คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 9 บ่าวรับใช้ยามศึกษาตำรา ตอนที่ 10
ตอนที่ 9 บ่าวรับใช้ยามศึกษาตำรา
ฮ่องเต้ไท่อานทรงมีลูกหลานน้อย องค์ชายที่พระองค์ทรงบ่มเพาะมีเพียงสองคน คนหนึ่งคือองค์รัชทายาท ส่วนอีกคนคือองค์ชายสี่เว่ยอ๋อง
องค์รัชทายาทเป็นโอรสของอดีตฮองเฮา สถานะบุตรของพระชายาเอกทำให้ตำแหน่งรัชทายาทของเขาไม่สั่นคลอน
ถึงแม้บัดนี้สถานะของมารดาเว่ยอ๋องจะมีศักดิ์เป็นเฟย[footnoteRef:1]แต่นางมาจากข้าหลวงในวัง ไต่เต้ามาถึงวันนี้ได้เพราะพึ่งบารมีลูก ส่วนตัวแล้วเว่ยอ๋องเองก็ยังห่างชั้น ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เท่าองค์รัชทายาท [1: เฟย ตำแหน่งนางสนมของฮ่องเต้]
เวินเห่าดึงสติมาจากความตื่นตกใจขั้นสุด แต่กลับไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายเท่าไร
ต่อให้ท่านพ่อไม่ชอบนาง ทว่านางเองก็เป็นบุตรสาวของเขา แต่รองเสนาบดีคนหนึ่งถึงขั้นแอบส่งบุตรสาวไปเป็นของเล่นสนุกให้คนอื่นได้ ดังนั้นสถานะของอีกฝ่ายย่อมสูงศักดิ์เป็นธรรมดา
หลังจากท่านตาและท่านยายล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านแม่ก็เสียสติ อีกทั้งนางเองก็เป็นใบ้ อย่าว่าแต่คู่ครองที่เหมาะสมกันเลย ลำพังแค่ลำดับต่ำกว่าตระกูลเวินสองขั้นก็ยังเป็นเรื่องยาก หากแต่งเข้าจวนที่สถานะต่ำกว่านี้ สำหรับบิดาที่ไม่เคยไตร่ตรองความสุขในบั้นปลายชีวิตของบุตรสาวย่อมคิดว่าไม่มีแรงหนุนนำช่วยเขาแต่อย่างใด เช่นนั้นสู้ยอมเลี้ยงนางอยู่ในจวนเปลืองข้าวสุกเสียยังดีกว่า
สำหรับนางแล้ว นางเป็นแค่วิญญาณโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครในจวนตระกูลเวินสนใจ หากเข้าตาองค์รัชทายาทแล้วกลายมาเป็นอาวุธชิ้นโตของท่านพ่อได้ มีหรือที่ท่านพ่อจะไม่หวั่นไหว
ในเมื่อเขาสามารถคิดฆ่าภรรยาที่ครองคู่กันมายี่สิบกว่าปีได้อย่างไร้เยื่อใย
องค์รัชทายาท...หนึ่งในคู่แค้นของนางยังมีองค์รัชทายาท
เขาไม่ใช่องค์รัชทายาทที่ไหวไปตามแรงลมฝน อีกทั้งในสายตาของทุกคนมองว่าเขาคือฮ่องเต้องค์ต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่เป็นภูผาลูกใหญ่ที่ยากจะขยับเคลื่อนย้ายได้จริงๆ
เวินเห่าก้มหน้าลงจับจ้องมือเรียวทั้งสองข้าง
“อาเห่า ไม่สบายหรือ” พอเห็นใบหน้าซีดขาวของบุตรสาว สะใภ้หลินก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
เวินเห่ายกยิ้มมุมปาก “ลูกสบายดี ท่านแม่เลือกเสร็จหรือยังเจ้าคะ”
สะใภ้หลินชี้ไปที่เครื่องประดับชิ้นงามที่วางละลานตาอยู่บนโต๊ะ “ห่อให้ข้าหมดนี่เลย”
ผู้ดูแลสาวยิ้มกว้าง “ของพวกนี้ห่อเสร็จแล้วจะส่งไปให้ท่านที่จวนเจ้าค่ะ”
“ของมีไม่เท่าไร ข้าถือไปเลยก็ได้”
ผู้ดูแลสาวห่อเครื่องประดับอย่างขะมักเขม้น จากนั้นก็หอบกล่องสองสามใบมาส่งสะใภ้หลินขึ้นรถม้าด้วยตนเอง
“หลินฮูหยิน รอสินค้าชิ้นใหม่มาเมื่อไรจะส่งไปให้ท่านเลือกถึงจวนนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ออกมาเดินเลือกเองถึงจะสนุก”
สะใภ้หลินขึ้นรถม้า จากนั้นก็ยื่นกล่องไม้ที่ประดับด้วยลายดอกสาลี่ส่งไปให้เวินเห่า “อาเห่าลองดูสิว่าเจ้าชอบหรือไม่”
เวินเห่ารับมาเปิดดูก็เห็นเครื่องประดับหลากสีส่องแสงเป็นประกายวิบวับจนตาลายเต็มกล่อง
พอนางนึกถึงความยากลำบากตอนหนีตายเมื่อชาติที่แล้ว น้ำตาก็ซึมไหลผ่านหางตา
อย่าว่าแต่เครื่องประดับล้ำค่าชิ้นงามไร้ใครเทียมกล่องหนึ่งเลย ต่อให้เป็นเงินตำลึงในหีบเรียบง่ายธรรมดานางก็ชื่นชอบแล้ว
“ลูกชอบสุดๆ ไปเลยเจ้าค่ะ” เวินเห่าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แสดงว่าสายตาของแม่ดีใช้ได้” สะใภ้หลินยกยิ้มกว้าง จากนั้นก็ตบลงบนกล่องอีกใบที่ขนาดเล็กใหญ่ไม่ต่างกัน “ส่วนอันนี้เลือกให้พี่สาวเจ้า”
เห็นได้ชัดว่านางอารมณ์ดี ส่วนเหตุผลที่ทำให้อารมณ์ก็เรียบง่ายเหลือเกิน เพราะของที่ซื้อให้บุตรสาวและบุตรสาวนางชื่นชอบ
แต่ท่านแม่ที่จิตใจกว้างขวาง ใช้หัวใจทุ่มเทรักท่านพ่อเช่นนี้กลับถูกสามีพรรค์นั้นวางแผนทำร้าย
เวินเห่าคล้องแขนสะใภ้หลินและเอียงศีรษะไปซบไหล่นาง “ท่านแม่ พี่หญิงต้องชอบมากแน่นอนเจ้าค่ะ”
สะใภ้หลินเม้มปากอมยิ้มด้วยความพึงพอใจ “ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้อาเห่าพูดได้ ต่อให้แม่ตายเร็วกว่าเดิมสิบปี...”
เวินเห่ารีบทักท้วงสะใภ้หลิน “ท่านแม่ ห้ามพูดเช่นนี้เด็ดขาด หากเป็นเช่นนั้น ลูกยอมเป็นใบ้เสียดีกว่า”
“เจ้าเด็กโง่...” สะใภ้หลินเอ่ยเสียงสะอื้นพลางปาดน้ำตา
พอกลับจวนตระกูลเวินมา เวินเห่าก็อุ้มกล่องพร้อมเอ่ยบอก “ท่านแม่ ข้ากลับเรือนลั่วอิงก่อนนะเจ้าคะ”
“กลับไปพักเถิด กล่องเครื่องประดับก็ให้เป่าจูถือ มันหนักเกินไป”
“ไม่เอาเจ้าค่ะ ท่านแม่ให้ข้า ข้าอยากถือเอง”
เวินเห่าบอกลาสะใภ้หลิน จากนั้นก็เดินไปทางเรือนลั่วอิงอย่างไม่รีบไม่ร้อน ทว่าเพิ่งเดินไม่ถึงสองก้าวก็เจอเข้ากับผู้ดูแลจวนเวินผิง
เวินผิงสาวเท้าอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่ารีบร้อนเกินไปหรืออย่างไรถึงชนเข้ากับเวินเห่า
พอเวินเห่ามือคลายออก กล่องเครื่องประดับก็ตกลงพื้น
พอกล่องที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องประดับตกลงพื้น เครื่องประดับก็เทกระจายออกมา ทอแสงประกายวิบวับภายใต้แสงอาทิตย์
พอเวินผิงเห็นแสงสีทองเต็มไปหมดก็มองอย่างแน่นิ่งอยู่นาน
เป่าจูตวาดอย่างโมโห “ผู้ดูแลเวินไม่เดินดูตาม้าตาเรือหรืออย่างไร หากชนคุณหนูขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวหรือ”
เวินผิงดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว รีบโค้งตัวขอโทษเวินเห่า “บ่าวไม่ดูตาม้าตาเรือเอง บ่าวขอโทษคุณหนูรองด้วย”
เวินเห่าไม่สนใจเครื่องประดับที่กระจัดกระจายเต็มพื้นเลยสักนิด สายตาเยือกเย็นไล่มองไปยังร่างของเวินผิง “ผู้ดูแลเวินมีธุระเร่งด่วนหรือ”
“มีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการจริงๆ...” เวินผิงก้มหน้าลง สายตาถูกเครื่องประดับที่กระจายเต็มพื้นเหล่านั้นดึงดูดอย่างไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นผู้ดูแลเวินก็รีบไปเถิด” เวินเห่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ฟังไม่ออกว่าอารมณ์ไหน
“คุณหนูรองใจกว้างยิ่งนัก ขอบคุณที่คุณหนูรองที่ไม่ถือโทษขอรับ” เวินผิงก้มต่ำทำความเคารพ
เวินเห่ามองแผ่นหลังของเวินผิงที่รีบเดินจากไปด้วยแววตาเย็นยะเยือก
เวินผิงก็คือบ่าวรับใช้ยามที่ท่านพ่อกำลังเล่าเรียนศึกษาคนนั้นที่ท่านพ่อนำมาเป็นพยานเท็จ!
แวบเดียวผ่านไปยี่สิบปี จากบ่าวรับใช้ตัวเล็กๆ ก็กลายมาเป็นผู้ดูแลใหญ่ นับว่าเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในจวนตระกูลเวินมากทีเดียว
วันนี้เขาดูมีท่าทีรีบร้อน น่าจะกำลังไปบ่อนพนันแน่นอน
เป่าจูเก็บเครื่องประดับขึ้นมา พรูลมหายใจ “คุณหนู ยังดีที่ไม่เสียหายอะไรเจ้าค่ะ”
เวินเห่าพยักหน้าเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ดี กลับเรือนลั่วอิงกันก่อน”
นางจงใจเหวี่ยงกล่องให้ตกเพื่อกระตุ้นเวินผิง แล้วดูว่าเวินผิงมีท่าทีตอบสนองใดหรือไม่ ผลลัพธ์ออกมาไม่เลวเลยทีเดียว
พอกลับเรือนลั่วอิงมา เวินเห่ากลับไม่ได้พักผ่อน นางเปลี่ยนชุดคลุมตัวใหม่ก่อนจะเอาเครื่องประดับติดตัวออกจากเรือนไป
เจ้านายและบ่าวคู่นี้ไม่ได้ใช้รถม้าของจวนตระกูลเวินแต่จ้างรถม้าแทน
“ไปบ่อนเชียนจิน”
บ่อนเชียนจินเป็นหนึ่งในบ่อนใหญ่ของเมืองหลวง ทุกๆ วันนักพนันจะแวะเวียนมาไม่ขาดสาย และเป็นสถานที่ที่เกิดความวุ่นวายได้ง่ายที่สุด
เวลานี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางไว้ด้านนอกประตูพลางร่ำไห้ร้องขอชีวิต
คนที่เข้าออกบ่อนไม่แม้แต่จะมองมาทางนี้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเสียจนชินตานานแล้ว
“เจ้าหนุ่มอวิ๋น เจ้าว่าจะตัดนิ้วก้อยมือซ้ายหรือมือขวาของเจ้าดีเล่า”
ชายหนุ่มเผยสีหน้าหวาดกลัว น้ำตาอาบหน้า “อย่า...อย่าตัดนิ้วข้าเลย พ่อของข้ากำลังเอาเงินมา...”
“แล้วเหตุใดถึงยังไม่มาอีกเล่า”
“ใกล้...ใกล้แล้ว...”
“ครั้งก่อนตอนที่พ่อเจ้ามาคืนเงินบอกว่าวันหลังจะไม่สนใจเจ้าอีก”
“พ่อข้าต้องสนใจข้าอยู่แล้ว เขามีข้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว พวกเจ้าเชื่อข้า...” ชายหนุ่มตะโกนร่ำไห้
มีคนแทรกเข้าไปกระซิบข้างหูหัวโจกประโยคหนึ่ง คนที่เป็นหัวโจกกวาดตามองไปทางหนึ่งพลางแสยะยิ้ม “จัดการตัดนิ้วเขาเสีย!”
คนที่ได้รับคำสั่งกระชากแขนข้างซ้ายของชายหนุ่มไปกดบนผนังแล้วง้างมีดในมือขึ้น
“หยุดนะ!” เวินผิงร้องขึ้นเสียงสูงจากมุมไกลและรีบพุ่งตัวเข้ามาหา
“ว้าว ผู้เฒ่าเวินมาได้ตรงเวลาพอดี นิ้วของลูกยังอยู่ครบ”
“ท่านพ่อ ท่านพ่อช่วยข้าเร็วเข้า!”
“พวกเจ้า...ไร้ขื่อไร้แป!” เวินผิงร่างสั่นระริก ทั้งเกลียดคนเลวทรามอย่างบุตรชายตน ทั้งโมโหพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลเช่นนี้
“ผู้เฒ่าเวินจะกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก ติดหนี้ก็ใช้หนี้เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ หากไม่เชื่อพวกเราจะไปถามใต้เท้าที่จวนว่าการดูก็ได้”
เวินผิงโมโหจนหน้าเขียว ทว่ากลับรู้แก่ใจดีว่าหากไม่คืนเงินก็คงไร้หนทางหลุดพ้นพันธนาการนี้
ถึงแม้เขาจะเป็นผู้ดูแลจวนรองเสนาบดี แต่การล้มบ่อนพนันที่ยากจะสั่นคลอนในเมืองหลวงเป็นเรื่องง่ายเสียเมื่อไร หากสร้างเรื่องจนใหญ่โตขึ้นมา นายท่านต้องโทษเขาแน่
“เท่าไร”
คนผู้นั้นยื่นนิ้วออกไปนิ้วหนึ่ง
“ร้อยตำลึงหรือ” เวินผิงร้องเสียหลงอย่างปวดใจก่อนจะล้วงหยิบเงินออกมา
ลำพังแค่เงินร้อยตำลึงไม่ได้มากมายสำหรับเขา แต่เอาไปลงบุตรชายเสียทั้งหมด ต่อให้มีมากมายเพียงใดก็ต้องถูกถลุงจนเกลี้ยง บัดนี้อย่าว่าแต่ร้อยตำลึงเลย ต่อให้ต้องล้วงคืนให้แค่หนึ่งตำลึงเงินก็เป็นเรื่องยากแล้ว
คนผู้นั้นหัวเราะเสียงเย็นชา “ผู้เฒ่าเวินพูดจาน่าขันนัก พันตำลึง หากน้อยไปตำลึงเดียวก็ทิ้งนิ้วของบุตรชายไว้ที่นี่เถิด”