คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 10 แบไต๋ ตอนที่ 11

#11บทที่ 10 แบไต๋

ตอนที่ 10 แบไต๋

“อะไรนะ” เวินผิงสีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน แววตาที่ใช้มองคนผู้นั้นราวกับมีไฟลุกโชน “เหตุใดพวกเจ้าไม่ไปปล้นเลยเล่า!”

คนผู้นั้นเอ่ยอย่างใจเย็น “ผู้เฒ่าเวินอย่าโกรธไปเลย โมโหไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้”

เสียงเล็กแหลมกระซิบเบาๆ จากสักที่ “ปล้นเงินที่ไหนจะได้เร็วขนาดนี้”

เวินผิงฟังชายผู้นั้นพูดก็เจ็บจี๊ดไปทั้งหัวใจ หายใจอย่างยากลำบาก “ข้า...ข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น”

“ไม่มีหรือ” คนผู้นั้นเก็บรอยยิ้ม แผ่รังสีสังหารออกมา “รออะไรอยู่อีกเล่า รีบจัดการตัดนิ้วบุตรชายของเขาสิ!”

ลูกน้องขานรับแล้วง้างมีดอีโต้ขึ้นเตรียมฟันลงไป

“อ๊ากกก...”

“รอเดี๋ยวก่อน!” เสียงร้องของเวินผิงดังขึ้นพร้อมเสียงร้องโหยหวนของชายหนุ่ม

ชายหนุ่มตะแคงร่างพิงกำแพงแล้วค่อยๆ ไถลตัวลงไปกองบนพื้น

เวินผิงพุ่งไปหาด้วยใบหน้าซีดเผือด “อวิ๋นเอ๋อร์ อวิ๋นเอ๋อร์เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

เวินอวิ๋นปิดตาทั้งสองข้าง ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ

“สัตว์เดียรัจฉานอย่างพวกเจ้ารอข้าก่อนเถิด ต่อให้ตายกันไปข้าง ข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าอยู่อย่างเป็นสุขแน่” เวินผิงลุกขึ้นยืน

คนผู้นั้นหัวเราะร่า “ผู้เฒ่าเวินอย่าร้อนใจไป บุตรชายของท่านก็แค่ตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น”

เวินผิงแน่นิ่ง เวลานี้ถึงมองไปที่มือของเวินอวิ๋น พอดูมือซ้ายมือขวาก็ค้นพบว่านิ้วทั้งสองข้างยังอยู่ครบ จึงมองไปบนผนังกำแพง

รอยมีดจางๆ ที่ปรากฏอยู่บนนั้นราวกับกำลังหัวเราะความน่าอนาถของเขาอยู่

คนที่ถือมีดอีโต้ในมือหัวเราะเหอะๆ “ผู้เฒ่าเวินรักบุตรชายขนาดนี้ เหตุใดถึงยังอาลัยอาวรณ์เงินตำลึงอันน้อยนิดอีกเล่า”

“น้อยนิดหรือ หนึ่งพันตำลึงเชียวนะ!” พอพูดถึงเรื่องเงิน เวินผิงที่ตกใจจนวิญญาณแทบออกจากร่างก็กลับมามีสติอีกครั้ง

คนที่เป็นหัวโจกขยับเข้ามาหาเขาก้าวหนึ่ง บนใบหน้าไร้ซึ่งความปรานีใดๆ “ผู้เฒ่าเวิน เมื่อครู่ให้โอกาสท่านครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งหน้ามีดอีโต้จะไม่เฉาะลงบนผนังนั้นอีก ท่านไปตรึกตรองดูเถิด จะคืนเงินหรือจะทิ้งนิ้วของบุตรชายของท่านไว้ที่นี่”

“คือ...คือลดลงบ้างไม่ได้หรือ” ในที่สุดเวินผิงก็รู้สึกถึงการรับมือยากของคนพวกนี้ น้ำเสียงจึงอ่อนลง

เสียนิ้วไปข้างหนึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่เขาจะตอบคำถามต่อหน้านายท่านได้อย่างไร

พอถึงตอนนั้น เรื่องที่เขาทำเพื่อช่วยไถ่หนี้ให้บุตรชายตนอาจจะรั่วไหลออกไปก็ได้!

เขาจะเสี่ยงอันตรายนี้ไม่ได้

เวินผิงกัดฟันเอ่ย “ข้าไม่ได้มีเงินทองมากมายขนาดนั้น พวกเจ้าให้เวลาข้าสักหน่อย...”

“กี่วัน?” หัวโจกซักไซ้ทันที

“ครึ่งเดือน” แต่พอเห็นสีหน้าบึ้งตึงของพวกเขา เวินผิงก็รีบเปลี่ยนคำพูด “สิบวัน ให้เวลาข้าสิบวัน!”

คนผู้นั้นยื่นออกมาสามนิ้ว “สามวัน หลังจากนี้สามวันเอาเงินมาคืน แล้วค่อยมาพาบุตรชายท่านกลับไป”

“สามวันกระชั้นชิดเกินไป”

“นั่นมันเรื่องของท่าน” คนผู้นั้นโบกมือพลางหันไปสั่งลูกน้อง “เอาตัวเจ้าหนุ่มอวิ๋นไปแล้วดูแลให้ดี”

เวินผิงสีหน้าเปลี่ยน “พวกเจ้าจะเอาบุตรชายข้าไปไหน”

คนผู้นั้นฉีกยิ้ม “ผู้เฒ่าเวินวางใจได้ ภายในสามวันนี้ บุตรชายท่านเป็นดั่งสิ่งล้ำค่าทีเดียว”

พอเห็นบุตรชายของตนเองถูกพวกนั้นลากตัวไป เวินผิงก็สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ชั่ววินาทีนั้นเขาดูชราลงไปมาก

“ผู้เฒ่าเวินต้องเร่งมือหน่อยแล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยขึ้นแล้วเอามือไพล่หลังก่อนจะเดินจากไป

เวินผิงแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่นาน ขาสองข้างที่อ่อนระทวยก้าวเดินออกไปอย่างช้าๆ

พันตำลึง เขาจะรวบรวมเงินพันตำลึงได้จากไหน!

ท่ามกลางความสับสน เขาก็ถูกคนคนหนึ่งขวางทางไว้

หลังจากเวินผิงกลอกตาขึ้นมองก็เห็นคนที่ขวางทางเขาไว้อย่างชัดเจน

“เป่าจู”

“คุณหนูรอท่านอยู่ที่โรงน้ำชาด้านหน้า” เป่าจูทิ้งไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

เวินผิงชะงักอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งแล้วรีบไล่ตามไป “เป่าจู คุณหนูร้องเรียกหาข้าด้วยอะไร”

เป่าจูมองไปทางบ่อนเชียนจินแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “ไม่รู้สิ คุณหนูเรียกหาท่าน ท่านแค่ไปหาก็พอ”

เวินผิงสังเกตเห็นท่าทีของเป่าจู ใจพลันกระตุกวาบ

คุณหนูรองรู้เรื่องที่บุตรชายของเขามาบ่อนพนันอย่างนั้นหรือ

พอตระหนักเรื่องนี้ขึ้นได้ หัวใจของเขาก็ดิ่งวูบ เดินตามเป่าจูไปโรงน้ำชาด้วยเท้าอันหนักอึ้ง

ภายในห้องส่วนตัว สาวน้อยในชุดสีเขียวกำลังเท้าคางเหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยอย่างผ่อนคลาย

“คุณหนู ผู้ดูแลเวินมาแล้วเจ้าค่ะ”

เวินผิงเดินเข้ามาทำความเคารพ “ไม่ทราบว่าคุณหนูรองเรียกบ่าวมาด้วยเรื่องอะไรหรือขอรับ”

เวินเห่ามองไปทางเวินผิงด้วยสายตาราบเรียบ พอเห็นเขาลนลานขึ้นมานางก็ยกยิ้ม “ข้าก็คิดว่าเหตุใดวันนี้ผู้ดูแลเวินถึงรีบร้อนเช่นนั้น ที่แท้ก็มาไถ่ตัวคนที่บ่อนนี่เอง”

เวินผิงสีหน้าเปลี่ยนในทันใด มองเวินเห่าด้วยท่าทีตื่นตระหนก

เขาพอเดาได้อยู่แล้วว่าคุณหนูรองต้องเรียกเขามาด้วยเรื่องบ่อนพนันแน่นอน แต่นึกไม่ถึงว่าคุณหนูรองจะพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้

ครั้งวัยหนุ่มเขาเป็นบ่าวรับใช้ยามศึกษาตำราของนายท่าน อีกทั้งในจวนตระกูลเวินอันยิ่งใหญ่ยังมีเขาเป็นบ่าวเพียงหนึ่งเดียวที่ติดตามมาจากบ้านเกิด แม้แต่ฮูหยินยังต้องไว้หน้าเขา คุณหนูรองหมายความว่าอย่างไรกัน

เวินเห่ายกชาขึ้นมาจิบแต่ไม่ได้บอกให้เวินผิงนั่งลง

เวินผิงยิ่งเดาทางไม่ถูก “คุณหนูรอง บ่าวมีธุระต้องกลับจวน...”

เวินเห่าวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เอ่ยพลางยิ้มบาง “กลับไปรวบรวมเงินน่ะหรือ”

เวินผิงสีหน้าเปลี่ยนอีกครั้ง

“ภายในสามวัน เงินตั้งหนึ่งพันตำลึงคงหาไม่ได้ง่ายๆ กระมัง”

“คุณหนูรองอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา...”

เวินเห่าคร้านจะพูดให้มากความ เอ่ยเสียงเรียบ “เป่าจู...”

เป่าจูยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อล้วงหยิบตั๋วเงินฟ่อนหนึ่งตบลงบนมือของเวินผิง

เวินผิงกำตั๋วเงินไว้ในมือ น้ำเสียงเปลี่ยน “คุณหนูรองนี่หมายความว่าอย่างไรขอรับ”

“เป่าจู เจ้าไปเฝ้าด้านนอกประตูก่อน”

รอกระทั่งเป่าจูออกไปแล้ว เวินเห่าถึงเข้าประเด็น “ผู้ดูแลเวิน พวกเรามาคุยเรื่องที่ท่านพ่อมอบหมายให้เจ้ากันดีกว่า”

เวินผิงยังตั้งรับไม่ทันไปชั่วขณะ “คุณหนูรองหมายถึง...”

เวินเห่าคลี่ยิ้ม “ก็เรื่องที่ให้เจ้าโกหกว่าแต่งงานกับสตรีคนนั้นก่อนที่จะเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไรเล่า”

ประโยคนี้ดั่งเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง เวินผิงเบิกตากว้าง แววตาที่มองเวินเห่าราวกับเจอผีอย่างไรอย่างนั้น

เวินเห่าเองก็ไม่รีบร้อน ก้มหน้าดื่มชาอีกอึกหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เวินผิงถึงเปล่งเสียงออกมาได้เสียที “คุณ...คุณหนูรอง ท่านไปฟังคำเหลวไหลนี้มาจากที่ใดขอรับ”

เวินเห่าสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าขอแนะนำให้ผู้ดูแลเวินคิดถึงเรื่องเงินพันตำลึงเอาไว้แล้วค่อยพูด”

เวินผิงราวกับถูกบีบคอ ไร้เสียงไปชั่วขณะ ในสมองเริ่มฟุ้งซ่าน

คุณหนูรองรู้เรื่องชิงฮูหยินได้อย่างไร แม้กระทั่งยังรู้เรื่องที่นายท่านมอบหมายให้เขาทำอีกด้วย

หรือเขากำลังเจอผีเข้าแล้วจริงๆ

เสียงของเด็กสาวดังขึ้นอย่างแผ่วเบา “สุดท้ายก็น้ำลดตอผุด ผู้ดูแลเวินคิดว่าประโยคนี้เหมาะสมหรือไม่เล่า”

เวินผิงใบหน้าซีดเผือด สวยน้อยที่หน้าตางดงามจิ้มลิ้มกลับดูดุดันขึ้นมาในสายตาเขา

เขา...เขาอาจจะเจอผีเข้าจริงๆ แล้วก็ได้!

“คุณหนูรอง...ท่านจะเอาอย่างไรขอรับ” ทั้งความตกใจที่บ่อนพนันก่อนหน้านี้ บวกกับท่าทีผิดปกติของเวินเห่า ทำเอาคนที่นิ่งสุขุมในยามปกติอย่างเวินผิงลนลานจนมือไม้อยู่ไม่สุข

“ไม่ใช่ว่าข้าจะเอาอย่างไร แต่เป็นผู้ดูแลเวินจะเอาอย่างไรต่างหาก เวินเห่ามองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ผู้ดูแลเวินจะรับตั๋วเงินนี้ไว้แล้วเป็นคนดียอมพูดความจริง หรือจะช่วยคนเลวทำชั่วพูดจาโกหกหน้าตาย แล้วรอสามวันหลังจากนี้ก็เก็บศพเวินอวิ๋นดีเล่า”

“เก็บศพ?” ผู้ดูแลเวินรูม่านตาหดเล็กลง ร้องเสียงหลงออกมา

เวินเห่ายกมือขึ้นมาคลำปิ่นดอกท้อบนศีรษะ เอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใส “ว่ากันว่าหากมีเงินก็ทำได้ทุกอย่าง พวกเขายังตัดนิ้วของเวินอวิ๋นได้เพียงเพราะเงินพันตำลึง เช่นนั้นหากข้าออกเงินสักหมื่นตำลึง...น่าจะพอเอาชีวิตเขาได้กระมัง”

“คุณหนูรอง ท่าน...”

เวินเห่าถอดปิ่นดอกท้อบนศีรษะด้วยสีหน้าเย็นเยียบ จากนั้นก็ตบโต๊ะ “ผู้ดูแลเวิน เจ้าก็รู้ว่าข้าหาเงินหมื่นตำลึงได้ อ้อ ใช่แล้ว แถมข้ายังรู้อีกเรื่องหนึ่งด้วยนะ”

devc-75d0bbbd-32992คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 10 แบไต๋ ตอนที่ 11