คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 8 ต้นตอหายนะ ตอนที่ 9
ตอนที่ 8 ต้นตอหายนะ
ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นวันเกิดของคุณหนูสามเฉินของจวนราชเลขากรมพิธีการ จวนตระกูลเวินได้รับจดหมายตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ซึ่งเชื้อเชิญสองพี่น้องตระกูลเวินให้ไปร่วมฉลองด้วย
“น้องรองไม่ไปจริงๆ น่ะหรือ” จนกระทั่งก่อนออกจากจวน เวินฉานก็ยังไม่วายถามขึ้นมา
เวินเห่าคลี่ยิ้มพลางผลักร่างพี่สาว “ถ้าพี่หญิงยังไม่ไปจะสายแล้วนะเจ้าคะ เรื่องในจวนจิ้งอ๋องเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน หากน้องไปก็คงต้องฟังคำนินทาเหล่านั้นเสียเปล่าๆ”
“งั้นข้าไปก่อนนะ กลับมาจะเอาขนมร้านว่านจี๋มาฝากน้องรอง”
รอจนเวินฉานออกไปแล้ว เวินเห่าถึงหุบยิ้ม ก้มหน้าเก็บซ่อนไอเย็นยะเยือกในนัยน์ตาไว้
เมื่อชาติก่อน นางเองก็ไม่ได้ไปงานเลี้ยงวันเกิดของคุณหนูสามเฉินเช่นกัน
ถึงแม้ในใบเชิญจะมีชื่อนางแต่ความจริงอยากเชิญเพียงพี่หญิงคนเดียวเท่านั้น ในเมื่อคุณหนูสามเฉินให้ความสำคัญเรื่องบุคลิกสง่างามชดช้อยมากที่สุด ไหนเลยจะชินกับสาวป่าเถื่อนที่เอะอะก็ปีนกำแพงเช่นนาง
นางเป็นคนที่ไม่สนเรื่องประจบประแจง ย่อมไม่ไปร่วมงานสังสรรค์ด้วยอยู่แล้ว
“อาเห่า เท้าลูกหายดีแล้ว ไปเดินเล่นที่หอเครื่องประดับเป็นเพื่อนแม่แล้วกัน หลายวันนี้ไม่ได้แวะไปเลย คาดว่าคงมีของใหม่ๆ มาไม่น้อย”
เวินเห่ามองสะใภ้หลินที่พูดประโยคนี้ขึ้นมา หัวใจพลันอบอุ่น
เมื่อชาติก่อน หลังจากพี่หญิงออกจากจวนไป ท่านแม่ก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน
บอกให้ไปหอเครื่องประดับเป็นเพื่อนตน แต่ความจริงเป็นห่วงว่านางจะหงอยเหงาที่ไม่ได้ไปงานเลี้ยงวันเกิดของคุณหนูสามเฉินมากกว่า
กลับมาชาตินี้ นางไม่สนใจหรอกว่าจะได้ยินคำติฉินนินทาแบบใด ความจริงไปจวนตระกูลเฉินกับพี่หญิงหรือไม่ก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ครั้งนี้จะพลาดไปหอเครื่องประดับไม่ได้เด็ดขาด
นางขบคิดดูแล้ว คนที่คิดจะทำเรื่องเช่นนั้นกับนางเมื่อชาติก่อน เป็นไปได้มากว่าคงเจอกันระหว่างทางที่ไปหอเครื่องประดับในครั้งนี้
หนึ่งปีเศษๆ หลังจากที่ท่านตาจากโลกนี้ไป หากนางไม่อยู่จวนตระกูลเวินก็อยู่จวนแม่ทัพ ไม่เคยเถลไถลไปไหน ต่อให้ล้มตกจากกำแพงจวนจิ้งอ๋องโดยอุบัติเหตุ แต่พี่หญิงก็พานางกลับจวนแม่ทัพอย่างรวดเร็ว
วันเกิดของคุณหนูสามเฉินในวันนี้ เป็นวันที่นางอยู่นอกจวนนานที่สุดเพียงครั้งเดียว
จากนั้นท่านพ่อก็พาสะใภ้ฉังเข้าจวน ท่านยายไฟโทสะสุมทรวงจนล่วงลับ ในเมื่อต้องไว้ทุกข์ให้ท่านยาย อีกทั้งปวดใจจากอาการของแม่ด้วย นางจึงไม่ออกจากจวนไปไหนอีก จนกระทั่งพี่หญิงออกเรือน คนแปลกหน้าที่นางเจอมีเพียงพี่เขยเท่านั้น
เวินเห่าไม่อยากเสียโอกาสตามหาเบาะแสของคนผู้นั้น
เรื่องที่ทำให้ท่านพ่อยอมขายลูกตนเองได้ สถานะของคนผู้นั้นย่อมไม่ธรรมดา ในเมื่อไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกเขาจับตามอง สู้เป็นฝ่ายรุกเก็บข้อมูลตัวตนของอีกฝ่ายก่อนดีกว่า
“เอาสิเจ้าคะ ลูกเองก็กำลังอยากไปเดินเล่นอยู่เหมือนกัน”
พอเห็นเวินเห่าตอบตกลง สะใภ้หลินก็เก็บข้าวของแล้วออกจากจวนไปด้วยอารมณ์ปีติ
บนถนนฉังชุนพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ดูครึกครื้นกว่ายามปกติ
สะใภ้หลินพาเวินเห่าลงจากรถม้าและเดินเข้าหอเครื่องประดับไป
“หลินฮูหยินไม่มาตั้งนาน เชิญเดินในเลยเจ้าค่ะ” เมื่อผู้ดูแลสาวเห็นสะใภ้หลิน ใบหน้าก็แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม สองดวงตาเป็นประกายแวววาว
สะใภ้หลินเป็นลูกค้าขาประจำของทางร้าน แถมเป็นลูกค้ารายใหญ่
แม่ทัพผู้เฒ่าหลินเคยตามปฐมฮ่องเต้ไปทำศึกทั่วทั้งใต้หล้า จนถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นติ้งกั๋วกง ต้นตระกูลราชันย์แห่งภูผาอย่างเขาย่อมสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย หากกล่าวว่าตระกูลหลินร่ำรวยจนไม่มีใครเทียมได้นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
สะใภ้หลินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว อีกทั้งมีบุตรสาวงดงามดั่งบุปผาอีกสองคน หากไม่ใช่ลูกค้าขาประจำของร้านเพชรพลอยที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลวงก็คงน่าแปลกแล้ว
เพียงนับตั้งแต่แม่ทัพผู้เฒ่าหลินล่วงลับไป สะใภ้หลินก็ไม่ได้ย่างกรายมาที่นี่ราวปีเศษ
สองแม่ลูกได้รับการต้อนรับอย่างดีโดยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด
โต๊ะตัวยาววางเครื่องประดับ เรียงรายไปด้วยกำไลและปิ่นปักผม สีทองอร่ามวิบวับแยงตาไม่น้อย
“ฮูหยินลองดูกำไลหยกคู่นี้สิเจ้าคะ เขียวมรกตบริสุทธิ์ เนื้อดีเล่นแสง ขับผิวคุณหนูรองมากเลยเจ้าค่ะ”
สะใภ้หลินมองแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเรียบ “สู้คู่ที่ซื้อให้สองพี่น้องเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ผู้ดูแลสาวกุลีกุจอเลื่อนหีบหนึ่งไปตรงหน้าสะใภ้หลิน “เช่นนั้นท่านลองดูปิ่นทองรูปผีเสื้อประดับทับทิมสิเจ้าคะ ทับทิมด้านบนคงไม่ต้องให้ฮูหยินพูดถึง แต่ส่วนสำคัญคือความวิจิตรงดงามของผีเสื้อราวเสมือนจริง... ”
“ท่านแม่!” เวินเห่าหาจังหวะเอ่ยขัด “เหมือนด้านนอกจะครึกครื้นไม่น้อย ข้าอยากออกไปดูสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้สึกเบื่อหรือ” สะใภ้หลินอมยิ้มพลางบีบมือของเวินเห่า “ไปเถิด สวมหมวกดีๆ ด้วย”
เวินเห่าสวมหมวกก่อนจะพาเป่าจูออกจากหอเครื่องประดับไป
กลุ่มคนแห่มุงห่างจากหอเครื่องประดับไม่ไกลนัก มีเสียงกลองและเสียงโห่ร้องให้กำลังจากดังแว่วมาเป็นระยะ
เวินเห่าตั้งสติ ค่อยๆ ย่างเท้าเดินเข้าไป
ทุกคนต่างรายล้อมชมหนุ่มน้อยระบำมีด
ดูแล้วหนุ่มน้อยคงอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปี ตัวอ่อนทว่าแข็งแรง วาดลวดลายหมุนตัวไปมา ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งนานๆ จะโผล่มาสักคน ไม่เหมือนนักระบำชายคนอื่นๆ
เวินเห่าจับจ้องหนุ่มน้อยแน่นิ่งพลางเหม่อลอย
นางนึกย้อนเวลานี้ในอดีตชาติไม่ออกว่าเหตุใดถึงดูระบำกระบี่กระบองนานขนาดนั้น
แต่คงไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของหนุ่มน้อยกระมัง ในเมื่อนางไม่ใช่คนประเภทนั้น
“ดีมาก!”
หนุ่มน้อยเก็บท่วงท่ากลับไปท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้อง ส่วนผู้เฒ่าด้านข้างพลิกกลองในมือเพื่อเดินอ้อมขอค่าชม
เสียงเบี้ยกระทบลงกลองส่งเสียงดังติ้งๆ ทว่าผู้เฒ่ายังเดินมาไม่ถึงฝั่งเวินเห่า ก็มีคนส่งเสียงร้องตกใจดังขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
“ใบไม้ทองอย่างนั้นหรือ!”
“มีคนตบรางวัลเป็นใบไม้ทองด้วย!”
ควรรู้ว่าคนทั่วไปซื้อขายด้วยเหรียญทองแดง แม้แต่เหรียญเงินก็ยังไม่ค่อยได้เห็น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงใบไม้ทองเลย
ภายใต้ความแปลกใจ ทุกคนต่างเบียดเสียดพุ่งไปทางนั้นโดยอยากจะดูว่าเป็นใบไม้ทองจริงหรือไม่
แต่เวินเห่ารู้ ไม่นานนางก็ถูกแรงเบียดเสียดที่พุ่งมาอย่างกะทันหันกระแทกเข้ามาจนหมวกเลื่อนหลุดออกจากหัว
“คุณหนูระวังเจ้าค่ะ!” เป่าจูขวางทางคนที่เบียดเสียดมาทางเวินเห่าไว้ เพื่อคุ้มกันให้นางเดินออกไปด้านนอก
เวินเห่าหมุนตัวกลับไป
เวลานี้เองก็มีคนรีบสับเท้าเดินผ่านข้างนางไปโดยมีหมวกของนางหล่นใส่
จากนั้นหมวกก็ตกลงพื้น ซึ่งไม่นานก็ถูกเหยียบ
เป่าจูดึงเวินเห่าวิ่งออกมาจากฝูงคน เอ่ยด้วยสีหน้าตึงเครียด “คุณหนู ไม่ได้ถูกเหยียบใช่ไหมเจ้าคะ”
“ข้าไม่เป็นไร” เวินเห่ายกมือจัดการทัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงเข้าหลังใบหู
“คุณหนู พวกเรากลับหอเครื่องประดับกันดีกว่าเจ้าค่ะ”
“ไม่เอา ดูอีกหน่อยก่อน” สายตาของเวินเห่าทอดมองไปทางนั้นโดยเท้าไม่ขยับ
ชาติก่อนนางกลับหอเครื่องประดับอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้นางเลือกอยู่ต่อ จะมีอะไรแตกต่างกันหรือไม่นะ
พอผู้เฒ่าและหนุ่มน้อยที่แสดงระบำได้ใบไม้ทองก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว คนที่มาดูความสนุกจึงค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันไป เมื่อครู่คนยังเดินกันขวักไขว่ ทว่าเพียงพริบตาเดียวก็ตกอยู่ในความสงบ เหลือเพียงเศษชิ้นส่วนหมวกที่ตกอยู่บนพื้น
“คุณหนู เดี๋ยวบ่าวไปเก็บหมวกกลับมานะเจ้าคะ”
เวินเห่ายังไม่พยักหน้าตอบรับ
ต้นตอหายนะเมื่อชาติก่อน คงไม่ได้เกิดจากหมวกที่ตกลงพื้นใบนี้กระมัง
ขณะที่ชั่งใจ ก็เห็นบุรุษในชุดผ้าแพรคนหนึ่งเดินไปทางนั้น
เขาโค้งตัวก้มเก็บหมวกขึ้นมาแล้วเดินมาทางเวินเห่า
เวินเห่าขบริมฝีปากแน่น พยายามข่มอารมณ์ตกใจจนลมหายใจเร็วถี่เอาไว้
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว...
ทันใดนั้นเป่าก็จูพุ่งตัวเข้าไปหา
องครักษ์ที่ประกบอยู่ด้านหลังบุรุษชุดผ้าแพรรุดหน้าขึ้นมาขวางทางเป่าจูที่ขยับเข้ามาใกล้
“นั่นเป็นหมวกของคุณหนูของเราเจ้าค่ะ!” เป่าจูเอ่ยอย่างร้อนใจ
บุรุษชุดผ้าแพรมองเวินเห่าแวบหนึ่งก่อนจะส่งหมวกไปให้เป่าจูพร้อมรอยยิ้มบาง “คืนให้คุณหนูของเจ้า ระวังอย่าทำตกอีกเล่า”
เป่าจูรับหมวกมาและวิ่งกลับไปอยู่ข้างกายเวินเห่า
เวินเห่าหมุนตัวกลับด้วยสีหน้าเรียบตึง รีบสาวเท้ากลับไปยังหอเครื่องประดับ
บุรุษชุดผ้าแพรมองแผ่นหลังที่หายลับเข้าหอเครื่องประดับไปจากนั้นก็คลี่ยิ้มเย็น “เย่อหยิ่งไม่น้อย หวังกุ้ย เดี๋ยวเจ้าไปตามสืบดูว่าแม่นางผู้นั้นเป็นใคร”
“น้อมรับคำสั่ง”
เวินเห่าเดินเข้าหอเครื่องประดับไปพร้อมฝ่ามือที่กำแน่นจนชุ่มไปด้วยเหงื่อ
อากาศในช่วงวสันตฤดูอุ่นลงแล้ว ทว่านางกลับเหมือนย่างกายเข้ามาในเรือนน้ำแข็ง หนาวเหน็บตั้งแต่เส้นผมลงมาถึงขั้วหัวใจ
เป็นองค์รัชทายาท! คนคนนั้นก็คือองค์รัชทายาทนั่นเอง!