คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 15 เปลี่ยนแปลง ตอนที่ 16
ตอนที่ 15 เปลี่ยนแปลง
หมอถูกเชิญตัวไปพักผ่อน แต่พระชายาจิ้งยังคงกลัดกลุ้มใจไม่หาย “ซั่วเอ๋อร์อายุยังน้อย เหตุใดถึงเป็นโรคหัวใจได้นะ”
“เสด็จแม่อย่าเป็นกังวลไปเลย หมอเทวดาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าลูกไม่เป็นอะไรมาก”
“โรคหัวใจยังไม่นับว่าเป็นอะไรมากอีกหรือ” พระชายาจิ้งสาดสายตาคมกริบไปทางจิ้งอ๋อง “เป็นเพราะความคิดในตอนนั้นของเสด็จพี่ มิเช่นนั้นซั่วเอ๋อร์คงไม่อัดอั้นจนเป็นโรคหัวใจเช่นนี้หรอก”
จิ้งอ๋องเผยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ “เหตุใดถึงพานไปถึงตอนนั้นได้เล่า”
“ก็เสด็จพี่บอกว่าหลังเข้าเมืองหลวงมาต้องระมัดระวังตัวเลยให้ซั่วเอ๋อร์ของเราแกล้งป่วยไม่ใช่หรือ”
พอพระชายาจิ้งเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็หงุดหงิดใจ
ตอนอยู่เมืองเหนือ ซั่วเอ๋อร์สวมชุดงามสง่า โบยบินอย่างห้าวหาญ เคยสังหารพวกคนเถื่อนตั้งแต่อายุสิบขวบ แต่พอเข้าเมืองหลวงมากลับกลายเป็นคนขี้โรคในสายตาคนอื่น
คนเป็นแม่อย่างนาง มองเห็นกับตา เจ็บไปถึงหัวใจ คิดอยากกลับทางตอนเหนือไปทั้งครอบครัวให้รู้แล้วรู้รอด
“มีซื่อจื่อของเจ้าเมืองคนอื่นๆ ตั้งมากมาย แต่มีคนใดต้องน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนซั่วเอ๋อร์บ้าง” พระชายาจิ้งเอ่ยพร้อมขอบตาแดงก่ำ
อายุที่ควรโบยบินอย่างห้าวหาญในเดิมทีกลับต้องซุกตัวอยู่แต่ในจวนทุกวันแล้วจะไม่ตรอมใจจนป่วยได้อย่างไร
“ก็เพราะซั่วเอ๋อร์พิเศษกว่าคนอื่นไม่ใช่หรือ”
พระชายาจิ้งกล่าว “แค่ตอนเกิดมาเป็นที่กล่าวขาน ก็มีแค่คนทางเหนือที่พูดกัน มาเมืองหลวงใครเขาจะสนใจเรื่องนี้เล่า”
จิ้งอ๋องยิ้มเจื่อน “พระชายาอย่าโวยวายไปเลย ระวังไว้ก่อนย่อมปลอดภัยแคล้วคลาด ต่อให้คนอื่นไม่สนใจ แต่ไม่ได้รับประกันว่าท่านผู้นั้นจะไม่ระแวง”
ในวันที่ฉีซั่วเกิด บนท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์กลีบเมฆสีรุ้งท่ามกลางแสงสนธยาปกคลุมลงมาที่จวนจิ้งอ๋อง รอจนกระทั่งเขาถูกคลอดออกมาเรียบร้อยแล้วถึงเหตุการณ์ถึงค่อยๆ กลับมาปกติ
คนทางตอนเหนือบอกว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อถูกลิขิตว่าไม่ใช่คนธรรมดา
พอผู้เป็นบิดามารดาได้ยินคำร่ำลือเช่นนั้นก็มีเพียงแต่ความปีติยินดี เพราะในเมื่อทางตอนเหนือมีจิ้งอ๋องเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวจึงไม่มีอะไรต้องพะว้าพะวัง
สิ่งที่แย่ก็คือหลังจากอานอ๋องเข้าเมืองหลวงช่วงชิงบัลลังก์สำเร็จ จากเจ้าเมืองก็กลายเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ในชั่วพริบตา
อานอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้ อ๋องคนอื่นๆ ก็ย่อมเป็นได้เช่นกัน
ฮ่องเต้ไท่อานสืบทอดบัลลังก์อย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงเกิดข้อกังขามากมาย แม้จิ้งอ๋องจะไม่มีความคิดเช่นนั้น แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้ฮ่องเต้จะไม่ทรงหวาดระแวง
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่อย่าทะเลาะกันเลย มิเช่นนั้นลูกจะยิ่งตรอมใจมากกว่าเดิม”
ความจริงพระชายาจิ้งก็แค่อยากระบายความอัดอั้นในใจออกมา ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอ่ย “พ่อกับแม่ก็แค่ลับฝีปากเล่นๆ กันเท่านั้น เจ้าอย่าวิตกไปเลย ภารกิจของเจ้าตอนนี้ก็คือรักษาตัวด้วยจิตใจสุขสงบ รีบรักษาตัวให้หายในเร็ววันถึงจะเป็นความกตัญญูอันยิ่งใหญ่ ”
“เมื่อหลายวันก่อนเสด็จแม่ให้ลูกไปจวนท่านยายเพื่อไปรับน้องหญิงเข้าเมือง...”
พระชายาจิ้งโบกมือ “ให้น้องรองของเจ้าไปก็ได้แล้ว เขาว่างก็มีแต่จะกินดื่มเที่ยวเล่นไปวันๆ”
เวลานี้สาวใช้เจินจูก็เดินเข้ามารายงาน “หลินฮูหยินมาเพคะ”
จิ้งอ๋องกับพระชายาจิ้งมองหน้ากัน
“พระชายาเชิญหลินฮูหยินมาหรือ”
“เปล่านะเพคะ”
“หรือตระกูลเวินจะนึกเสียใจ” จิ้งอ๋องมองไปทางฉีซั่วแวบหนึ่ง
ชายหนุ่มก้มหน้าลงพร้อมท่าทางสบายๆ
จิ้งอ๋องแค่นเสียงออกมา
บุตรชายของเขามากความสามารถขนาดนี้แต่กลับถูกปฏิเสธ ทว่าตอนนี้กลับมาคิดได้แล้ว
พระชายาจิ้งกับจิ้งอ๋องคิดไปในทิศทางเดียวกัน เลิกคิ้วพร้อมแค่นเสียง “หม่อมฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าตระกูลเวินต้องนึกเสียใจภายหลัง เพียงแต่ครั้งนี้อย่าหวังว่าเราจะยอมง่ายๆ เลย”
“ซั่วเอ๋อร์คิดเช่นไรบ้าง” จิ้งอ๋องมองไปทางฉีซั่ว
ฉีซั่วคลี่ยิ้ม “เสด็จพ่อและเสด็จแม่จัดการตามสมควรเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นปฏิเสธไปดีหรือไม่” จิ้งอ๋องลองถามหยั่งเชิง
“หากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ไม่พอใจ ปฏิเสธไปก็ได้”
จิ้งอ๋องจับสังเกตพิรุธบนใบหน้าอันเรียบเฉยของบุตรชายไม่ได้เลยสักนิด เขาจึงอดถามพระชายาจิ้งถึงคำที่นางเคยพูดในวันนั้นด้วยความงุนงง “พระชายาบอกว่าซั่วเอ๋อร์มีใจให้แม่นางรองเวินไม่ใช่หรือ”
พระชายาจิ้งลอบหยิกจิ้งอ๋องไปทีหนึ่ง “หม่อมฉันบอกว่าซั่วเอ๋อร์มีใจให้แม่นางรองเวินเมื่อไรกัน ซั่วเอ๋อร์แค่ชอบความงามของนางก็เท่านั้น”
ฉีซั่ว “?”
สะใภ้หลินรอที่โถงดอกไม้จนดื่มชาหมดไปถ้วยหนึ่งค่อยเห็นพระชายาจิ้งโผล่มา
“ปล่อยให้หลินฮูหยินรอนานแล้ว”
สะใภ้หลินมาขอความช่วยเหลือ นางจึงยิ้มแย้มด้วยท่าทีกระตือรือร้น “พระชายาคงกำลังวุ่นๆ หม่อมฉันมารบกวนท่านแล้ว”
“เชิญหลินฮูหยินดื่มชาก่อน” พระชายาจิ้งยกชาขึ้นจิบเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างสำรวม “ไม่รู้ว่าหลินฮูหยินมาด้วยเรื่องอะไร”
“คืออย่างนี้เพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าทางจวนอ๋องได้เชิญหมอชื่อดังมาท่านหนึ่ง...”
พระชายาชะงักไป
นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไว้เลย
ตระกูลเวินไม่ได้มาคุยเรื่องแต่งงานใหม่หรอกหรือ
เมื่อเห็นพระชายาจิ้งไม่พูดไม่จา สะใภ้หลินก็ใจกระตุก
จวนจิ้งอ๋องคงไม่ได้ใจคับแคบขนาดจะไม่แบ่งหมอเทวดาให้เพียงเพราะปฏิเสธเรื่องการแต่งงานหรอกกระมัง
หลังจากตกอยู่ในความเงียบอย่างกระอักกระอ่วนใจไประยะหนึ่ง พระชายาจิ้งก็ดึงสติกลับมา “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
ถึงแม้การเชิญหมอมาใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตจนใครเห็นไม่ได้ แต่คนในจวนอ๋องเองปากก็มีหูรูด แล้วสะใภ้หลินรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
เมื่อเห็นพระชายาจิ้งตอบคำถามแบบขอไปที นางก็รีบพูดขึ้นมาอย่างไม่ไว้มาด “พระชายาจิ้ง พูดตามตรงนะเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้ก็เพื่อมาขอร้องท่าน”
“หลินฮูหยินกล่าวเช่นนี้หมายความเช่นไร”
สะใภ้หลินปาดหยดน้ำจากหางตา “หลังจากท่านพ่อเสียไป ท่านแม่ก็เศร้าหมอง ระยะนี้มักมีอาการเจ็บหน้าอกบ่อยครั้ง ได้ยินมาว่าหมอชื่อดังที่จวนอ๋องเชิญมาถนัดด้านนี้ หม่อมฉันเลยตั้งใจมาขอร้องพระชายาให้หมอเทวดาผู้นี้ไปตรวจอาการท่านแม่ของหม่อมฉันดูสักครั้ง”
พระชายาจิ้งผิดหวังอย่างหนัก
ที่แท้หลินฮูหยินมาหาถึงจวนก็เพราะเรื่องนี้
ถึงแม้นางจะคับข้องใจ ทว่านางไม่มีทางทำให้อีกฝ่ายลำบากใจเพราะเรื่องนี้ “เจินจู เจ้าไปเชิญหมอเทวดาตามหลินฮูหยินไปจวนแม่ทัพ”
“ขอบพระทัยพระชายามากเพคะ” นางพลันรู้สึกว่าพระชายาจิ้งมีเมตตาและใจกว้าง ความเกรี้ยวโกรธที่มาสู่ขอบุตรสาวตนให้บุตรชายขี้โรคพลอยคลายลงไปบ้าง
ผ่านไปไม่นานหมอจูก็ถือกล่องยาเดินตามเจินจูมา จากนั้นก็เดินตามสะใภ้หลินไปยังจวนแม่ทัพ
พอสะใภ้หลินจากไป พระชายาจิ้งก็สีหน้าเคร่งขรึม สั่งให้ผู้ดูแลไปตามสืบว่าข่าวคราวรั่วไหลไปได้อย่างไร
ผู้ดูแลสืบความได้อย่างรวดเร็ว รีบเข้ามารายงาน “บ่าวเฝ้าประตูเป็นคนพูดพ่ะย่ะค่ะ”
“ตลอดที่หลายปีนี้ผู้เฒ่าหวังนับว่ารู้ความอยู่บ้าง เหตุใดถึงทำเรื่องผิดพลาดเช่นนี้ได้เล่า”
ผู้ดูแลเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
พระชายาขมวดคิ้ว “มีอะไรก็พูดมา”
“บ่าวเฝ้าประตูบอกว่า...ซื่อจื่อเป็นคนสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาจิ้งตกใจก่อนจะเดินไปหาฉีซั่ว
“เสด็จแม่มาได้อย่างไร”
พระชายาจิ้งกวาดตามองบุตรชายแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าแจ่มใสของเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “หลินฮูหยินมาหาถึงจวน ที่แท้ก็เพื่อมาเชิญตัวหมอเทวดาให้ไปดูอาการฮูหยินผู้เฒ่า”
“ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” ฉีซั่วทำหน้าแปลกใจ
“ซั่วเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงสั่งให้บ่าวเฝ้าประตูบอกคนอื่นเรื่องที่เจ้าเชิญหมอมาตามอำเภอใจเช่นนั้น”
ฉีซั่วเม้มปากบาง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบอก “เรื่องที่ลูกป่วยครั้งก่อนก็เมื่อแปดปีที่แล้ว ถึงเวลาที่ควรเตือนความจำทุกคนบ้าง ลูกถึงได้สั่งบ่าวเฝ้าประตูว่าหากมีคนมาถามก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง”
พระชายาจิ้งถอนหายใจ จากความสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นความใจอ่อน จากนั้นก็บ่นพึมพำต่ออย่างอดไม่ได้ “หลินฮูหยินอยากรู้อยากเห็นเสียจริง เห็นหมอเทวดาเข้าจวนมายังส่งคนมาถามข่าวคราวโดยเฉพาะ”
“นั่นน่ะสิ” ฉีซั่วอมยิ้มบาง
ทางฝั่งจวนแม่ทัพ หมอจูตรวจดูชีพจรให้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างละเอียด จากนั้นก็เจอปัญหาเข้าจริงๆ
สะใภ้หลินเริ่มนึกหวาดกลัวขึ้นมา “โรคหัวใจของท่านแม่ร้ายแรงหรือไม่”
“โรคของฮูหยินผู้เฒ่าเกิดจากเลือดคลั่งอุดตัน หากไม่ทำให้เลือดไหลเวียนให้คล่องได้ทันเวลาอาจจะก่อให้เกิดผลตามมาที่ร้ายแรง ยาลูกกลอนทองที่ข้าปรุงขึ้นมามีผลดีต่อการรักษาโรคนี้ กินสามเม็ดเช้าเย็น...” หมอจูบอกรายละเอียดอย่างเป็นการเป็นงาน
เวินเห่าฟังหมออย่างเงียบเชียบ อาการป่วยของท่านยายโชคดีที่ตรวจเจอได้ทันเวลา ทว่าความคลางแคลงใจของนางกลับยิ่งมากขึ้น
ตกลงมีตรงไหนที่เปลี่ยนไปกันแน่ หมอชื่อดังที่ไม่เคยปรากฏตัวกลับโผล่มาที่จวนแม่ทัพ?
ทันใดนั้นชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของนางอย่างช้าๆ