คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 7 เห็นกับตาถึงจะเชื่อ ตอนที่ 8

#8บทที่ 7 เห็นกับตาถึงจะเชื่อ

ตอนที่ 7 เห็นกับตาถึงจะเชื่อ

พอฉีซั่วเดินเข้ามาก็เห็นพระชายาจิ้งใบหน้าถมึงทึง

“เสด็จแม่เป็นอะไรไปหรือ”

พระชายาจิ้งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง

รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกมาดดี มองอย่างไรก็เป็นดั่งลูกเขยที่เพียบพร้อมไร้ซึ่งตำหนิ ทว่าเขากลับไม่ถูกใจรองเสนาบดีเวิน!

พระชายาจิ้งวิเคราะห์คนที่ไม่ถูกใจงานมงคลนี้ออกมาได้นานแล้ว

จากการรายงานของคนที่นางส่งไปหยั่งเชิงทางฝั่งตระกูลเวิน พอหลินฮูหยินได้ยินว่าจวนจิ้งอ๋องอยากสู่ขอบุตรสาวที่รักของนาง ความดีใจก็พาดผ่านแววตา ปากยกยิ้มไม่หยุด เพียงแต่ด้วยการสงวนท่าทีของฝ่ายหญิงจึงต้องบอกว่าขอปรึกษาท่านพี่ก่อน

ทว่าสุดท้ายก็ถูกปฏิเสธกลับมา

แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร

“ก็ไม่ใช่เพราะตระกูลเวินหรือ ลำพังแค่จวนรองเสนาบดีกรมเล็กๆ แต่กลับเลือกนั่นเลือกนี่...”

“ตระกูลเวินไม่อยากเกี่ยวดองด้วยอย่างนั้นหรือ” ฉีซั่วยังแสดงสีหน้าราบเรียบเช่นเคย เพียงแต่ประกายในแววตาหม่นลง

เดิมทีพระชายาจิ้งพานโกรธบุตรชายที่ทำให้นางต้องขายหน้า แต่พอได้ยินคำถามเขาเช่นนั้น นางก็อดปวดใจไม่ได้

“ซั่วเอ๋อร์ สาวงามมีเป็นพะเรอเกวียน เดี๋ยวแม่จะเลือกคนที่งดงามกว่าแม่นางรองเวินให้เจ้าสักคนแน่นอน”

ฉีซั่วยกยิ้ม “ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่เตรียมการให้ลูก แต่ลูกไม่รีบร้อนแต่งงานพ่ะย่ะค่ะ”

ไม่รีบแล้วหรือ

พระชายาจิ้งใช้สายตาไล่มองบุตรชายตนอย่างครุ่นคิด

ฉีซั่วหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “เดิมทีก็แค่เป็นกังวลเลยคิดแผนช่วยไม่ให้แม่นางรองเวินต้องพลอยเดือดร้อนเพราะลูกก็เท่านั้น มิใช่ว่าลูกรีบร้อนอยากแต่งเสียเมื่อไร”

“อย่างนั้นเองหรือ” พระชายาจิ้งเม้มปากจิบน้ำชาอึกหนึ่ง “แม่เข้าใจแล้ว ซั่วเอ๋อร์ก็อย่าเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจไปเลย”

“เสด็จแม่อย่าโมโหเพราะเรื่องนี้ก็พอ”

“จะเป็นไปได้อย่างไร แม่เหมือนคนที่จะหงุดหงิดเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรือ”

หลังเที่ยงจิ้งอ๋องก็กลับมา พระชายาจิ้งจึงเล่าเรื่องที่ตระกูลเวินปฏิเสธให้ฟัง “อย่าว่าแต่เรื่องชาติตระกูล ซั่วเอ๋อร์ของเราก็เป็นที่หนึ่ง แต่รองเสนาบดีตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับวางตัวสูงส่ง”

“พระชายาคงไม่ได้โกรธกระมัง”

“ก็ไม่ได้โกรธเท่าไรหรอกเพคะ แค่กินมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงไม่ลงเท่านั้นแหละ”

“ช่างไร้เหตุผล!” พอเห็นพระชายาปรายตามอง จิ้งอ๋องก็รีบอธิบาย “ข้าหมายถึงเวินหรูกุยนั่นช่างไร้เหตุผล”

“คนตาไร้แววเช่นนั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงก็ย่อมได้”

วันต่อมาหลังเสร็จสิ้นจากการประชุมราชสำนักช่วงเช้า จิ้งอ๋องก็เบียดเสียดกลุ่มคนพุ่งตัวออกไปด้านนอกก่อนจะขยับตัวประชิดด้านหลังเวินหรูกุยอย่างเงียบเชียบแล้วขัดขาเขา

เวินหรูกุยร่างโงนเงนก่อนจะล้มคะมำลงพื้นตรงปลายเท้าของรองเสนาบดีกรมพิธีการจังพอดี เขาลนลานคว้าขากางเกงของอีกฝ่ายเอาไว้

รองเสนาบดีจังเผยสีหน้าเรียบตึง “รองเสนาบดีเวิน นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า”

เมื่อล้มหน้าคะมำท่ามกลางสายตาผู้คนเช่นนี้ สีหน้ายิ้มแย้มในเดิมทีของเวินหรูกุยก็แดงก่ำ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยร่างอันมอมแมมพลางเอ่ยขอโทษ “ขอโทษด้วย เมื่อครู่เท้าลื่นไปหน่อย”

ขณะที่พูดเขาก็หันหน้าไปมอง ด้านหลังมีสายตาคึกคักเริงร่าหลายคู่จับจ้องอยู่

สีหน้าของเวินหรูกุยจึงย่ำแย่มากกว่าเดิม

เมื่อครู่มีคนขัดขาเขาชัดๆ แต่ถึงอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้จะเอะอะโวยวายไม่ได้ เขาเลยทำได้แค่ปิดปากเงียบแล้วยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบไป

“รองเสนาบดีเวิน เจ้าระวังตัวหน่อย” เดิมทีรองเสนาบดีจังก็ไม่ค่อยชอบเวินหรูกุยเท่าไรนัก นานๆ ทีเวินหรูกุยจะเสียหน้า เขาย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะถากถางนี้

“ขอบคุณรองเสนาบดีจังที่เอ่ยเตือน” เวินหรูกุยทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะรีบสับเท้าออกจากราชสำนักไป

เวลานี้ฮ่องเต้ไท่อานยังไม่เสด็จออกจากราชสำนัก จึงตรัสถามข้ารับใช้ข้างกายว่า “ด้านล่างวุ่นวายอะไรกัน”

ข้ารับใช้รีบตอบ “ทูลฝ่าบาท เหมือนรองเสนาบดีเวินจะสะดุดล้มพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ไท่อานส่ายศีรษะก่อนจะเดินเข้าพระตำหนักในไป

ขนาดเวินหรูกุยเลิกงานแล้ว ทว่าอารมณ์ก็ยังคงบูดบึ้งไม่หาย

เพราะมาจากตระกูลยากจน พอเขาเข้ารับราชการจึงระวังท่าทีมากเป็นพิเศษ กลัวว่าจะถูกคนหัวเราะเยาะดูแคลน แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะเสียหน้าครั้งใหญ่

ลมหนาวในวสันตฤดูยังอยู่ ภายในรถจึงอบอ้าว เสียงแห้งกรอบของล้อรถที่ขยับไปมายิ่งชวนให้หงุดหงิดใจ

เวินหรูกุยแง้มเปิดผ้าม่านแล้วออกคำสั่งกับบ่าวขับรถม้า “ไปโรงน้ำชาเย่ว์หลาย”

บ่าวขับรถม้าขานรับพร้อมเหวี่ยงแส้

ผ่านไปไม่นานรถม้าก็หยุดลง เวินหรูกุยลงจากรถม้าเดินตรงไปทางโรงน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลนัก

ภายในห้องส่วนตัวของร้านอาหารที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงน้ำชาเย่ว์หลาย บ่าวรับใช้ที่แต่งกายเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “คุณหนู เหมือนนั่นจะเป็นนายท่าน!”

เวินฉานเกาะหน้าต่างด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

เรือนที่สามในซอยหรูอวี้ที่ตรอกหม่าฮวา เจ้าของเรือนเป็นหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมบุตรชายบุตรสาวคู่หนึ่ง บุตรชายนามว่าฉังฮุย บุตรสาวนามว่าฉังฉิง

ข้อมูลที่นางคอยตามสืบหลายวันมานี้ตรงกับที่น้องสาวของนางบอกทุกอย่าง เพียงแต่หากไม่ได้เห็นท่านพ่อเข้าออกที่นี่กับตา นางก็ยังไม่ปักใจเชื่อ

“เสี่ยวเหอ เจ้ารีบตามไปดูว่าท่านพ่อเข้าไปเรือนหลังไหน”

เสี่ยวเหอขานรับ “เจ้าค่ะ” ก่อนเร่งฝีเท้าออกจากร้านอาหารไป

เวินฉานยกถ้วยชาขึ้นกระดกเข้าปาก

น้ำชาเย็นชืดนานแล้ว จึงยิ่งซัดสาดหัวใจนางให้หนาวเหน็บมากกว่าเดิม

นางลุกขึ้นเดินไปเดินมาสองสามก้าวก็นั่งลงกลับไปใหม่ มือที่จับถ้วยชาสั่นระริก

สามแม่ลูกนั้น เป็นอนุของท่านพ่อจริงๆ...

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดเสี่ยวเหอก็กลับมา

“นายท่านเข้าเรือนหลังไหนไป” เวินฉานลุกขึ้นพร้อมเอ่ยถาม

“นายท่านเข้าเรือนหลังที่สามเจ้าค่ะ”

เวินฉานล้มตัวลงบนเก้าอี้ด้วยใบหน้าขาวซีด

“คุณหนู...” เสี่ยวเหอสีหน้าเป็นกังวล

เวินฉานใช้มือยันโต๊ะลุกขึ้น พูดออกมาสองคำอย่างยากลำบาก “กลับจวน”

เจ้านายและบ่าวที่พรางกายเป็นชายหนุ่มออกจากร้านอาหารแล้วกลับมาสวมชุดสตรี พอกลับมาถึงจวนตระกูลเวินก็พุ่งตรงไปที่เรือนลั่วอิง

พอเห็นสีหน้าของเวินฉาน เวินเห่าก็เข้าใจทันทีเลยส่งสัญญาณให้เป่าจูไปเฝ้าหน้าประตู เอ่ยเสียงเบา “พี่หญิงเห็นแล้วกระมัง”

มือของเวินฉานที่ใช้กุมมือเวินเห่าเย็นเฉียบ “พี่หญิงไม่ดีเอง ข้าควรจะสังเกตเห็นให้เร็วกว่านี้...”

นางยากจะจินตนาการได้ว่าก่อนหน้านี้ที่น้องสาวยังพูดไม่ได้ ยามเผชิญหน้าเรื่องทุกอย่างนี้จะรู้สึกปวดใจขนาดไหน

“ท่านพ่อ...” พอเอ่ยสองคำนี้อีกครั้ง เวินฉานกลับรู้สึกว่ากลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว “ท่านพ่อไม่มีทางปล่อยให้สามแม่ลูกนั่นอยู่ข้างนอกแน่นอน”

พอเห็นฉังฮุยที่อายุมากกว่านางกับตา นางย่อมไม่มีทางคิดว่าพ่อให้เกียรติท่านแม่อย่างไร้เดียงสาอีกต่อไป

หากให้เกียรติกันจริงๆ คงไม่มีสามแม่ลูกนั้นโผล่มา

และในเมื่อการให้เกียรติมีน้อยนิด ท่านพ่อไม่มีทางทิ้งบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวอยู่นอกตระกูลแน่นอน

“น้องหญิง เรื่องนี้ยังไม่ต้องบอกท่านแม่จะดีกว่า”

เวินเห่าพยักหน้า “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ พี่หญิงมีแผนการอะไร”

“ฉังฮุยกับฉังฉิงโตขนาดนี้แล้ว หากคิดจะขัดขวางไม่ให้เข้าจวนตระกูลเวินเลยคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนสะใภ้ฉัง พวกเราในฐานะลูกคงไม่มีเหตุผลใดไปขัดขวาง ท่านแม่อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ถ้าแข็งเจอแข็งปะทะกันเกรงว่าจะไกล่เกลี่ยยาก พวกเรารอเวลาที่เหมาะสมค่อยเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านยาย จากนั้นก็ให้ท่านยายใช้ความเป็นอาวุโสกว่ามากดดันให้ส่งสะใภ้ฉังไปไกลๆ อย่างน้อยก็กำจัดคนเป็นแม่ที่เกะกะลูกตาไปได้คนหนึ่ง”

เวินเห่าฟังอย่างเงียบๆ พลางลอบถอนหายใจ

สิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์คือการสืบทอดตระกูล หากไม่ให้ฉังฮุยเข้าตระกูล เกรงว่าท่านพ่อจะเรียกคะแนนความน่าสงสารได้เสียมากกว่า ส่วนพี่หญิงก็คิดว่าแค่ไล่สะใภ้ฉังออกไปได้ก็พอแล้ว

เพียงแต่น่าเสียดายที่พี่หญิงคิดไม่ถึงความใจเหี้ยมของท่านพ่อ

เขาต้องการแค่ให้ฉังฮุยเข้ามาสืบทอดตระกูลเสียเมื่อไรกัน เขายังต้องการให้หญิงในดวงใจขึ้นมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้อง ให้บุตรชายเพียงหนึ่งเดียวมีสถานะเป็นบุตรภรรยาเอก รวมถึงได้รับทรัพย์สมบัติของตระกูลหลินด้วย!

“ข้าฟังที่พี่หญิงว่า รอเท้าของข้าหายดีเมื่อไร พวกเราค่อยไปหาท่านยายด้วยกันเจ้าค่ะ”

ตอนนี้ห่างจากเวลาที่จะเกิดเรื่องอีกสักระยะหนึ่ง ตอนนี้ท่านพ่อคงยังหาตัวพยานสองคนมาไม่ได้ หากจู่ๆ หาเรื่องกำราบท่านพ่อที่ไร้หนทางตอบโต้เช่นนี้ จะได้กระชากธาตุแท้อันโหดเหี้ยมร้ายกาจของเขาออกมาได้ด้วย

devc-872bd563-32986คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 7 เห็นกับตาถึงจะเชื่อ ตอนที่ 8