ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 7

#7ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 6 แผนผังขั้นสายอาชีพ

หูฮวนกำลังเคี้ยวแก้มตุ่ย ในปากเต็มไปด้วยอาหาร ไม่มีเวลาสนใจคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

เห็นชัดว่าเยี่ยนเสี่ยวซีคุ้นเคยกับเขาอย่างยิ่ง เธอพยักหน้าตอบว่า “ผู้ปลุกพลังที่ฉันพากลับมาจากเขตโรงงานเคมีประเภทสองเก่า เด็กกว่านายหนึ่งปี เพิ่งขึ้นม. 1”

เด็กชายวัยรุ่นมองสำรวจอย่างสนใจ แล้วถามเสียงเบาว่า “ทดสอบหรือยัง”

เยี่ยนเสี่ยวซีตอบว่า “ทดสอบแล้ว ค่าพลังจิตปกติ ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ มวลกล้ามเนื้อมากกว่าคนปกติหนึ่งจุดสามเท่า พลังที่ตื่นขึ้นมาคือด้านร่างกาย ค่าปลุกพลังสิบสองจุดแปดเปอร์เซ็นต์”

เด็กหนุ่มดวงตาเป็นประกายทันที หลุดปากโพล่งออกมาว่า “ถ้างั้นก็เกิดมาเพื่อเป็นโร้ก[footnoteRef:1]สิเนี่ย” [1: โร้ก (Rogue暴徒อันธพาล) หนึ่งในอาชีพของผู้ถือครองพลัง อาชีพขั้นหนึ่งของสายนักรบ ความสามารถคือสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิต พลังกาย ความเร็ว ความทนทาน ความว่องไวไปจนถึงการตอบสนองร่วมกันของร่างกายจะเพิ่มมากขึ้นกว่าคนธรรมดาเกินห้าเท่า]

เขาฉีกยิ้มกว้างก่อนจะขยับเข้ามาตีสนิทหูฮวน “ฉันชื่อหวังซง ว่าที่แมพเปอร์[footnoteRef:2]! ถ้ามีเวลาว่างพวกเราพี่น้องค่อยออกไปทำภารกิจด้วยกัน” [2: แมพเปอร์ (Mapper 地图师นักเขียนแผนที่) หนึ่งในอาชีพของผู้ถือครองพลัง อาชีพขั้นหนึ่งของสายธรรมชาติ ความสามารถคือเปิดทางเข้าออกเงาแห่งสรรพสิ่งได้ตามต้องการ]

“นายอาจจะยังไม่รู้ว่าแมพเปอร์ในหน่วยได้เปรียบชาวบ้านขนาดไหน นอกจากจะเก็บของที่ได้จากการต่อสู้กลับมาเต็มๆ แบบสบายๆ ยังหลบเลี่ยงอันตรายส่วนใหญ่ได้อีกด้วย ตอนหนีเอาชีวิตรอดก็มีประโยชน์สุดๆ”

เยี่ยนเสี่ยวซีอดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ เธอแทรกขึ้นมาหนึ่งประโยค “ประโยคสุดท้ายเป็นความจริง ส่วนเรื่องอื่น หูฮวน นายอย่าไปเชื่อ”

หวังซงโต้อย่างเก้อเขิน “รอผมเลื่อนขั้นเป็นแมพเปอร์อย่างเป็นทางการ การเข้าออกเงาแห่งสรรพสิ่งคงง่ายขึ้นไม่รู้เท่าไร มีแต่ผมที่หาทางเข้าออกเงาแห่งสรรพสิ่งได้ตลอดเวลา”

พอหูฮวนนึกถึงโลกประหลาดแห่งนั้น หัวใจของเขาก็ยังคงหวาดผวา เขาตั้งอกตั้งใจกลืนของที่อยู่ในปากลงคอแล้วถามว่า “เงาแห่งสรรพสิ่งมีทางเข้าทางออกด้วยเหรอ”

หวังซงยัดเนื้อน้ำแดงที่มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก เขาเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์พลางตอบเสียงอู้อี้ “แน่นอน!”

“อัตราการซ้อนทับระหว่างเงาแห่งสรรพสิ่งกับโลกแห่งความเป็นจริงไม่สูงมากนัก สถานที่ส่วนใหญ่ล้วนปลอดภัยมาก มีสถานที่น้อยมากๆ ที่เงาแห่งสรรพสิ่งจะรุกรานโลกแห่งความเป็นจริงมากเป็นพิเศษ พวกเราเรียกสถานที่แบบนั้นว่าเขตผนึก ตัวอย่างเช่นเขตโรงงานเคมีประเภทสองเก่า...”

เยี่ยนเสี่ยวซียื่นขาออกมาเตะหน้าแข้งของหวังซง เจ้าหมอนี่เพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้จึงไม่กล้าพูดต่อ หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาจัดการข้าวของตัวเอง

หูฮวนกัดขาหมูตุ๋นคำโตแล้วทำสีหน้าครุ่นคิด ดูท่าคงมีเรื่องมากมายที่เป็นความลับไม่สะดวกบอกคนนอกอย่างฉัน โชคดีที่...ฉันก็ไม่สนใจเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน

ปกติแล้วปริมาณอาหารที่หูฮวนกินก็อยู่ในระดับเดียวกับคนธรรมดาในวัยเดียวกัน แต่วันนี้เขากลับกินอาหารบนถาดหลุมจนหมดเกลี้ยง ปริมาณอาหารมากกว่าปกติถึงห้าเท่า ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม

เขามองถาดหลุมว่างเปล่าอย่างนิ่งอึ้งครู่หนึ่ง หลังจากเข้าไปในเงาแห่งสรรพสิ่งอะไรนั่น พอออกมาร่างกายก็ดูจะไม่เหมือนเดิม แม้แต่ปริมาณอาหารที่กินก็ยังมากขึ้นขนาดนี้ นี่ฉันจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดหรือเปล่า

เมื่อครู่หูฮวนยังกินอย่างเบิกบานใจอยู่แท้ๆ ผ่านไปเดี๋ยวเดียวเขากลับกลัดกลุ้มกังวล

หวังซงเองก็ไม่ใช่คนกินช้า เขาตักอาหารมาไม่มากเท่าหูฮวน ดังนั้นตอนนี้จึงกินเกือบหมดแล้ว

หวังซงเห็นหูฮวนนิ่งอึ้งก็ขำอย่างห้ามตนเองไม่ได้ “อาหารในโรงอาหารของหน่วยตักได้ไม่จำกัด ไม่ต้องเกรงใจประเทศชาติหรอก นี่เป็นสิทธิพิเศษที่พวกเราขายชีวิตแลกมา”

หูฮวนตอบอย่างหวั่นๆ “ฉันไม่ได้เกรงใจ แต่กลัวว่าจะกินจนจุกตาย ดูเหมือนจะกินมากเกินไปหน่อย”

เยี่ยนเสี่ยวซีขำคำพูดนี้ของเขาจนพ่นน้ำแกงหัวไชเท้าออกมาเปียกโชกเต็มหน้าเต็มหัวของหวังซง

หวังซงหาผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดหน้าของตนเองอย่างจนปัญญาแล้วตอบว่า “นายเป็นผู้ปลุกพลังด้านร่างกายนะ! คนอย่างพวกนายก็กินเยอะขนาดนี้กันอยู่แล้ว! กินๆ เข้าไปเถอะ ไม่ต้องกลัว!”

“ผู้ปลุกพลังด้านร่างกายคืออะไร แล้วนายบอกว่าตัวเองเป็นแมพเปอร์ แมพเปอร์คืออะไร เหมือนนายช่างขั้นอะไรๆ ในโรงงานหรือเปล่า”

หูฮวนเก็บความสงสัยหลายข้อมานานแล้ว ตอนนี้จึงถือโอกาสถาม

เยี่ยนเสี่ยวซีเกือบจะพ่นน้ำแกงใส่หน้าหวังซงอีกรอบ เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะกลั้นหัวเราะ ดวงตามีแต่แววตาหยอกล้อ

หวังซงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “คนอย่างพวกเรา แต่เดิมเรียกกันว่าสหายร่วมอุดมการณ์ ตอนนี้เปลี่ยนมาเรียกเหมือนกับต่างประเทศ เรียกกันว่าผู้ปลุกพลัง หรือบางทีก็เรียกว่าผู้ถือครองพลัง[footnoteRef:3]... [3: ผู้ถือครองพลัง คำเรียกผู้ปลุกพลังที่ค่าพลังเพิ่มถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และได้รับอาชีพแล้ว อาชีพของผู้ถือครองพลังก็เหมือนกับประเภทพลังพิเศษของผู้ถือครองพลังแต่ละคนที่ใช้คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพมาตั้งเป็นคำเรียก]

...ผู้ปลุกพลังเท่ากับขั้นศูนย์ นับว่าเป็นทหารกองหนุน ยังไม่ใช่ผู้ถือครองพลังอย่างเป็นทางการ ผู้ถือครองพลังมีตั้งแต่ขั้นหนึ่งถึงขั้นหก ยิ่งขั้นสูงพลังยิ่งแข็งแกร่ง เพียงแต่ยังไม่เคยได้ยินว่าประเทศไหนมีผู้ถือครองพลังขั้นหกมาก่อน ทั่วทั้งโลกมีขั้นห้าเพียงสามคนเท่านั้น...

...ได้ยินพวกข้างบนบอกว่าต่างประเทศทำแผนผังขั้นสายอาชีพของผู้ถือครองพลังออกมาสำเร็จแล้ว พวกเขาสรุปอาชีพของผู้ถือครองพลังทั้งหมดไว้ในนั้น แบ่งออกเป็นเจ็ดขั้น สิบห้าสายพลัง ปัจจุบันมีผู้ถือครองพลังทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบเจ็ดอาชีพ ผลการวิจัยระดับสูงแบบนี้ พวกฝรั่งเมืองนอกพวกนั้นหวงแหนเสมือนเป็นสมบัติล้ำค่า พวกเรายังเอามาไม่ได้ เลยได้แต่วิจัยด้วยตัวเอง...

...ตอนนี้กองพลมังกรเร้นของพวกเราเพิ่งเข้าใจสายพลังของผู้ถือครองพลังอย่างสมบูรณ์เพียงสามสาย ดังนั้นหากไม่ใช่ว่าพลังที่ตื่นขึ้นมาไม่เข้าพวกจริงๆ ก็เลือกได้เพียงสามทางนี้เท่านั้น ค่าพลังจิตของนายปกติ ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ เลยเป็นผู้ถือครองพลังสายธรรมชาติกับสายปัญจธาตุไม่ได้...

...มวลกล้ามเนื้อของนายมากกว่าคนธรรมหนึ่งจุดสามเท่า พลังที่ตื่นขึ้นมาคือด้านร่างกาย ถ้าอยู่ที่ประเทศตะวันตกอาจจะเลือกสายยักษ์ได้ แต่ในกองพลมังกรเร้นเลือกได้แต่สายนักรบ โร้กก็คืออาชีพขั้นหนึ่งของสายนักรบ!”

“แผนผังขั้นสายอาชีพ? เจ็ดขั้น สิบห้าสาย หนึ่งร้อยสิบเจ็ดอาชีพ พวกนี้คืออะไรอีก”

หูฮวนยิ่งมึนงงสับสน เขากำลังจะจี้ถามต่อก็ได้ยินเสียงเย็นๆ เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง “หวังซง! เด็กคนนี้ยังไม่ได้เข้าร่วมหน่วยของพวกเรา นายปากมากขนาดนี้ ตามข้อบัญญัติรักษาความลับสมควรไปอยู่ห้องขังเดี่ยว”

หูฮวนหันขวับกลับไปด้านหลัง เขาไม่รู้สึกตัวสักนิดว่าด้านหลังมีคนมา

เด็กสาวสวมเครื่องแบบทหารเก่าคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เธอมีเรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร แม้แต่เครื่องแบบทหารเก่าตัวหลวมก็ยังปกปิดสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามไว้ไม่อยู่

เด็กสาวคนนี้ถักเปียสองข้าง บนใบหน้าสวมแว่นตากรอบสีดำ แต่งตัวเชยอย่างยิ่ง แต่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเรียบเฉยไร้อารมณ์นั่นสวยมากจริงๆ

เยี่ยนเสี่ยวซีเป็นคนสวยอย่างที่พบเจอได้ยากยิ่งแล้ว แต่เด็กสาวคนนี้สวยกว่าเยี่ยนเสี่ยวซีอยู่หลายส่วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวยิ่งขับเน้นให้เธอดูเหมือนเทพเซียนผู้ไม่กินดื่มเยี่ยงปุถุชน แม้แต่เครื่องแบบทหารเก่าบนร่างก็ปิดบังกลิ่นอายเทพเซียนที่ยากจะพรรณนานั่นไม่ได้

หวังซงหุบปากฉับทันที เขาส่งสายตาให้หูฮวน

เยี่ยนเสี่ยวซีเอ่ยปากไกล่เกลี่ย บอกกับเด็กสาวผู้มาใหม่ว่า “เขาชื่อหูฮวน เป็นผู้ปลุกพลังคนใหม่ที่ฉันพากลับมาจากเขตโรงงานเคมีประเภทสองเก่า เมื่อครู่ทดสอบแล้ว ค่าพลังจิตปกติ ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ มวลกล้ามเนื้อมากกว่าคนธรรมดาหนึ่งจุดสามเท่า พลังที่ตื่นขึ้นมาคือด้านร่างกาย ค่าปลุกพลังสิบสองจุดแปดเปอร์เซ็นต์!”

“คนนี้คือลู่อวิ๋นอวิ๋น! ผู้ถือครองพลังสายชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา ขั้นสอง อาชีพดาร์กกูร์เมต์[footnoteRef:4]!” [4: ดาร์กกูร์เมต์ (Dark Gourmet黑暗美食家นักชิมอาหารพิสดาร) หนึ่งในอาชีพของผู้ถือครองพลัง อาชีพขั้นสองของสายชีวิต พลังพิเศษยังไม่ปรากฏ]

ลู่อวิ๋นอวิ๋นดันกรอบแว่นสีดำเบาๆ แล้วถามเสียงเบาว่า “ผู้ปลุกพลังสายนักรบเหรอ”

เยี่ยนเสี่ยวซีตอบว่า “ใช่แล้ว!”

ลู่อวิ๋นอวิ๋นจ้องเขม็งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ก็บอกหูฮวนว่า “นายมีศักยภาพมาก!”

พูดประโยคนี้จบ เธอก็เดินจากไปหยิบถาดหลุม

หูฮวนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ‘มีศักยภาพมาก’ ที่เธอพูดนั่นเป็นคำชมหรือคำเสียดสีกันแน่

devc-75d0bbbd-32992ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 7