ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 34
ตอนที่ 33 ประวัติศาสตร์อันยาวนานเหล่านั้น
หูฮวนยกเท้าเดินไปหนึ่งก้าว แล้วก็เดินไปอีกก้าว...
เบื้องหน้าค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย สิ่งของบนชั้นหนังสือไม่พร่าเลือนอีกต่อไป จากที่เคยพร่ามัวกลายเป็นแจ่มชัด
บนชั้นหนังสือแถวที่ใกล้โต๊ะหนังสือที่สุดวางหนังสือปกแข็งไว้จนเต็ม สันหนังสือสีดำแลดูงดงามอย่างยิ่ง บนสันหนังสือเขียนชื่อผู้ประพันธ์รวมถึงหมายเลขลำดับเอาไว้ แต่กลับไม่มีชื่อหนังสือ
ดูจากชื่อผู้ประพันธ์ก็ทราบว่าหนังสือบนชั้นหนังสือแถวนี้เป็นของผู้ประพันธ์สามคน
หูฮวนดึงหนังสือเล่มหนึ่งในนั้นออกมาอย่างสงสัยใคร่รู้แล้วก็พบว่าเนื้อหาด้านในไม่ใช่การพิมพ์ แต่เป็นการเขียนด้วยลายมือ ตอนนี้เอง เขาถึงเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ตำราอะไรบางอย่าง แต่เป็นบันทึกของใครคนหนึ่งต่างหาก
หูฮวนอ่านเนื้อหาในบันทึกเล่มนี้ไม่เข้าใจสักนิด ด้านในเหมือนจะเป็นการวิจัยเทคโนโลยีสำคัญอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเต็มไปด้วยคำศัพท์ชวนสับสนงงวยนับไม่ถ้วน แล้วยังสอดแทรกด้วยภาษาต่างประเทศของหลากหลายประเทศ รวมไปถึงแผนผังอันซับซ้อนที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้อีกจำนวนหนึ่ง บางหน้าก็มีบันทึกประจำวันแทรกสลับไปกับการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ สิ่งที่ตระหนักรู้เกี่ยวกับชีวิตหรือบันทึกการเดินทาง ตัวอย่างเช่น
ต้นคิมหันต์ท้องฟ้าแจ่มใส วันนี้เรียนภาษารัสเซียได้คืบหน้ามาก อนาสตาเซียสอนอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่งนัก พวกเรายังได้ทำเรื่องสนุกด้วยกันอีกหลายอย่าง ข้ามอบเมล็ดพันธุ์จำนวนหนึ่งให้นาง
....
หูฮวนเจ้าสารเลวคนนั้น เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงมาคลางแคลงวิชาสวรรค์วิวัฒน์ สิ่งนี้เป็นผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงกายชั่วชีวิตของพวกเราสามคน คนที่ฝึกวิชานอกรีตเช่นเขาไฉนเลยจะเข้าใจ!
สิ่งที่หูฮวนพูดก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง วิถีสุญตากับวิชาเทววัตถุของเขาเป็นวิชาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
วิชาแรกยังพอว่า แต่วิชาเทววัตถุมีปัญหาอยู่มากนัก...
หูฮวนเห็นชื่อของตนเองก็ตกตะลึงอย่างยิ่งอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูก ‘คนโบราณ’ เขียนถึงอยู่ในบันทึกได้ เขาแน่ใจมากว่าบันทึกเล่มนี้อายุมากกว่าตนเอง
อีกฝ่ายยังพูดถึงวิถีสุญตากับวิชาเทววัตถุ แล้วบอกอีกว่าวิชาเทววัตถุมีปัญหา เขาอยากรู้มากว่า วิชาเทววัตถุมีปัญหาอย่างไรกันแน่ แต่ในเนื้อหาต่อจากนั้นของบันทึกเล่มนี้กลับไม่มีเขียนเอาไว้
หูฮวนหันไปมองชั้นหนังสือตัวนี้ แม้จะมีผู้ประพันธ์เพียงสามคน แต่บันทึกบนชั้นหนังสือตัวนี้อย่างน้อยก็มีพันกว่าเล่ม แต่ละเล่มหนาเหมือนพจนานุกรม หากอยากจะอ่านทั้งหมด เห็นชัดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ต่อให้เขาอ่านวันละหนึ่งเล่มก็ต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปีกว่าจะอ่านสิ่งที่อยู่บนชั้นหนังสือตัวนี้จบ
หูฮวนยัดบันทึกกลับที่แล้วเตรียมตัวจะเดินไปชั้นหนังสือตัวถัดไป แต่กลับพบว่าตัวเองเดินมาได้สุดที่ตรงนี้เท่านั้น พลังลึกลับนั่นขัดขวางเขาไม่ให้ออกสำรวจต่อแล้ว
หูฮวนไม่ได้เดินกลับไปที่โต๊ะหนังสือไม้โอ๊ก เขาลองเดินออกไปสองฝั่ง เขาเดินไปจนถึงหน้าหีบไม้สีดำใบเก่าทั้งหกใบข้างกำแพงหินได้ แล้วก็เดินไปถึงบริเวณพักผ่อนที่มีเตียงสี่เสาสไตล์พระราชวังยุโรปโบราณ โซฟาหนังวัวแบบยุคกลางกับเก้าอี้อ่านหนังสืออันวิจิตรประณีตหลายตัวนั่นได้ เขาถึงขั้นลงไปนอนบนเตียงหรือนั่งบนโซฟาหนังวัวกับเก้าอี้อ่านหนังสือได้ด้วย
หีบไม้สีดำข้างกำแพงหิน โต๊ะหนังสือไม้โอ๊กกับเขตพักผ่อนหย่อนใจเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาว กินพื้นที่ฝั่งหนึ่งของห้องแห่งนี้
จากเตียงสี่เสาสไตล์พระราชวังยุโรปโบราณไปถึงผนังหินอีกฝั่งหนึ่งเหลือพื้นที่ว่างอีกไม่ถึงสามเมตร ระหว่างเตียงกับผนังหินว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดวางอยู่ทั้งสิ้น
หูฮวนเดินกลับไปที่โต๊ะหนังสือไม้โอ๊กอีกครั้ง จากนั้นดึงลิ้นชักที่เก็บการ์ดแมลงกินปราณยี่สิบเจ็ดใบออกมา หนนี้เขาไม่สนใจการ์ดยี่สิบเจ็ดใบนั้น แต่หยิบกล่องไม้สีดำที่ฝังลายเส้นสีเงินออกมา
เขาสงสัยยิ่งนักว่าด้านในมีสิ่งใด
กล่องไม้สีดำไม่มีแม่กุญแจล็อก หูฮวนดันเบาๆ ฝากล่องก็เปิดออก ด้านในมีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่งกับกุญแจเงินอีกหนึ่งดอก
บางทีอาจเป็นเพราะถูกพลังลึกลับบางอย่างผลักดัน หูฮวนจึงเปิดจดหมายฉบับนั้นออก ด้านในเป็นลายมือที่คุ้นตาอย่างยิ่ง แต่เขามั่นใจมากว่าตนเองไม่เคยเห็นลายมือแบบนี้มาก่อน
กุญแจดอกนี้ใช้เปิดหีบไม้สีดำใบที่หนึ่งริมผนัง แต่ข้าขอแนะนำเจ้าว่าหากยังไม่บรรลุตบะขั้นสามหรือฟื้นพลังกลับมาถึงขั้นลมปราณระดับสมบูรณ์ จงอย่าได้เปิดมันออกเด็ดขาด
จดหมายฉบับนี้สั้นมาก ทั้งยังไม่มีชื่อลงท้าย
ข้อความท่อนนี้ไม่มีต้นไม่มีปลาย แต่ความรู้สึกอันไร้ที่มาบอกหูฮวนว่าเขาควรจะเชื่อคำพูดบนนั้น
เขาหันไปมองหีบไม้สีดำเก่าคร่ำคร่าหกใบริมผนังหิน ทันใดนั้นลางสังหรณ์บางอย่างก็บอกเขาว่าตัวเขาใกล้จะได้รู้เรื่องราวของเปลือกหอยลึกลับชิ้นนี้แล้ว
หูฮวนนับเวลาดูก็พบว่าใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เขาจึงท่องมนตร์แล้วหายตัวออกมาจากห้องลึกลับแห่งนี้กลับมายังหอพักของตนเอง
ตอนที่เขาไปโรงอาหารอย่างตรงเวลาเป๊ะ เขากลับไม่เห็นคนอื่นเลย พ่อครัวทั้งหลายในโรงอาหารก็ไม่ได้ตระเตรียมอาหารหลากหลายชนิดไว้เหมือนปกติ แต่วางกล่องข้าวสิบกว่ากล่องเอาไว้แทน
หูฮวนหยิบกล่องข้าวมาสองกล่องแล้วถือโอกาสถามว่า “ทำไมวันนี้คนน้อยแบบนี้ล่ะครับ พวกเขายังไม่กลับมาเหรอ”
พ่อครัววัยคุณปู่ประจำโรงอาหารยิ้มอย่างอ่อนโยน ตอบว่า “ยังไม่กลับมาเลย! วันนี้พวกเราเตรียมเอาไว้แต่ข้าวกล่อง นอกจากคนของพวกเราก็มีคนจากเมืองอื่นมาด้วย แล้วยังมีคนจากเมืองหลวงมาอีกหลายคน อย่างน้อยก็เจ็ดแปดสิบคนได้”
หูฮวนหาที่นั่งที่หนึ่งแล้วกินข้าวกล่องสองกล่องจนหมด แต่เขากลับรู้สึกว่ายังไม่อิ่มเท่าไรนัก เลยไปหยิบมาอีกสองกล่อง เขากินข้าวกล่องรวดเดียวแปดกล่องถึงรู้สึกว่ากินต่อไม่ไหวแล้ว
ข้าวกล่องที่โรงอาหารเตรียมไว้หนนี้ล้วนใช้กล่องข้าวอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ ไม่ใช่กล่องข้าวโฟมที่มักจะเห็นอยู่เป็นประจำในยุคหลัง เมื่อรวมน้ำหนักของข้าวกับอาหารแล้ว พวกมันก็หนักถึงราวหนึ่งกิโลกรัม
หูฮวนเอากล่องข้าวไปเก็บแล้วเรอออกมา ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะจากด้านนอก พลทหารสิบกว่าคนเดินเข้ามาในโรงอาหาร พวกเขาเห็นหูฮวนก็เอ่ยทักแล้วเดินไปหยิบกล่องข้าวมานั่งล้อมวงเป็นกลุ่มๆ เริ่มรับประทานอาหาร
หูฮวนเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของพวกเขาก็ไม่สะดวกใจจะไปกวน จึงลุกขึ้นเดินออกจากโรงอาหาร พอเดินไปถึงลานก็เดินเล่นตามใจอยู่ครู่หนึ่ง
คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เป็นสำนักงานสาขาประจำมณฑลของสำนักปฏิบัติการกิจการพิเศษครอบครองพื้นที่ไม่น้อย นอกจากหอพักของพวกหูฮวนก็ยังมีตึกสำนักงานอีกสองหลัง โกดังอีกหนึ่งหลัง หอพักพลทหารธรรมดาอีกหนึ่งหลัง แล้วก็มีโรงรถที่ค่อนข้างกว้างขวางอีกโรงหนึ่งด้วย
ได้ยินมาว่าด้านในอาคารสำนักงานหลังใหญ่ที่สุดยังมีห้องแล็บอยู่อีกห้องหนึ่ง พิธีกรรมที่ทำหนก่อนก็จัดที่ห้องใต้ดินข้างใต้ห้องแล็บที่ว่า
หูฮวนเดินเตร่อยู่ในลานว่างจนครบรอบก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม รถบรรทุกเจี่ยฟั่งรุ่นเก๋าคันแล้วคันเล่าแล่นเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ แม้พลทหารทั้งหลายที่กระโดดลงมาจากหลังรถจะดูเหนื่อยล้าอย่างมาก แต่พวกเขาก็มีสีหน้าเปรมปรีดิ์
หูฮวนเห็นเซียวเจี้ยนเซิงกับจางจวี้หวาที่เขาค่อนข้างสนิท แล้วก็พวกลู่อวิ๋นอวิ๋น เยี่ยนเสี่ยวซี หวังซง วั่นหย่งกับสวีเช่ออยู่ด้วย
แม้แต่หลี่เหยียนจงก็มาปรากฏตัวเหมือนกัน เขายิ้มแย้มเดินคู่มากับเด็กหนุ่มที่หน้าสวยจนน่าเหลือเชื่อคนหนึ่ง อวิ๋นสี่เหอเดินตามหัวหน้าของตนต้อยๆ อย่างสงบเสงี่ยม
หลี่เหยียนจงเห็นหูฮวนตั้งแต่ไกลจึงกวักมือเรียก หูฮวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาแล้วถามว่า “เรื่องในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดจัดการเรียบร้ยแล้วเหรอครับ”
หลี่เหยียนจงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “จัดการเรียบร้อยแล้ว!”
“คนนี้คือหลิงหูอิน มาจากเมืองหลวง เขาเป็นพลทหารชั้นยอดในกองพลมังกรเร้นของพวกเรา ได้ฉายาว่าอันดับหนึ่งแห่งขั้นสาม เขาเป็นคนลงมือกำจัดปีศาจงูตัวนั้นแล้วขับไล่ฝูงแมลงมากกว่าครึ่งออกไป ทำให้เขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดกลับมาสงบอีกหน แล้วร้อยเอกหลิงหูยังจัดการปัญหาเล็กน้อยทางฝั่งโรงงานเคมีประเภทสองเก่าให้ด้วย เขาช่วยพวกเราไว้ได้มากจริงๆ”
หูฮวนฟังคำแนะนำยาวเฟื้อยจบก็รู้สึกว่าในคำพูดของหลี่เหยียนจงมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ เพียงแต่เขาฟังไม่ออกจริงๆ ว่าหัวหน้าคนนี้ต้องการจะสื่อว่าอะไรกันแน่