ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 6

#6ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 5 เงาแห่งสรรพสิ่ง

หูฮวนฟังจบก็ยังสับสนมึนงง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเกี่ยวข้องอะไรกับกับหน่วยงานพิเศษที่ว่านี้

เขาวางถ้วยน้ำชาลง แขนเผลอสัมผัสถูกเปลือกหอยในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่ได้ตั้งใจ ทันใดนั้นอารมณ์ของเขาก็สงบนิ่งลงอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาพูดเสียงเบา “อธิบายให้ผมฟังตั้งแต่ต้นได้ไหมครับ ตอนนี้ผมงงสุดๆ”

หลี่เหยียนจงหัวเราะแล้วบอกว่า “เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว ฉันจะเล่าให้เธอฟังตั้งแต่ต้น แต่เธออายุยังน้อย ฟังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้พวกเราจะค่อยๆ สอนเธอเอง”

หูฮวนยิ่งฉงนงงวย ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนเสี่ยวซีหรือหลี่เหยียนจง ถ้อยคำของพวกเขาต่างมีความหมายในเชิงว่าหลังจากนี้เขาจะต้องติดต่อข้องเกี่ยวกับคนเหล่านี้บ่อยๆ

นี่จะเป็นไปได้อย่างไร เขายังเป็นนักเรียนคนหนึ่งอยู่เลย แล้วยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นอีกด้วย

หลี่เหยียนจงกระแอมทีหนึ่ง แล้วเริ่มร่ายให้ฟัง “โลกปกติของพวกเรายังมีโลกอีกใบหนึ่งซ้อนทับอยู่ พวกเราเรียกมันว่าเงาแห่งสรรพสิ่ง ระหว่างโลกใบนั้นกับโลกแห่งความเป็นจริงมีทางเชื่อมโยงใยถึงกันอยู่นับไม่ถ้วน เพียงแต่ว่าพวกมันคดเคี้ยวเลี้ยวลดและประหลาดพิสดารอย่างยิ่ง...

...ตึกสูงใหญ่ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจเป็นเพียงทรายเม็ดหนึ่งในเงาแห่งสรรพสิ่ง มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจเป็นเพียงมดตัวหนึ่งในเงาแห่งสรรพสิ่ง มหาสมุทรในโลกแห่งความเป็นจริงอาจเป็นเพียงบึงน้ำแห่งหนึ่งในเงาแห่งสรรพสิ่ง ขุนเขาสูงใหญ่สายน้ำกว้างในโลกแห่งความเป็นจริงอาจเป็นเพียงเนินเขาไม่สะดุดตาสักลูกในเงาแห่งสรรพสิ่ง สนามหญ้าน้อยแห่งหนึ่งในเมืองของโลกแห่งความเป็นจริง อาจเป็นป่าทึบดึกดำบรรพ์ผืนหนึ่งในเงาแห่งสรรพสิ่ง ทุกสิ่งบนโลกแห่งความเป็นจริงจะถูกบิดเบือนในโลกแห่งนั้นจนไม่อาจแยกแยะได้อีกต่อไป...

...เงาแห่งสรรพสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง คนธรรมดาไม่อาจสัมผัสถึงมันได้และไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์อะไรที่จะสำรวจมันได้ มีเพียงผู้ปลุกพลังเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงการดำรงอยู่ของเงาแห่งสรรพสิ่งและเข้าออกได้อย่างอิสระ”

“ผู้ปลุกพลังคืออะไรครับ”

“ผู้ปลุกพลังก็เหมือนอย่างเธอ เป็นคนที่จู่ๆ ก็ได้รับพลังมหัศจรรย์บางอย่าง”

“ดูเหมือนผมจะไม่มีพลังอะไรนะ”

หลี่เหยียนจงยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวพวกเราจะให้เธอทำการทดสอบอย่างหนึ่ง แล้วสอนเธอว่าจะต้องใช้พลังของผู้ปลุกพลังอย่างไร นี่เป็นหนึ่งในหน้าที่ของหน่วยงานของเรา”

เขาหันไปส่งสายตาให้เยี่ยนเสี่ยวซี หญิงสาวผมยาวคนนี้เดินออกจากห้องประชุม ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็เข็น ‘โทรทัศน์’ เครื่องหนึ่งเข้ามา

จะบอกว่าเป็นโทรทัศน์ก็ดูจะไม่ถูกต้องนัก ของสิ่งนี้นอกจากหน้าจอที่เหมือนกับโทรทัศน์ก็ยังมีอุปกรณ์ที่ซับซ้อนอีกนับไม่ถ้วน สายไฟระโยงรยางยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง

ปี ค.ศ. 1993 บริษัทอินเทล[footnoteRef:1] ออกชิปรุ่นเพนเทียม[footnoteRef:2]มาแล้ว แต่เด็กชาวจีนส่วนใหญ่ในยุคนี้ยังไม่รู้จักว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร [1: อินเทล (Intel) เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันผู้ผลิตรายใหญ่ที่ผลิตชิปซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในคอมพิวเตอร์ รวมถึงผลิตอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร] [2: เพนเทียมชิปคือไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นที่ 5 ของบริษัทอินเทล เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 ]

ยุคนี้แม้แต่กลุ่มคนทันสมัยที่พอรู้จักคอมพิวเตอร์อยู่บ้างก็ยังแยกไม่ค่อยออกนักว่าตัวเครื่องกับจอแสดงผล ส่วนไหนกันแน่ที่เป็นส่วนทำหน้าที่คำนวณ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ต้องพูดถึงคนส่วนใหญ่

แน่นอนว่าคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ทดสอบเครื่องนี้ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุด ตัวซีพียูยังเป็นไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น 8088 ที่ผลิตออกมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน เก่าจนชวนให้คนโมโหผมตั้ง

เยี่ยนเสี่ยวซีเสียบปลั๊กต่อไฟให้อุปกรณ์เครื่องนี้แล้วทำท่าบอกให้หูฮวนผ่อนคลาย จากนั้นจึงรัดสายรัดที่คล้ายกับเครื่องวัดความดันไว้บนข้อมือ ข้อเท้ากับลำคอของเขา ต่อจากนั้นก็สวมที่ครอบศีรษะอันหนึ่งไว้บนศีรษะของเขาด้วย

หูฮวนไม่ได้ขัดขืน เขาเองก็สงสัยใคร่รู้มากอย่างยิ่งเช่นกันว่าคนพวกนี้คิดจะทำอะไรกันแน่

หลี่เหยียนจงกับคนที่ไม่ปริปากพูดมาตลอดอีกคนหนึ่งจ้องหน้าจออย่างเคร่งเครียด ผ่านไปครู่หนึ่ง บนหน้าจอก็ปรากฏข้อมูลนับไม่ถ้วน

หลี่เหยียนจงร้องออกมาอย่างตื่นเต้น “ค่าพลังจิตปกติ ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ มวลกล้ามเนื้อมากกว่าคนปกติหนึ่งจุดสามเท่า พลังที่ตื่นขึ้นมาคือด้านร่างกาย ค่าปลุกพลังสิบสองจุดแปดเปอร์เซ็นต์ ดีจริงๆ! พวกเราต้องการผู้ปลุกพลังสายนักรบแบบนี้อยู่พอดี”

อีกคนหนึ่งตอบกลับมาเบาๆ ว่า “พวกเราต้องรายงานหน่วยงาน ดูซิว่าเบื้องบนมีความเห็นว่าอย่างไร”

หลี่เหยียนจงกับเขาปรึกษากันสั้นๆ ประโยคสองประโยคก็ยิ้มร่าบอกหูฮวนว่า “เธอเรียนอยู่โรงเรียนไหน อีกสองสามวันฉันจะช่วยเธอย้ายโรงเรียน นับจากวันนี้เป็นต้นไปเธอจะได้เรียนในโรงเรียนพิเศษแล้ว”

“แผนกมัธยมต้นของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยป่าไม้ตงหนาน! แต่ผมไม่อยากออกจากโรงเรียน แล้วก็ไม่อยากไปโรงเรียนพิเศษด้วย”

หูฮวนอ่อนไหวกับคำว่าโรงเรียนพิเศษมาก เพราะแม่ของเขาเกือบจะเคยได้ไปเรียนแล้ว ที่นั่นมีชื่อเรียกว่าโรงเรียนดัดสันดาน

หลี่เหยียนจงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “ไม่เป็นไร เธอจะอยู่โรงเรียนเดิมก็ได้ แต่โรงเรียนใหม่ไม่เพียงจะสอนความรู้ให้พวกเธอ แต่ยังจะฝึกฝนพวกเธอให้ควบคุมพลังที่อยู่ภายในตัวอีกด้วย เธอก็ถือซะว่าเป็นชั้นเรียนเพิ่มเติมวิชาหนึ่งก็แล้วกัน...

...โรงเรียนมัธยมต้นสังกัดหน่วยงานของพวกเราไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ตอนยื่นสอบเข้ามัธยมปลายยังมีคะแนนพิเศษเพิ่มให้อีกสามสิบคำแนน แล้วยังมีทางลัดให้เข้าเรียนมหาวิยาลัยรัฐอีกหลายสิบแห่ง ไม่ต้องสอบก็เข้ามหาวิทยาลัยได้เลย”

หูฮวนหวั่นไหวทันที เขาลังเลครู่หนึ่งก็ถามเสียงเบาหวิว “สอบมหาวิทยาลัยไหนได้บ้างเหรอครับ”

หลี่เหยียนจงตอบเสียงอ่อนโยน “มหาวิทยาลัยทหารกับตำรวจทุกแห่งต่างร่วมมือกับหน่วยงานของพวกเรา มหาวิทยาลัยของรัฐบาลกลางส่วนหนึ่งก็มีโควตาพิเศษให้เหมือนกัน เธอไม่จำเป็นต้องกังวลกับเส้นทางในอนาคต”

หลี่เหยียนจงมีประสบการณ์ในการจัดการเรื่องนี้อย่างโชกโชน

หูฮวนเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ความปรารถนาเล็กๆ ในใจของเขาย่อมหนีไม่พ้นจิ้งจอกเฒ่าอย่างหลี่เหยียนจงคนนี้ เพียงพูดแค่สองสามประโยคก็จัดการความกังวลในหัวใจของหนุ่มน้อยได้จนหมด

หลี่เหยียนจงส่งสายตาให้เยี่ยนเสี่ยวซี เยี่ยนเสี่ยวซีก็ยิ้มตาหยีบอกว่า “นายน่าจะยังไม่ได้กินข้าวเย็นสินะ พี่สาวจะพานายไปโรงอาหารของพวกเรา เย็นวันนี้มีขาหมูตุ๋นด้วยนะ”

หูฮวนได้ยินคำว่าขาหมูตุ๋นก็ตามไปอย่างไม่ลังเลทันที เขากลับบ้านไปก็มีแต่ข้าวเย็นชืด เพราะแม่ของเขาทำกับข้าวไม่เป็นสักนิด อาหารสามมื้อในหนึ่งวันมีแต่ผัดนู่นนี่มั่วซั่ว เคยลุกมาทำขาหมูตุ๋นให้เขาเสียที่ไหน อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย บ้านของเขาน่ะแม้แต่ขาหมูดิบก็ไม่มีให้แทะ

หลังจากหูฮวนเดินออกไปแล้ว หลี่เหยียนจงก็พูดกับเพื่อนร่วมงานว่า “เด็กคนนี้เป็นคนซื่อ ทุ่มทรัพยากรเลี้ยงดูได้”

ชายอีกคนหนึ่งถอนหายใจ พูดขึ้นมาว่า “เด็กน้อยตัวเท่านี้ก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้อันโหดร้าย ลำบากเขาแล้ว”

หลี่เหยียนจงเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ช่วยไม่ได้! ทุกสิ่งล้วนเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน วีรชนผู้สละชีพในอดีตทั้งหลายตอนอายุเท่านี้ก็สละเลือดพลีชีพเพื่ออุดมการณ์เหมือนกัน...”

โรงอาหารของหน่วยงานประหลาดแห่งนี้มีขาหมูจริงๆ แม้จะเป็นกับข้าวสี่อย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างแบบธรรมดาสามัญ แต่ก็มีกับข้าวเนื้อถึงสองอย่าง ส่วนกับข้าวผักอีกสองอย่างก็เป็นอาหารที่ปกติหูฮวนไม่มีโอกาสได้กิน

ถึงพวกมันจะไม่ได้ราคาแพงมากมายนัก แต่ก็อย่างที่ว่า...แม่ของเขาทำไม่เป็น

กับข้าวอย่างหนึ่งคือมะเขือม่วงผัดซอส ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือผัดผักสามสหาย

หูฮวนไม่เคยใช้ถาดหลุมเหล็กของโรงอาหารในหน่วยงานแบบนี้ ถาดหลุมเหล็กแบ่งออกเป็นหลุมหลายหลุม เขาตักขาหมูตุ๋นจนเต็มหลุมก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นก็ตักเนื้อน้ำแดงมันเยิ้มที่เป็นกับข้าวเนื้ออีกอย่าง ต่อมาจึงตักมะเขือม่วงหนึ่งทัพพีกับผัดผักสามสหายหนึ่งทัพพีโปะลงบนข้าวสวย

ส่วนน้ำแกงไชเท้าฝอยนั่น หูฮวนไม่ตัก เขาไม่ชอบอาหารจำพวกหัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัวไชเท้า หัวผักกาดเขียว หัวผักกาดแดงหรือแครอท...เขาก็ไม่ชอบทั้งนั้น

เยี่ยนเสี่ยวซีมองอาหารที่พูนเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ตรงหน้าหูฮวน ริมฝีปากเม้มเป็นรอยยิ้มบางอย่างอดไม่ได้ เธอไม่ได้ตักอาหารมามากมาย นอกจากผักสองอย่างที่ตักมาอย่างละหนึ่งทัพพีก็ตักน้ำแกงมาอีกถ้วยเดียว ไม่ได้ตักเมนูเนื้อมาด้วย อาหารของเธอไม่ถึงหนึ่งส่วนห้าของที่หูฮวนตักมา

ทั้งสองคนเพิ่งจะนั่งลงก็มีเด็กผู้ชายที่ดูเป็นคนสบายๆ หน้าตาอายุมากกว่าหูฮวนอย่างมากที่สุดแค่ปีสองปีคนหนึ่งเดินเข้ามาในโรงอาหาร เขาเห็นคนหน้าไม่คุ้นอย่างหูฮวนก็ประหลาดใจเล็กน้อย แล้วหันมาถามเยี่ยนเสี่ยวซีว่า “คนใหม่เหรอ”

devc-75d0bbbd-32992ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 6