เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 4

#4เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

ตอนที่ 4 การแข่งครั้งแรก

หลังจากนั้นสองเดือน ทีมนักกรีฑาก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปยังเมืองจินเหมิน

ระยะทางจากเมืองเอกของมณฑลไปเมืองเมืองจินเหมินก็ไม่ได้ไกล นั่งรถไฟไป 4 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว อีก 2-3 ปีหากรถไฟความเร็วสูงสร้างเสร็จก็จะลดเวลาลงไปได้ 1 ชั่วโมง

หลังจากนักกีฬาจัดแจงเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ไปที่สนามแข่งเพื่อทำการปรับตัว

กรีฑาไม่ใช่กีฬาที่ประเทศเราถนัด ดังนั้นการแข่งขันคัดเลือกภายในประเทศจึงไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญ และด้วยเหตุนี้การลงชื่อสมัครเข้าแข่งขันจึงค่อนข้างเปิดกว้าง ปกติแล้วในการแข่งขันที่เป็นทางการ หนึ่งทีมจะสามารถส่งตัวแทนลงมาแข่งขันได้เพียง 3 คนเท่านั้น แต่การแข่งครั้งนี้ทางสมาคมกรีฑาอนุโลมให้แต่ละทีมส่งผู้เข้าแข่งขันลงมาได้ถึง 4 คน

การวิ่งระยะสั้นแต่ไหนแต่ไรมาเป็นการแข่งขันที่ต้องการทักษะน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกีฬาชนิดอื่น และในการแข่งวิ่งหนึ่งร้อยเมตรครั้งนี้ ทุกทีมต่างส่งตัวแทนลงมาแข่ง 4 คน ยิ่งไปกว่านั้นส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาวัยรุ่น เห็นได้ชัดว่าต้องการฝึกเด็กรุ่นใหม่ นอกจากไต้หวันแล้ว ทั้ง 22 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง 4 เทศบาลนคร และยังมีทีมปาอีของทางทหาร ทีมเฉียนเว่ยของทางตำรวจ ทีมหั่วเชอโถวของการรถไฟและทีมทงซิ่นของการไปรษณีย์ทั้งหมด 35 ทีม รวมผู้เข้าแข่งขัน 140 คนที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน เฉพาะการแข่งรอบคัดเลือกก็ต้องจัดกันถึง 18 รอบ

ดังนั้นตอนที่จางกว้านมาถึงสนามแข่ง สนามแห่งนี้ก็มีคนเต็มไปหมดแล้ว นักกีฬาทำได้แต่เดินมองไปรอบๆ ไม่มีโอกาสได้ลองวิ่งดู

นักกีฬาของแต่ละทีมส่วนมากรู้จักกันอยู่แล้ว พอเจอหน้าก็พูดคุยทักทายกัน แต่จางกว้านเป็นเด็กใหม่ของการแข่งขันนี้ จึงได้แต่อยู่ข้างหลังหวังข่ายอย่างเงียบๆ และตอนนี้หวังข่ายก็ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยแนะนำนักกีฬาที่อยู่แถวนั้นให้จางกว้านรู้จัก

หวังข่ายชี้ไปที่หนุ่มหล่อคนหนึ่งที่อยู่อีกฟาก แล้วพูดว่า “คนที่อยู่ด้านนั้นคือหยิ่นฮั่นเจา มือดีของทีมเยว่ตง สองปีก่อนได้ที่ 2 ในรายการวิ่งหนึ่งร้อยเมตรของการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ปีที่แล้วได้ที่ 4 ในการแข่งกรีฑาชิงแชมป์ประเทศ ข้างๆ คือเพื่อนร่วมทีมของเขาชื่อหลิวหยาง สองปีก่อนได้ที่ 3 ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ นอกจากนั้นในทีมเขายังมีเฉินเจี้ยน เฉินเจี้ยนนายก็รู้จักนี่ เขาเป็นอันดับหนึ่งในการวิ่ง 100 เมตรของประเทศตอนนี้ การออกไปแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ ต้องมีเขาเป็นหนึ่งในนั้นด้วยแน่นอน! แต่ว่าทำไมไม่เห็นเขาล่ะนี่...”

“ด้านนั้นคือทีมตงไห่” หวังข่ายชี้ต่อไปที่นักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งพูดว่า “คนที่หัวเกรียนๆ คนนั้นคือเสิ่นเป้า ในรายการวิ่ง 60 เมตรในร่มของการแข่งขันในประเทศ เขาสามารถทำคะแนนได้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ระดับการวิ่งร้อยเมตรของเขาเป็นรองอยู่แค่เฉินเจี้ยน ไปแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ คาดว่าต้องมีเขาอยู่ด้วยแน่นอน”

“เห็นคนที่ใส่แว่นที่อยู่ทางนั้นหรือเปล่า?” หวังข่ายชี้ไปทางนักกีฬาของทีมซานเฉิง

จางกว้านมองไปทางที่หวังข่ายชี้ แล้วพูดว่า “คนนี้ฉันรู้จัก จอมยุทธ์แว่นหูไค!”

“แม้แต่นายก็รู้จักหูไค? จอมยุทธ์แว่น? ฉายานี้เหมาะมาก แต่จะว่าไปแล้ว ในการแข่งขันวิ่งระยะสั้นนักกีฬาที่ใส่แว่นตาก็มีแต่เขานี่แหละ หูไคคนนี้เพิ่งจะโผล่ออกมาเมื่อสองปีที่ผ่านมา เดิมทีเขาก็อยู่ทีมมณฑลเรานี่แหละ ต่อมาถูกมหาวิทยาลัยชิงหวาเรียกตัวไป ตอนนี้เป็นตัวแทนของทีมซานเฉิง ข้างๆ เขาคนนั้นคือเหอจวิน เป็นตัวแทนของทีมซานเฉิงเหมือนกัน” หวังข่ายพูด

จางกว้านพยักหน้าเห็นด้วย หูไคในห้วงเวลานี้ยังไม่มีชื่อเสียง ‘จอมยุทธ์แว่น’ ฉายานี้เดิมทีเรียกกันเฉพาะในทีมมณฑล จนสองปีให้หลังเมื่อเขาคว้าแชมป์ในการแข่งขันระดับเอเชียติดต่อกัน ‘จอมยุทธ์แว่น’ ฉายานี้ถึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ในเวลานี้หวังข่ายชี้ไปทางนักกีฬาอีกทีมหนึ่ง

“ทางนั้นคือทีมหวงผู่”

“ทีมหวงผู่?” จางกว้านมองหาอยู่นาน ก่อนจะถามว่า “ทำไมไม่เห็นลมกรดหลิว[1]?”

“ครั้งนี้เขาไม่มา เพราะการแข่งกรีฑาชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้กับการแข่งกรีฑาชิงแชมป์โลกครั้งที่ 9 เวลามันชนกัน ลมกรดหลิวเลยไปแข่งวิ่งข้ามรั้ว 110 เมตรชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้มาแข่งคัดตัว สองสัปดาห์ก่อนเพิ่งมีการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาเพื่อไปแข่งชิงแชมป์ที่ต่างประเทศที่เมืองหวงผู่ เขาผ่านการคัดเลือกได้ไปแข่งชิงแชมป์โลก งานนี้จึงก็เลยไม่ได้มาร่วมแข่งด้วย” หวังข่ายกล่าว

“อย่างนั้นใครไปแข่งวิ่ง 100 เมตร? เฉินเจี้ยนเหรอ?” จางกว้านถาม

หวังข่ายส่ายหัวยิ้มๆ “ระดับนักวิ่ง 100 เมตรของประเทศเรายังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก ในการแข่งขันความเร็วนั้น รายการที่ประเทศเราถนัดมากที่สุดคือเดินเร็วกับมาราธอนหญิง สำหรับวิ่งระยะสั้นนั้นมีแค่วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตรเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอจะไปแข่งชิงแชมป์โลก!”

.....

หวังข่ายแนะนำจนทั่วบริเวณนั้น แต่จางกว้านกลับจำได้ไม่กี่คน จนฟ้าค่อยๆ มืด จึงเดินกลับเข้าที่พักพร้อมกับคนอื่นๆ แล้วกินอาหารเย็น พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เข้านอนจนถึงเช้า

วันต่อมาหลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว จางกว้านก็ตามทีมกรีฑาออกมาที่สนามแข่ง

เนื่องจากรายการในการแข่งขันค่อนข้างจะแน่น วันแรกจะเป็นการแข่งคัดเลือกของทุกรายการ ระดับของผู้เข้าแข่งขันห่างชั้นกันมาก คนจึงไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะดูกันเท่าไร แม้แต่นักข่าวที่อยู่ในสนามยังขี้เกียจที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป กระทั่งจะเขียนรายงานการแข่งยังเหมือนรู้สึกเสียดายน้ำหมึก

ผู้เข้าแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชายทั้ง 140 คน จะมีการแข่งคัดเลือกทั้งหมด 18 รอบ คนที่ทำเวลาได้ดีที่สุด 2 คนแรกของแต่ละรอบจะได้เข้าไปแข่งรอบต่อไป และในจำนวนนักกีฬาที่เหลือทั้งหมดจะคัดเอาอีก 4 ที่เวลาดีที่สุดเข้าไปแข่งรอบต่อไป รวมทั้งหมด 40 คน หรือพูดอีกอย่างก็คือจะมีผู้เข้าแข่งขัน 100 คนถูกกำจัดออกไปในการแข่งรอบคัดเลือก

จางกว้านถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 1 ลู่วิ่งที่ 2

ในการแข่งส่วนมาก กลุ่มที่ 1 มักจะถูกมองว่าเป็นหน่วยกล้าตาย เพราะว่าเวลาที่กลุ่มที่ 1 แข่งขันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องจับเวลาหรืออุปกรณ์มอนิเตอร์ต่างๆ ล้วนเพิ่งจะเริ่มใช้งาน มักจะเกิดเหตุขัดข้องหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่นๆได้ง่าย โชคร้ายหน่อยในระหว่างการแข่งขันเกิดมีปัญหาขึ้นมา นักแข่งซึ่งยังไม่มีชื่อเสียงที่เป็นหน่วยกล้าตายเหล่านี้ก็ต้องรับเคราะห์กันไป รอจนอุปกรณ์ทุกอย่างใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาค่อยให้นักแข่งที่มีชื่อเสียงลงสนาม

อีกข้อหนึ่งก็คือ การแข่งขันเพิ่งจะเริ่ม บรรยากาศการแข่งขันยังไม่ค่อยมี นักกีฬาที่เข้าแข่งขันในรอบแรกจึงไม่ได้ความรู้สึกเหมือนกำลังแข่งขันสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้เลยยากที่จะทำเวลาออกมาได้เป็นที่น่าพอใจ รอจนการแข่งขันดำเนินไปสักพัก บรรยากาศของการแข่งขันภายในสนามก็จะยิ่งมากขึ้น อารมณ์ของนักกีฬาก็เปลี่ยนเป็นฮึกเหิมขึ้นมา ถ้ายิ่งมีเสียงเชียร์จากกองเชียร์รอบๆ ข้าง ความรู้สึกของนักกีฬาขณะลงสนามก็จะเปลี่ยนไปได้โดยง่าย เวลาที่ทำออกมาก็จะดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ในการแข่งขันรายการใหญ่ๆ จึงมักจะจัดให้นักกีฬาที่เก่งๆ ลงสนามแข่งในช่วงกลางๆ จนถึงช่วงท้าย

แต่ว่ากลุ่มที่เป็นหน่วยกล้าตายก็มีข้อดีเหมือนกัน คือนักกีฬาในกลุ่มนี้จะไม่ค่อยเก่ง ฝ่ายที่จัดงานแข่งขันจะไม่ให้นักกีฬาที่เก่งๆ ลงมาแข่งในรอบนี้ ดังนั้นกลุ่มหน่วยกล้าตายซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ลงมาแข่ง ถ้าไม่เป็นมือใหม่ ก็เป็นนักกีฬาที่ปกติไม่ค่อยได้มีโอกาสลงสนามแข่ง

นักกีฬาที่มีประสบการณ์มาบ้าง จะไม่คาดหวังให้ตัวเองมาอยู่ในกลุ่มหน่วยกล้าตายนี้แน่นอน แต่ว่าอาจารย์เฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาพอใจการแบ่งกลุ่มนี้มาก สำหรับอาจารย์เฉินแล้วสิ่งที่จำเป็นสำหรับจางกว้านในตอนนี้คือการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในการแข่งขัน ฉะนั้นการที่ให้จางกว้านมาอยู่ในกลุ่มที่ไม่ค่อยเก่งนี้ กลับเป็นประโยชน์ต่อจางกว้าน

“ไอหนุ่ม กลุ่มนี้อ่อนขนาดนี้ พยายามเข้าล่ะ ผ่านเข้ารอบได้แน่ๆ” อาจารย์เฉินมองไปทางจางกว้านที่ยืนอยู่ในลู่วิ่งเรียบร้อยแล้ว บ่นพึมพำ

ขณะนั้นจู่ๆ ก็มีคนมาตบไหล่อาจารย์เฉินจากข้างหลัง

“อาจารย์เฉิน!”

อาจารย์เฉินหันกลับไปมอง เห็นผู้ชายหัวล้านคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง กำลังยิ้มมองมาที่เขา ผู้ชายคนนี้อายุประมาณ 60 จมูกใหญ่ปากใหญ่ ร่างกายดูอ้วนนิดหน่อย ดูราวกับเทพผู้พิทักษ์ที่ออกมาจากวัด

“เสี่ยวอวี๋! นายยังไม่ลืมหัวหงอกคนนี้เหรอนี่!” อาจารย์เฉินพูดไปหัวเราะไป

ชายหัวล้านคนนี้ก็คือโค้ชอวี๋ เขาเป็นรองหัวหน้าโค้ชกรีฑาทีมชาติ ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นหัวหน้าโค้ชนักวิ่งระยะสั้นทีมชาติด้วย

สมาคมกรีฑาของประเทศเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ โค้ชอวี๋นอกจากจะเป็นรองหัวหน้าโค้ชกรีฑาทีมชาติแล้ว เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ในสมาคมกรีฑาอีกด้วย ดังนั้นการแข่งครั้งนี้เขาจึงต้องมาอย่างแน่นอน

โค้ชอวี๋อายุน้อยกว่าอาจารย์เฉิน 8 ปี เมื่อก่อนเป็นนักกีฬาวิ่งระยะสั้น สมัยหนุ่มๆ เขาวิ่งรายการ 200 เมตร เคยทำลายสถิติวิ่ง 200 เมตรของประเทศหลายต่อหลายครั้ง

อาจารย์เฉินกับโค้ชอวี๋ค่อนข้างจะสนิทกัน ทั้งสองเดิมต่างก็เป็นคนเสฉวน ในปีที่อาจารย์เฉินวิ่งทำสถิติได้ 10 วินาที โค้ชอวี๋ก็ถูกเลือกให้เข้าทีมชาติ หลังจากที่อาจารย์เฉินเกษียณตัวเองมาเป็นโค้ชทีมชาติ ก็พอดีกับช่วงที่โค้ชอวี๋ก้าวถึงจุดสูงสุดในการเป็นนักกีฬา ต่อมาหลังจากที่โค้ชอวี๋เกษียณตัวเองมาเป็นโค้ชทีมชาติ ทั้งสองคนทำงานร่วมกันอยู่เกือบ 4 ปี ต่างเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า ‘เหล่าเฉิน’ และ ‘เสี่ยวอวี๋’

เพื่อนเก่ามาเจอหน้ากัน ย่อมต้องคุยกันเรื่องวันเก่าๆ โค้ชคนอื่นๆ ก็ทราบถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองดี ต่างก็หลีกทางให้เขาทั้งสองคนได้คุยกัน แต่สักพักโค้ชอวี๋ก็พบว่า วันนี้อาจารย์เฉินไม่ได้สนใจที่จะคุยถึงเรื่องวันเก่าๆ แต่กลับพุ่งความสนใจไปอยู่ที่สนามแข่ง

“ไม่ต้องดูแล้วน่าเหล่าเฉิน พวกเราไปกินชากันที่ห้องพักดีกว่า นี่มันแข่งรอบแรก มีแต่พวกไม่เก่ง มีอะไรน่าดู” โค้ชอวี๋พูดยิ้มๆ

“ไม่เก่งเหรอ? ในนี้มีเพชรเม็ดงามที่ฉันหามาแทบตายอยู่นะ!” อาจารย์เฉินพูดอย่างจริงจัง

โค้ชอวี๋รู้จักอาจารย์เฉินดี ถ้าสามารถทำให้อาจารย์เฉินให้ความสำคัญได้ขนาดนี้ ‘เพชรเม็ดงาม’ ที่ว่าต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โค้ชอวี๋รู้สึกอยากรู้ขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะถามว่า “คนไหน?”

“คนที่อยู่ลู่ที่ 2” อาจารย์เฉินบอก

โค้ชอวี๋มองดูจางกว้านที่อยู่ไกลๆ อย่างละเอียด พูดว่า “เด็กคนนั้นอะนะ เก่งมากเลยเหรอ?”

“เดี๋ยวนายดูก็รู้” อาจารย์เฉินพูดยิ้มๆ

..................................

[1]]ลมกรดหลิว คือ หลิวเสียง นักวิ่งข้ามรั้วเหรียญทองโอลิมปิก ปี 2004 ของจีน

devc-10ddca78-32951เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 4