ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 24 จะทำอะไรก็ได้ ตอนที่ 24
ตอนที่ 24 จะทำอะไรก็ได้
อิงเถากําลังซุบซิบกับป้าเจียง “แม่นางใจดีเกินไปแล้ว หากเป็นข้า ข้าคงโมโหตายไปนานแล้ว แต่แม่นางราวกับไม่เป็นอะไรเลย” ควรกินก็กิน ควรดื่มก็ดื่ม ไม่หงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย กระทั่งยังแกว่งชิงช้าเหมือนเดิมได้ด้วย
“ใจดีอะไรกัน แม่นาง...” ป้าเจียงตบนางเบาๆ แล้วพยายามคิดคํา “ใจกว้าง คำนี้ใช่หรือไม่”
“ถามข้าหรือเจ้าคะ” อิงเถามองบน “ข้าเพิ่งเรียนหนังสือกับแม่นางแค่ไม่กี่วัน ท่านไม่รู้ แล้วข้าจะรู้ได้เช่นไร”
“แล้วเจ้ายังไม่ตั้งใจเรียนอีก” ป้าเจียงอดไม่ได้ที่จะจิ้มหน้าผากอิงเถา “เจ้าหุนหันพลันแล่นเกินไป ทำไมเจ้าไม่รู้จักกลัวบ้าง นางเป็นผู้หญิงปากคอเราะร้าย เรี่ยวแรงก็เยอะ ทำไมเจ้าถึงกล้าวิ่งตามไป หากนางถือมีดออกมาฟันเจ้าจะทำเช่นไร”
คิดถึงผลที่ตามมา ป้าเจียงหวาดกลัวนัก
อิงเถาไม่พอใจ “ข้าจะปล่อยให้นางถือมีดออกมาหรือเจ้าคะ ข้ามีขาไว้ทำไม วิ่งสิเจ้าคะ นางขี้ขลาดจะตาย ข้าฟันประตูข้างนอกเสียงดัง นางแทบไม่กล้าโผล่หน้าออกมา” ทำท่าทีภาคภูมิใจ
“ถ้าหากไม่ใช่ล่ะ? กระต่ายบ้าคลั่งขึ้นมายังกัดคน ถึงตอนนั้นเจ้าร้องไห้ก็สายเกินไปแล้ว” ป้าเจียงสั่งสอนนาง เห็นนางไม่เห็นด้วย จึงเอ่ยอย่างโมโห “แม่นางตามใจเจ้ามากเกินไป ตามใจจนเจ้าเป็นแบบนี้”
อิงเถาไม่ชอบฟังประโยคนี้ “พูดราวกับแม่นางไม่ตามใจท่าน”
ป้าเจียงครุ่นคิด แม่นางดีกับนางจริงๆ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าเด็กคนนี้ เถียงเป็นแล้ว”
อิงเถาแลบลิ้นปลิ้นตา ป้าเจียงก็หัวเราะอีกครั้ง
หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่กล้าคิดว่าจะมีชีวิตแบบในตอนนี้ ดังนั้นจึงต้องหวงแหนไว้
อวี๋จือไม่ได้ใจกว้าง เธอแค่รอโอกาส
รอมาตั้งหลายวัน ในที่สุดเธอก็เจอโอกาสที่จ้าวโหย่วจื้ออยู่คนเดียว เอากระสอบคลุมหัวเขา และลากเขามาซ้อมในซอยจนเกือบตาย
อยากจัดการคนอย่างจ้าวโหย่วจื้อ อวี๋จือมีวิธีจัดการมากมาย แต่เธออยากให้มันโหดร้ายและไม่มีปัญหาตามมา ถ้าได้ต่อยเขาหนักๆ ก็จะยิ่งรู้สึกสะใจ!
ส่วนเรื่องฆ่าคน เหอะ คนโกโรโกโสอย่างเขาไม่สมราคาให้เธอทำอย่างนั้น
ได้ยินเสียงร้องน่าเวทนาดังมาจากข้างบ้านทุกวัน อวี๋จือก็มีความสุข กินข้าวเพิ่มขึ้นครึ่งชามทุกมื้อ
ทางนี้อวี๋จือต่อยจ้าวโหย่วจื้อ ทางนั้นเหวินจิ่วเซียวก็เอากระสอบคลุมพี่รองแล้วต่อยไปทีหนึ่ง วิธีการของทั้งสองคนคล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ
แต่สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนคือ หลังจากเหวินจิ่วเซียวต่อยเขาเสร็จแล้วยังวางแผนให้สหายของเขาบังเอิญมาเห็น ดังนั้นทั้งเมืองหลวงจึงรู้ว่าลูกอนุภรรยาที่อู่อันโหวรักใคร่ที่สุดถูกคนต่อย
เจ็บไม่มากแต่อับอายขายหน้าเป็นที่สุด ทุกคนต่างหัวเราะเยาะดูความคึกคัก คาดเดากันไปว่าเขาไปทำให้ใครไม่พอใจ
แล้วเหวินจิ่วเซียวล่ะ? วันต่อมาก็ควบม้าติดตามขบวนเสด็จออกไปพักร้อนนอกเมืองหลวง แม้แต่เหวินเฉิงเย่าก็ยังไม่คิดว่าเป็นเขา
ผ่านไปสองสามวันอวี๋จือถึงรู้ว่าเขาไม่อยู่ในเมืองหลวง ป้าเจียงเจอชิงเฟิงที่ตลาดจึงได้รู้เรื่อง
ว้าว สุดยอด!
อวี๋จืออดดีใจไม่ได้
เหมือนตอนอยู่ในบริษัท ถึงแม้เธอจะไม่ได้เจอหน้าหัวหน้าทั้งวัน แต่วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็มีธุระและไม่มาทำงาน เธอจะรู้สึกว่าอากาศมันหอม ท้องฟ้าก็สดใสขึ้น
ตอนนี้อวี๋จือกำลังรู้สึกแบบนี้ เสี่ยเลี้ยงไม่ได้มาตรอกดอกท้อบ่อยๆ แต่เขาอยู่ในเมืองหลวง อวี๋จือจะทำอะไรก็ต้องคอยระวัง ราวกับจะโดนเขาจับหางเล็กๆ ที่โผล่ออกไปของตัวเองได้
แต่ตอนนี้...
เย้ๆๆ หัวหน้าไม่อยู่ จะทำอะไรก็ได้
เดิมทีคิดว่าจะวาดภาพเสี่ยเลี้ยงคนสุดท้าย แต่ตอนนี้...ฉวยโอกาสตอนเขาไม่อยู่ วาดก่อนเลยดีกว่า
อวี๋จือเลิกทำตัวขี้เกียจอย่างที่ผ่านมา เริ่มวาดภาพอย่างดีอกดีใจ
เสี่ยเลี้ยงของเธอต้องหล่อที่สุดอยู่แล้ว ดวงตาสีดำราวกับหมึก แต่ข้างในกลับไม่มีอารมณ์อะไรแม้แต่น้อย หางตาเลิกขึ้นเล็กน้อย มีความเย็นชาเป็นปกติ ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
สวมเสื้อคลุมสีดํา คอเสื้อกว้างหน่อย กว้างอีกหน่อย ใช่ เผยให้เห็นกล้ามหน้าอกที่สวยงาม ทำให้ในความหักห้ามใจมีความดึงดูดใจ
นี่คือสิ่งงดงามบนโลกใบนี้ ไม่แปลกใจที่ผู้หญิงมากมายในเมืองหลวงจะชอบเขา
ไอหยา ไม่ไหวแล้ว อวี๋จือน้ำลายไหล
อวี๋จือวาดภาพจนถึงดึกก่อนจะวางพู่กันลงอย่างพึงพอใจ บิดขี้เกียจและหมุนคอที่ปวดเมื่อยไปมา
มองภาพวาดนี้ จู่ๆ อวี๋จือก็ไม่อยากเอาไปขาย เธออยากเก็บไว้เอง
แต่ในไม่ช้าเธอก็ทอดทิ้งตัวเอง : อวี๋จือนะอวี๋จือ ทำไมถึงเห็นแก่ตัวแบบนี้ คนที่หล่อเหลาขนาดนี้จะเก็บไว้ดูคนเดียวได้อย่างไร ต้องให้คนทั้งโลกได้เห็นด้วย
ฮ่า ฉันช่างเป็นคนใจกว้างจริงๆ!
อวี๋จือรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก เป็นอีกวันที่กดไลค์ให้ตัวเอง
ก่อนนอนเธอก็คิดอีกว่า : บอกว่าจะไม่ทำโอทีไม่ใช่เหรอ อ๋อ มันคือการลงทุนล่วงหน้าเพื่อชีวิตที่สุขสบายในอนาคต จะเรียกว่าทำโอทีได้ยังไง
ไม่ใช่สักหน่อย!
อวี๋จือเอาภาพไปส่งที่ร้านหนังสือชังหลง ดวงตาของผู้ดูแลหลี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้”
เขามีลางสังหรณ์ ว่าภาพวาดของใต้เท้าเหวินต้องทำกำไรให้ร้านหนังสือได้อย่างมากแน่นอน เขาจินตนาการภาพที่เหล่าคุณหนูหอบเงินมาแย่งภาพวาด
สมแล้วที่เป็นใต้เท้าเหวิน สมแล้วที่เป็นจอหงวนที่หน้าตาหล่อเหลาที่สุดในราชสำนัก
“ป้าเจียง ใกล้ถึงวันครบรอบวันเสียท่านพ่อแล้ว ข้าอยากไปตั้งป้ายให้เขาที่วัด หลายปีมานี้... ถือว่าเป็นความกตัญญูของลูกสาวอย่างข้า”
อวี๋จือแสดงละครเก่งจริงๆ เธอพยายามอย่างมากเพื่อจะได้ออกจากเมือง
ป้าเจียงเห็นด้วยแล้วยังช่วยออกความคิดอย่างกระตือรือร้น “หากจะไปวัดที่มีชื่อเสียง คงต้องไปวัดฮู่กั๋วเจ้าค่ะ พระอาจารย์ที่นั่นก็เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่เจ้าค่ะ”
“ได้ เช่นนั้นก็ไปวัดฮู่กั๋ว”
ป้าเจียงเช่ารถม้า อวี๋จือพานางกับอิงเถาออกไปวัดฮู่กั๋วแต่เช้า
ส่วนใหญ่วัดทั่วไปจะสร้างอยู่บนภูเขา วัดฮู่กั๋วก็เหมือนกัน
มาถึงตีนเขาก็ลงจากรถม้า ให้คนขับรถม้ารออยู่ที่ตีนเขา ป้าเจียงหิ้วตะกร้า อิงเถาประคองอวี๋จือ พวกนางสามคนเดินขึ้นไปบนถนนภูเขา
ในสามคนป้าเจียงกับอิงเถาทํางานจนชินแล้ว อวี๋จือเป็นคนแข็งแรงจึงเดินขึ้นไปได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อยอะไร
วัดฮู่กั๋วครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างกว้าง พอเดินเข้าไปข้างในก็รู้สึกถึงความเคร่งขรึม หัวใจที่วุ่นวายก็พลันสงบลง
ภิกษุได้แนะนำให้อวี๋จือบริจาคเงินค่าน้ำมัน ตั้งป้ายให้ท่านพ่อบัณฑิตซิ่วไฉของเธอ แต่เธอกลับเจอโจทย์ยากตอนเขียนชื่อ เธอจะรู้ชื่อท่านพ่อได้อย่างไร โชคดีที่เธอฉลาด ตั้งชื่อให้ท่านพ่อตัวเองว่า ‘อวี๋ต้าหลัง’ ทันที
“แม่นาง ทําไมที่นั่นคนเยอะเช่นนั้นเจ้าคะ” ป้าเจียงไปทำพิธีให้สามีและลูกของตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้ว อวี๋จือจึงเดินเล่นในวัดอย่างสบายอารมณ์
อวี๋จือมองตามที่อิงเถาชี้ไป มีผู้คนมากมายกำลังต่อแถวยาวเหยียด
ภิกษุที่เดินมาด้วยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์อาตู้เฉินกำลังทำนายดวงชะตา อาจารย์อาตู้เฉินเชี่ยวชาญเรื่องการทำนายดวงชะตา มักจะมาทำนายดวงชะตาให้กับคนที่มาจุดธูปที่วัดทุกวันขึ้นสิบค่ำและวันขึ้นสิบห้าค่ำ วันนี้คือวันขึ้นสิบห้าค่ำ จึงมีคนมาจุดธูปที่วัดมากกว่าปกติสักเล็กหน่อย”
อวี๋จือมองดูคนต่อแถวยาว สงสัยว่าภิกษุรูปนี้คงจะสายตาไม่ดีนัก มากกว่าปกตินิดหน่อยเหรอ นี่มันมากกว่าปกติมากเลยต่างหาก
“แม่นาง บ่าวก็อยากดูดวงเหมือนกันเจ้าค่ะ” อิงเถาออดอ้อน
ส่วนอวี๋จือนั้นทั้งอิจฉาริษยาและอยากเป็นแบบนั้นบ้างนานแล้ว หนึ่งเดือนทำงานแค่สองวัน ทำไมเธอถึงไม่เจองานที่ดีขนาดนี้บ้าง