ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 25 กรีดหน้านาง ตอนที่ 25

#25บทที่ 25 กรีดหน้านาง

ตอนที่ 25 กรีดหน้านาง

อวี๋จือได้กลิ่นอายของคนประเภทเดียวกัน เธอคิดว่าต้องเข้าไปดูใกล้ๆ

อิงเถาอยากดูดวงไม่ใช่เหรอ อย่างนั้นก็ไปด้วยกัน

พระภิกษุตู้เฉินดูอายุราววัยกลางคน สวมชุดสีขาวดั่งหิมะ นั่งอยู่บนเบาะนิ่งราวกับต้นสน พูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป แต่กลับพูดถูกใจคนที่มาวัดทุกคำ

อวี๋จือเห็นคนที่มาวัดฟังเขาทำนายดวงแล้วพยักหน้าซ้ำๆ และยังถามสองสามประโยคด้วยท่าทางเลื่อมใสศรัทธา

ในทีมยังมีลูกค้าเก่าเป่าหูลูกค้าใหม่ ตะโกนว่า “ทำนายดี” “ทำนายแม่น” เป็นครั้งคราว

นี่คือคนที่มีประสบการณ์สูงในสายงานนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของคนที่ใกล้เกษียณแล้วและไม่อยากทำอะไรนอกจากอู้งาน

อย่าคิดว่าอวี๋จือแอบอู้งานในโลกฝึกตนมานานกว่าสิบปี แต่สำหรับการเรียนสามชั่วยามต่อวันเธอนั้นไม่เคยขี้เกียจ เธอเป็นได้แค่เด็กใหม่ในโลกของการอู้งานเท่านั้น

เทียบกับพี่ใหญ่คนนี้ไม่ได้ ดังนั้นอวี๋จือจึงอยากเรียนรู้พฤติกรรมของเขา

เห็นอวี๋จือสนใจ เณรน้อยที่มาด้วยจึงเล่าเรื่องพระตู้เฉินให้ฟัง อวี๋จือยิ่งอิจฉามากกว่าเดิม

เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน ทำงานแค่สองวัน เวลาที่เหลือเป็นอิสระ ไม่มีเรียนเช้าเรียนเย็น บอกว่าศึกษาคัมภีร์พุทธ แต่ความจริงเขาอาจจะปิดประตูนอกก็ได้ใครจะไปรู้

มีของกิน มีบ้านส่วนตัว ทำนายดวงชะตาให้ผู้คนก็ยังได้เงินเพิ่มสามอีแปะห้าอีแปะ

ได้เงินเดือนตั้งสองที่

อย่าคิดว่ามันไม่เยอะเชียว คนที่มาวัดมีจำนวนไม่น้อยเลย คนหนึ่งสามอีแปะห้าอีแปะ สิบคนก็สามสิบห้าสิบอีแปะ แล้วถ้าร้อยคนพันคนล่ะ?

คิดต่อไม่ได้ ถ้าคิดต่อไปหัวใจของอวี๋จือคงเจ็บปวดมากกว่าเดิม

เณรน้อยยังบอกอีกว่าอาจารย์อาของเขาจะลงไปให้ทานทุกเดือน ให้ทานอะไร? คงแอบไปกินเนื้อมากกว่า อวี๋จือไม่มีทางโดนหลอกง่ายๆ

อวี๋จือตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่ง ต้องยอมรับว่าพระภิกษุตู้เฉินคนนี้มีฝีมือจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นดวงวันเกิดหรือโหงวเฮ้ง เขาดูได้แม่นมาก

แต่ว่าอวี๋จือเองก็รู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ได้รับการกล่อมเกลาในโลกของการฝึกตนมาตั้งหลายปี ต่อให้เป็นไม้ผุก็ควรเริ่มมีความคิดอ่านได้แล้ว

งานหลอกลวงชาวบ้านแบบนี้ที่จริงเธอก็ทำได้ อวี๋จือจับคางตัวเอง ใจอ่อน แต่วัดนี้ไม่รับผู้หญิง และนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังเป็นอนุนอกเรือน...

ปวดหัวใจ ปวดหัวใจเหลือเกิน

ต้องไปหาเนื้อบนภูเขามาชดเชยจิตใจที่บาดเจ็บของเธอ

“แม่นาง แม่นาง” อิงเถาวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ท่านอาจารย์แม่นมากเลยเจ้าค่ะ บ่าวไปดูดวง พระอาจารย์บอกว่าวัยเด็กบ่าวเคราะห์ร้าย อายุสิบขวบจะได้เจอกับผู้มีพระคุณ และมีชีวิตที่สงบสุข

บ่าวเคยตกแม่น้ำครั้งหนึ่งตอนอายุห้าขวบในตอนฤดูหนาว เกือบจะหนาวตาย ตอนอายุเจ็ดขวบขึ้นไปตัดหญ้าบนเขาแล้วตกเขาแขนหัก ฤดูร้อนปีต่อมาไปเก็บผลไม้ก็ตกต้นไม้ หมดสติไปสองวัน คนในบ้านบอกว่าบ่าวไม่ไหวแล้ว เอาไปฝังเถิด แต่บ่าวกลับลืมตาเจ้าค่ะ

ตอนอายุสิบขวบ บ้านของบ่าวอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ พ่อตัดสินใจขายบ่าว บ่าวจึงโชคดีได้มาอยู่กับแม่นาง ได้มีชีวิตที่อิ่มหนำสำราญ พระอาจารย์แม่นมาก แม่นางคือผู้มีพระคุณของบ่าวเจ้าค่ะ”

อิงเถาเอ่ยอย่างไม่มีสะดุด “แม่นางไปดูดวงสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ แม่นมากจริงๆ ท่านอาจารย์บอกว่าต่อไปบ่าวจะมีชีวิตที่สงบสุข ดี ดีมากเลยเจ้าค่ะ” นางดีใจมากจริงๆ

“ไม่จำเป็น” อวี๋จือปฏิเสธ ทะลุมิติมาสองครั้งแล้ว เธอพอจะรู้ว่าโชคชะตาของตัวเองดูยาก

แต่ไม่รู้ก็ใช่ว่าจะไม่ดี แค่ต้องยำเกรงต่อโชคชะตาเท่านั้นเอง

ฝากเณรน้อยไปบอกป้าเจียงว่าอวี๋จือพาอิงเถาไปหลังเขา

แต่ยังไม่ทันได้ออกไปจากวัดฮู่กั๋ว ก็เจอคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา อวี๋จือสายตาดี เธออดไม่ได้ที่จะแปลกใจ แม่นางตระกูลไหน อยู่ในวัดยังนั่งเกี้ยว หรือว่าขาพิการ?

อวี๋จือรู้สึกสงสารอยู่บ้างขณะเดินไป

“หยุดก่อน!” จู่ๆ หญิงสาวที่อยู่บนเกี้ยวก็ตะโกนออกมา นางมองใบหน้าที่งดงามของอวี๋จือด้วยสายตาอิจฉาริษยา “กรีดหน้านางเดี๋ยวนี้”

กรีด...หน้าของเธอ? อวี๋จือไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง คนไม่มีความแค้นต่อกันจะมากรีดหน้าเธอ เลวเกินไปหรือเปล่า

อวี๋จือเงยหน้าขึ้น ก็เห็นผู้หญิงคนนั้นกําลังจ้องมองเธอด้วยสายตารังเกียจ

ท่าทางมั่นใจแบบนี้ ทําให้อวี๋จือคิดว่าตัวเองไปฆ่าพ่อแม่ของนาง หรือขุดสุสานบรรพบุรุษของนางซะอีก

ไม่! ไม่! อวี๋จือมั่นใจว่าเธอไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้แน่นอน วันนี้เพิ่งจะเจอเป็นครั้งแรก

ผู้หญิงคนหนึ่ง ดูอายุไม่มาก หน้าตาก็ดี ทําไมถึงโหดเหี้ยมแบบนี้ ก่อนหน้านี้อวี๋จือยังเห็นอกเห็นใจนาง แต่นางกลับจะกรีดหน้าเธอ

ไม่ใช่ ขานางไม่ได้ไม่พิการ นางแค่ขี้เกียจเดิน หรูหราขนาดนี้ คงเป็นใครในราชวงศ์

อวี๋จือจับอิงเถาเอาไว้แล้วหัวเราะอย่างเย็นชา “กลางวันแสกๆ ใต้ฟ้าที่สงบสุข ใต้ฝ่าเท้าของฝ่าบาท ในวัดฮู่กั๋ว ท่านหยิ่งผยองเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ”

“บังอาจ!” ผู้หญิงคนนั้นโมโห “ยังไม่กรีดหน้านางอีก ไม่ได้ยินหรือ”

คนรับใช้ที่ติดตามมาสีหน้าลําบากใจ และพากันมองไปที่แม่นมที่อยู่ข้างๆ เกี้ยว

แม่นมก็ลําบากใจ นางรู้จักจวิ้นจู่ของตัวเองดี รู้ว่านางไม่อยากเห็นคนอื่นหน้าตางดงามกว่าตัวเอง ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ผิดอะไร แต่ใครบอกให้นางเกิดมางดงามเช่นนี้? ใครบอกให้นางโชคร้ายมาเจอกับจวิ้นจู่?

หากเป็นปกติ เป็นแค่ชาวบ้านรากหญ้า ตบตีได้ไม่เป็นไร

แต่ที่นี่ไม่ใช่มณฑลซีเป่ย ที่นี่คือเมืองหลวง หากมีเลือดตกยางออกในวัดฮู่กั๋ว มีใครมาเห็นเข้า ข่าวแพร่กระจายออกไป ย่อมไม่ดีต่อชื่อเสียงของจวิ้นจู่

“จวิ้นจู่ ท่านลืมคำพูดของพระชายาแล้วหรือเพคะ” แม่นมพยายามเกลี้ยกล่อม

“ข้าไม่สน ยัยคนนี้ขวางตาข้า ข้าจะกรีดหน้านาง” ผู้หญิงคนนั้นเผยท่าทีวางอำนาจ “แม่นมไม่จําเป็นต้องพูดถึงเสด็จแม่เพื่อกดดันข้า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเสด็จแม่บอกให้เจ้ารับใช้ข้าให้ดี”

“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะจวิ้นจู่” แม่นมขออภัยอย่างตื่นตระหนก

ผู้หญิงคนนั้นยังคงไม่พอใจ “จำไว้เป็นบทเรียนและห้ามทำอีก” ก่อนจะเหลือบมองอวี๋จือ “เจอข้าไม่รู้จักคารวะเช่นนั้นหรือ ใบหน้าของเจ้าน่ารังเกียจเสียจริง ยังจะมองอีก? มองอีกข้าจะควักลูกตาของเจ้าออกมาด้วย หยางชิง กรีดหน้านาง”

ชายหนุ่มที่ดูเหมือนหัวหน้าองครักษ์ไม่ได้ชายตามอง เอ่ย “ทำตามคำสั่งไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้า!” ผู้หญิงคนนั้นโมโหและตะโกนเสียงดัง “เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้า หยางชิง ข้าสั่งให้เจ้ากรีดหน้านาง!”

หยางชิงขมวดคิ้ว ระหว่างทางเขาถูกจวิ้นจู่คนนี้ทรมานมาตลอด เขาไม่พอใจนางตั้งนานแล้ว เขาเป็นขุนนางของตระกูลหยาง ไม่ใช่คนรับใช้ของนาง “กระหม่อมมิกล้า กระหม่อมได้รับคําสั่งให้ปกป้องความปลอดภัยของจวิ้นจู่ วัดฮู่กั๋วก็มาแล้ว ธูปก็จุดแล้ว จวิ้นจู่รีบกลับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกระหม่อมคงรับผิดชอบไม่ได้”

เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ยกเกี้ยว “ยังไม่รีบไปอีก อย่าทำให้จวิ้นจู่เสียเวลา”

หลังจากยกผู้หญิงคนนั้นออกไป คนรับใช้ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งใจ

ที่นี่คือวัดฮู่กั๋ว ขุนนางชั้นสูงชอบมาจุดธูปฟังธรรมที่นี่ หงุดหงิดใจก็มาพักอยู่ที่นี่สองสามวันก็มี หากจวิ้นจู่กรีดหน้าคนอื่นที่นี่จริงๆ วัดฮู่กั๋วจะช่วยปิดข่าวเช่นนั้นหรือ หากข่าวแพร่ออกไป... จวิ้นจู่เป็นที่โปรดปรานก็เพียงถูกกังบริเวณสองสามวัน

แต่ผู้ติดตามอย่างพวกเขา ยังไม่แน่ว่าจะมีชีวิตรอด

นิสัยหยิ่งผยองของจวิ้นจู่ ไม่ช้าก็เร็วต้องก่อเรื่องแน่นอน กลับไปคงจะต้องหาทางย้ายออกจากตำหนักของจวิ้นจู่แล้ว

แม้เดินออกไปตั้งไกลแล้วก็ยังได้ยินเสียงด่าทออย่างหยิ่งผยองของผู้หญิงคนนั้น อวี๋จือกับอิงเถาหันมามองหน้ากัน นี่มันเรื่องอะไร

ถึงแม้อวี๋จือจะไม่โดนกรีดหน้าจริงๆ แต่ตอนนี้เธอตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าที่นี่ไม่ใช่สังคมสมัยใหม่ที่มีกฎหมายความเท่าเทียมกัน ประชาชนในรัชสมัยต้าชิ่งไม่ได้รับสิทธิมนุษยชน

devc-ef96361e-34113ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 25 กรีดหน้านาง ตอนที่ 25