คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 14 ซื่อจื่อมีโรคหัวใจ ตอนที่ 15
ตอนที่ 14 ซื่อจื่อมีโรคหัวใจ
สะใภ้หลินส่งตัวสาวใช้ไปตามสืบข่าวแล้วพาบุตรสาวทั้งสองเข้าจวนไปหาฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตระเตรียมอะไรไว้เป็นพิเศษ ในเมื่อบุตรสาวอยู่ใกล้แถมมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยๆ แต่ต่อให้มาบ่อย พอนางได้เจอบุตรสาวและหลานสาวก็ยังดีใจมากเหมือนเคย
“สองวันนี้ท่านแม่นอนหลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
“นอนหลับสบายดี” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจบุตรสาว ดึงมือของเวินเห่ามากุมไว้ “อาเห่าเท้าหายเจ็บหรือยัง”
“ท่านยายไม่ต้องกังวลไป เท้าหลานหายนานแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี วันหลังก็ระวังตัวให้มากหน่อย อย่าปีนป่ายพวกกำแพงสูงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะร่าพลางเอ่ยกำชับ ดวงตาเองก็จับจ้องเวินเห่าอย่างไม่ละสายตา
อาเห่าเรียกท่านยายเช่นนี้ช่างไพเราะนัก
สะใภ้หลินทนดูไม่ไหว “ท่านแม่ ท่านจะจ้องอาเห่าจนออกดอกเลยหรืออย่างไร”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองค้อน “หลานสาวของข้า ข้าจะมองนานเท่าไรก็ได้”
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านแม่จะมองข้านานเช่นนี้เลย”
ฮูหยินผู้เฒ่ากลอกตามองบน “ตอนเด็กๆ เจ้าดีแต่ยั่วโมโหข้า น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนฉานเอ๋อร์กับอาเห่าเสียเมื่อไร”
นึกถึงตอนนั้นที่ตาเฒ่าเป็นราชันย์แห่งภูผา นางเป็นเพียงนายหญิงของหมู่บ้าน บุตรสาววิ่งเล่นเข้านอกออกในไม่เว้นวัน แถมมีโอกาสได้ออกปล้นเพื่อสะสมประสบการณ์ด้วยครั้งหนึ่ง
แต่คิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาโกลาหลนั้น ตาเฒ่าจะจับพลัดจับผลูขึ้นเป็นติ้งกั๋วกง นางกลายเป็นฮูหยินของกั๋วกง จากเด็กสาวแก่นแก้วก็กลายเป็นบุตรสาวตระกูลผู้สูงศักดิ์
แต่นางรู้มาโดยตลอดว่าตระกูลพวกเขาแตกต่างจากตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีอย่างสิ้นเชิง บุตรสาวที่สูงศักดิ์ผู้นี้กับบุตรสาวที่สูงศักดิ์คนอื่นไม่เหมือนกัน
รอกระทั่งบุตรสาวเติบโตจนอายุต้องออกเรือน สุดท้ายก็ต้องตาบัณฑิตจิ้นซื่อหน้าใหม่คนหนึ่งเข้า
เดิมทีนางกับตาเฒ่าวางแผนจะจับบุตรสาวแต่งเข้าจวนแม่ทัพใหญ่เหมือนกัน แต่ในเมื่อบุตรสาวตัดสินใจแล้ว สุดท้ายเลยทำได้แค่ตามใจนาง
โชคดีที่ลูกเขยมาจากตระกูลต้อยต่ำ ทางนั้นไม่ได้มีพิธีรีตองมากมายอะไร ไม่จำเป็นต้องให้บุตรสาวของพวกตนปรับเปลี่ยนนิสัยแก่นแก้วเพื่อให้เป็นภรรยาตามครรลองคลองธรรม
ลูกเขยยังมีข้อดีมากอีกข้อหนึ่งซึ่งก็คือความหล่อเหลา นางถึงได้มีหลานสาวใบหน้างดงามดั่งบุปผาถึงสองคน
พอนึกถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันของบุตรสาวและลูกเขยในหลายปีมานี้ บวกกับหลานสาวที่ได้อย่างใจหวัง ความกังวลในปีนั้นของฮูหยินผู้เฒ่าจึงสลายหายไปนานแล้ว
ขณะที่สาวสามวัยพูดคุยกันอย่างออกรส สาวใช้ฟังเฟยที่ได้รับภารกิจอันหนักหน่วงจากสะใภ้หลินก็เดินเข้ามา
“ไปตามสืบมาได้หรือไม่” สะใภ้หลินรีบถาม
ฮูหยินผู้เฒ่าผุดสีหน้ามึนงง “ไปตามสืบเรื่องใดมาหรือ”
สะใภ้หลินยิ้มกว้าง “ตอนลงรถมาสังเกตเห็นจวนจิ้งอ๋องเปิดประตูใหญ่ จากนั้นก็เห็นผู้เฒ่าชราสวมชุดธรรมดาคนหนึ่งถูกคนพาเดินเข้าไป ลูกแปลกใจสถานะของผู้เฒ่าคนนั้นมากเลยให้ฟังเฟยไปตามสืบมาเจ้าค่ะ”
ประตูใหญ่ของจวนผู้มีอำนาจจะไม่เปิดให้ใครง่ายๆ ปกติเดินเข้าออกจะใช้แต่ประตูเล็กด้านข้าง
“นิสัยเด็กๆ เช่นนี้ของเจ้าเมื่อไรจะแก้ได้เสียที” ฮูหยินผู้เฒ่าเอือมระอาเต็มที
สะใภ้หลินชี้ไปทางเวินเห่าพลางกลั้วหัวเราะ “อาเห่าก็แปลกใจเหมือนกันเจ้าค่ะ”
เมื่อถูกมารดาลากเข้าไปกะทันหันเช่นนั้น ทำเอาเวินเห่าพูดไม่ออกได้แต่อ้าปากพะงาบๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดแก้ต่างให้ “อาเห่ายังเด็ก ย่อมอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา”
สะใภ้หลินพ่นลมใส่ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปจับจ้องร่างของฟังเฟย
ฟังเฟยรีบกล่าวรายงาน “เป็นหมอชื่อดังที่จวนจิ้งอ๋องตั้งใจเชิญมาดูอาการให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อโดยเฉพาะเจ้าค่ะ”
สะใภ้หลินใจหายวาบขึ้นมากะทันหัน “จิ้งอ๋องซื่อจื่อเป็นอะไรไป”
“เห็นบอกว่าเมื่อหลายวันก่อนจู่ๆ ก็เจ็บหน้าอกขึ้นมา หมอดังท่านนี้ถนัดการรักษาด้านนี้ ไม่ง่ายเลยกว่าจวนจิ้งอ๋องจะเชิญตัวมาจากนอกเมืองได้”
สะใภ้หลินได้ยินเช่นนั้นก็โมโห “จวนจิ้งอ๋องทำเกินไปแล้ว!”
ฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองสะใภ้หลินอย่างไม่เห็นด้วยนัก “ลูกเขาป่วย เชิญหมอหายามาแปลกตรงไหน ทำเกินไปอะไรกันเล่า”
“ท่านแม่คงไม่รู้...” ขณะที่สะใภ้หลินกำลังจะเล่า นางถึงนึกได้ว่าบุตรสาวคนโตเองก็อยู่ด้วย
“รู้เรื่องใด”
สะใภ้หลินมีนิสัยเปิดเผย เมื่อคิดๆ ดูแล้วบุตรสาวคนโตของตนเองเป็นคนสุขุมเยือกเย็น นางจึงพูดออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ “เมื่อหลายวันก่อนคนของจวนจิ้งอ๋องมาลองถามหยั่งเชิงข้าเพื่อสู่ขออาเห่าให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อ”
“จิ้งอ๋องซื่อจื่อจะสู่ขออาเห่าอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าตกใจจนทำถ้วยชาในมือตกลงพื้น “ต่อให้สู่ขอก็ควรสู่ขอฉานเอ๋อร์สิ”
ฉานเอ๋อร์เป็นพี่สาว โตกว่าอาเห่าถึงสองปี
เวินฉาน “...”
สะใภ้หลินหายใจเร็วถี่ “ท่านแม่ เรื่องสู่ขอสำคัญด้วยหรือ เรื่องที่สำคัญกว่าก็คือจวนจิ้งอ๋องไร้คุณธรรม คิดจะสู่ขอสาวน้อยตระกูลเราให้บุตรชายขี้โรคเช่นนั้นต่างหาก!”
“ไร้คุณธรรมจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าในใจลอบตรวจสอบรูปร่างหน้าตาและอารมณ์นิสัยอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง จากนั้นก็อดเสียดายไม่ได้ “เมื่อก่อนได้ยินเพียงว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อร่างกายอ่อนแอ ไม่เคยได้ยินว่าเป็นโรคหัวใจเลยนี่นา”
สะใภ้หลินพยักหน้าไม่หยุด “ใช่เจ้าค่ะ ตอนที่ข้าเพิ่งได้ยินมาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ยังดีที่อาเห่าเตือนข้าก่อน โชคดีที่อาเห่าคิดถี่ถ้วนถึงรู้ว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อเป็นโรคหัวใจ”
เวินเห่า “...”
ตนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
จิ้งอ๋องซื่อจื่อเป็นโรคหัวใจด้วยหรือ
นางจำได้ว่าอีกไม่นานจิ้งอ๋องซื่อจื่อก็จะออกจากจวนไปไกล แต่ไหนเลยสองสามีภรรยาจิ้งอ๋องจะอนุญาตให้บุตรชายที่เพิ่งเรียกหมอชื่อดังมาดูอาการเช่นนี้รอนแรมเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย
หรือจะบอกว่าหมอชื่อดังผู้นั้นมีฝีมือแกร่งกล้าจนรักษาโรคหัวใจของจิ้งอ๋องซื่อจื่อหายดีเป็นปลิดทิ้ง
หากเป็นเช่นนั้น...ดวงตาเวินเห่าพลันลุกวาว
ท่านยายไฟโทสะสุมอกจนล่วงลับ บางทีอาจมีโรคหัวใจแฝงอยู่แล้ว หากเชิญตัวหมอผู้นั้นมาตรวจดูอาการสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
ขณะที่เวินเห่ากำลังครุ่นคิด สะใภ้หลินก็พูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ท่านแม่เองก็บ่นว่าเจ็บหัวใจอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ จวนจิ้งอ๋องเชิญหมอชื่อดังมาพอดี รอหมอผู้นั้นตรวจอาการจิ้งอ๋องซื่อจื่อเสร็จเมื่อไร พวกเราค่อยเชิญหมอผู้นั้นมาตรวจอาการของท่านแม่ดูจะดีกว่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมืออย่างไม่เห็นด้วย “ไม่ต้องหรอก คนเราพอแก่ลงก็เลี่ยงที่จะเจ็บตรงหัวใจและหายใจถี่กระชั้นไม่ได้ ปกติหมอที่มาตรวจดูอาการข้าก็ไม่เห็นว่าอะไร”
มือหนึ่งยื่นออกไปกระตุกแขนเสื้อนาง
“ท่านยาย ให้หมอชื่อดังผู้นี้ตรวจดูอาการท่านยายหน่อยเถิดนะเจ้าคะ”
สาวน้อยพวงแก้มอวบอิ่มดั่งทารกน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสุกใสเต็มไปด้วยความกังวลและเว้าวอน
ฮูหยินผู้เฒ่าพลันใจอ่อนยอมตอบตกลง
เพราะอาเห่าเป็นใบ้แต่กำเนิด เดิมทีก็อ่อนไหวมากกว่าหญิงสาวคนอื่นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นอย่าทำให้นางเป็นห่วงเลยจะดีกว่า
สะใภ้หลินบ่นว่ามารดาลำเอียง แต่พอเห็นจวนจิ้งอ๋องให้ความสำคัญกับหมอท่านนั้น นางเลยไปจวนจิ้งอ๋องด้วยตนเอง
เวลานี้หมอชื่อดังกำลังตรวจดูชีพจรให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อฉีซั่ว
“หมอเทวดา ซั่วเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”
“คือว่า...” หมอจูมองไปทางฉีซั่วด้วยท่าทีนิ่งขรึม
ฉีซั่วเองก็มองเขาอย่างเงียบๆ เช่นกัน
พอเห็นหมอจูไม่เปิดปากสักที พระชายาจิ้งก็ร้อนใจขึ้นมา “หมอเทวดาบอกมาเถิด ข้ารับได้ คงไม่ใช่ว่า...”
ไม่ไหว นางแทบจะเป็นลมแล้ว!
จิ้งอ๋องรีบประคองร่างที่โงนเงนไปมาของพระชายาจิ้ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างมาก “หมอเทวดาลองตรวจดูให้ละเอียดอีกที ซั่วเอ๋อร์...ซั่วเอ๋อร์คงไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉีซั่วกระแอมไอเสียงเบา
ท่ามกลางความเงียบจนแทบหยุดหายใจ ในที่สุดหมอจูก็เปิดปากเอ่ยขึ้นว่า “โรคหัวใจของซื่อจื่อ...ไม่ถือว่าร้ายแรงนัก”
พระชายาจิ้งไม่เชื่อ “หากไม่ร้ายแรง แล้วเหตุใดหมอเทวดาถึงอ้ำๆ อึ้งๆ เล่า”
หมอจูเหลือบมองฉีซั่วด้วยแววตาลึกล้ำ
ชายหนุ่มนั่งนิ่งพลางทำหน้าไร้เดียงสา
“กระหม่อมก็แค่ระมัดระวัง ไม่อาจวินิจฉัยซี้ซั้วได้”
“เช่นนั้นก็ดีๆ” พระชายาจิ้งผ่อนลมหายใจก่อนจะถามขึ้นมาอีกว่า “ในเมื่อเป็นโรคหัวใจ ต่อให้ไม่ร้ายแรงแต่ก็จะมองข้ามไม่ได้ หมอเทวดาโปรดชี้แนะทีว่าควรดูแลเช่นไร”
หมอจูลูบเครายาวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย “พระชายากังวลบ้างดีแล้ว โรคหัวใจเกิดจากการคิดมากจนเลือดในกายไหลเวียนไม่คล่อง เดี๋ยวกระหม่อมจะเขียนตำรับยาให้ วันหลังให้กินยาตามนี้ อีกเรื่องก็คือพยายามอย่าขัดใจเขามากก็พอ”
“อย่าขัดใจ?” พระชายาจิ้งจับใจความสำคัญได้
เรื่องหยูกยาพวกนั้นนางคงไม่เข้าใจ แต่เรื่องห้ามขัดใจนี้นางยังพอทำได้