย่างขึ้นมาได้

ดังนั้นพอถูกจางจวี้หวาตบเข้าให้ทีหนึ่ง เขาจึงเกือบร่วงตกจากรถ แต่โชคยังดีพลทหารคนหนึ่งด้านข้างดึงเอาไว้จนกลับมาตั้งหลักได้

จางจวี้หวารู้สึกผิดนิดหน่อย จึงปลอบว่า “อยู่ในเงาแห่งสรรพสิ่งต้องระวังให้มากกว่านี้ ที่นั่นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้สารพัด อาจเกิดเรื่องได้ตลอดเวลา”

เขาเพิ่งเอ่ยจบ เบื้องหน้าของทุกคนก็ดำมืด พวกเขาเข้ามาในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดอีกหนแล้ว

เยี่ยนเสี่ยวซีตวาดเบาๆ “ทุกคนเลิกคุยกันได้แล้ว”

พลทหารเหล่านี้เงียบขรึมทันที ไม่มีผู้ใดพูดอะไรอีก

หนนี้รถบรรทุกเจี่ยฟั่งแล่นมาได้ไม่กี่กิโลเมตรก็ได้ยินเสียงกรีดร้องประหลาดดังขึ้นเบื้องหน้า หลังจากนั้นก็มีไอดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้า

หลัวซื่อไห่ส่งสัญญาณมือ เยี่ยนเสี่ยวซีกับสวีเช่อกระโดดลงจากรถบรรทุกออกไปสำรวจด้านหน้า เห็นชัดว่าสมรรถภาพร่างกายของสวีเช่อสู้เยี่ยนเสี่ยวซีไม่ได้ ดังนั้นไม่นานเขาจึงถูกทิ้งห่างหลายสิบเมตร

หูฮวนลอบผสานการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดเข้ามาในร่างเงียบๆ ตอนนี้เขาไม่มีอาวุธ มองซ้ายมองขวาก็ได้แต่ยอมแพ้อย่างคับแค้นใจ บนรถมีอาวุธอยู่ทั่วทุกที่ แต่ทุกชิ้นมีเจ้าของแล้วทั้งนั้น เขาจึงเตรียมใจว่าจะต้องต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับกำปั้น

เยี่ยนเสี่ยวซีสำรวจเส้นทางไปได้ระยะหนึ่งแล้ว หอกเจตจิตอสนีบาตเก็บอยู่ในคอเสื้อ เมื่อครู่เธอใช้มันแทงวานรยักษ์ขนสีเทาเข้มไปหนึ่งหอก ใช้พลังวิญญาณของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ไปหมดแล้ว เวลานี้จึงใช้อีกไม่ได้

เธอถอนหายใจแล้วได้แต่จับดาบปลายปืนในมือเอาไว้แน่น

เยี่ยนเสี่ยวซีวิ่งออกไปได้สิบกว่านาที ทันใดนั้นแววตาของเธอก็ตื่นตระหนก เธอเห็นแมลงสีดำหน้าตาประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนโบยบินอยู่เต็มท้องฟ้า พวกมันรวมตัวกันกลายเป็นเมฆแมลงสีดำทอดยาวต่อกันหลายกิโลเมตร

แม้เมฆแมลงที่ทอดยาวหลายกิโลเมตรนี่จะยังสู้ตั๊กแตนระบาดในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ แต่แมลงที่บินทอดยาวหลายสิบกิโลเมตร มีจำนวนชวนหวาดหวั่นนับสิบล้านตัวก็ยังคงดูยิ่งใหญ่อลังการอยู่ดี

ใต้เมฆแมลง ไอดำสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาไม่หยุด

ไม่ว่าจะหมู่เมฆแมลงหรือไอดำนั่นต่างแผ่คลื่นพลังวิญญาณที่น่าหวาดกลัวออกมามากกว่าวานรยักษ์ที่หูฮวนพบมาสองหนอย่างยิ่ง

เยี่ยนเสี่ยวซีไม่กล้าบุ่มบ่าม เธอรีบหยุดฝีเท้า สวีเช่อตามมาทันช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อเห็นหมู่เมฆแมลงกับไอดำที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไกลๆ เขาก็สูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าปอดอย่างห้ามตัวเองไม่ได้แล้วพึมพำออกมาเบาๆ “นี่คือต้นเหตุของความผิดปกติในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดเหรอ”

เยี่ยนเสี่ยวซีตอบเสียงเบา “ยังไม่รู้ แต่ต้องมีความเกี่ยวข้องแน่นอน ความแข็งแกร่งของคลื่นพลังวิญญาณของเจ้าสองตัวนี้เกือบจะทัดเทียมกับราชาวานรแล้ว ราชาวานรหลับใหลมานานแล้ว แต่พวกมันกำลังตื่นอยู่...ถ้าพวกมันบุกเข้าไปในโลกแห่งความเป็นจริงล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะมีคนตายสักกี่คน”

devc-6f170fc6-33100ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 24