คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 16 ร้องเรียกค่าทำขวัญ ตอนที่ 17
ตอนที่ 16 ร้องเรียกค่าทำขวัญ
ทุกอย่างมีความเกี่ยวพันกับจวนจิ้งอ๋อง แถมไม่ใช่สถานที่เดียวกันกับเมื่อชาติก่อน เวินเห่าจึงอดนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ จิ้งอ๋องซื่อจื่อฉีซั่ว
ครอบครัวจิ้งอ๋องย้ายมาอยู่ข้างจวนแม่ทัพเมื่อแปดปีก่อน
ตอนนั้นเวินเห่าอายุแปดขวบ ฉีซั่วอายุสิบเอ็ดขวบ
ในความทรงจำของเวินเห่า จิ้งอ๋องซื่อจื่อผู้นี้ในวัยเด็กเท่าที่รู้จักร่างกายอ่อนแอและเก็บเนื้อเก็บตัว เด็กคนนี้จึงแทบไร้ตัวตนในพื้นที่นี้ไปแล้ว
เพราะเหตุนี้ความทรงจำจึงไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าไร เพียงแค่คนรู้จักกันอย่างผิวเผิน
ตอนนี้นางต้องจับตามองเขามากขึ้นแล้ว
การที่นางเปิดปากพูดได้ทำให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง หรือความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากตัวของจิ้งอ๋องซื่อจื่อกันแน่
หลังจากอยู่กินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่า สะใภ้หลินกลับไม่ได้พาสองพี่น้องกลับจวน แต่อยู่นอนพักผ่อนช่วงบ่ายที่นี่
นี่น่าจะเป็นข้อดีของการเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว นับตั้งแต่สะใภ้หลินแต่งออกเรือนไปจนถึงวันนี้ นอกจากห้องของนางจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ หลังจากเวินฉานและเวินเห่าเกิดมายังมีเรือนในจวนแม่ทัพครอบครองเป็นของตนเองอีกด้วย
ทว่าพอเวินเห่ากลับห้องไปนางก็ไม่คิดอยากนอน ออกคำสั่งกับเป่าจูว่า “ข้าจะไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ ถ้ามีใครมาหาก็บอกไปว่าข้านอนแล้ว”
สวนดอกไม้ในจวนแม่ทัพกว้างขวาง เวลานี้ดอกไม้ผลิดอกงามสะพรั่ง ต้นหญ้าพฤกษางอกงามเขียวขจี
หลังเที่ยงคนในสวนนั้นบางตา เวินเห่าเดินๆ หยุดๆ ทว่านางกลับเดินมาถึงกำแพงที่กั้นระหว่างจวนจิ้งอ๋องโดยไม่รู้ตัว
เดิมทีนางกับจิ้งอ๋องซื่อจื่อไม่ค่อยคุ้นเคยกันนัก หลังจากท่านแม่ปฏิเสธการแต่งงานกับจวนจิ้งอ๋องไป หากจะไปมาหาสู่กันคงน่ากระอักกระอ่วนใจอย่างไม่ต้องสงสัย
เวินเห่าแหงนหน้ามองกำแพงที่ล้อมกั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะย่อร่างกระโดดขึ้นสูง
ช่างมันปะไร คิดมากสู้ลงมือทำไม่ได้ สังเกตการณ์ก่อนค่อยว่ากัน
เด็กสาวเคลื่อนไหวอย่างว่องไวราวกระต่าย เพียงพริบตาเดียวก็กระโดดตัวเบาใช้สองมือเกาะด้านบนกำแพง ทว่ามือกลับคลายออกก่อนจะล้มลงสู่ที่เดิมเหมือนครั้งก่อน
นางแนบตัวชิดติดกับกำแพงพลางสูดลมหายใจเข้าลึก
จิ้งอ๋องซื่อจื่อเป็นบ้าอะไร เหตุใดถึงมาโผล่อีกด้านของกำแพงนี้อีกแล้ว!
เพราะเวินเห่าพูดไม่ได้ตั้งแต่เด็ก นิสัยหัวร้อนจึงถูกขัดเกลาจนดีขึ้น ทว่าเวลานี้นางกลับรู้สึกโมโหอยู่บ้าง
แอบคิดว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อจงใจชัดๆ
แต่พอใช้สติสัมปชัญญะคิดทบทวนดูแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
จิ้งอ๋องซื่อจื่อทำนายชะตารู้ล่วงหน้าได้เสียเมื่อไร เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลานี้นางจะปีนกำแพงอีกครั้ง
โชคดีที่นางปฏิกิริยาว่องไวจึงไม่ทันถูกเห็นเข้า
อีกฝั่งของกำแพง ชายหนุ่มที่ถือตำราในมือเงยหน้าเหลือบมองบนกำแพงที่ว่างเปล่าพร้อมริมฝีปากยกยิ้มบาง
“ซื่อจื่อ ช่วงบ่ายแดดแรง สู้กลับห้องไปดีกว่าขอรับ” ฉังซุ่นบ่าวรับใช้ชายเอ่ยเกลี้ยกล่อม
“แดดในช่วงฤดูใบไม้ผลิกำลังสบาย แถมมีร่มเงาต้นไม้คอยบดบัง” ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะขยับ เขาเอนพิงเก้าอี้โยกไม้สานแล้วอ่านตำราต่อ
ฉังซุ่นยากจะเข้าใจงานอดิเรกของซื่อจื่อจริงๆ
จวนอ๋องที่กว้างขวางเช่นนี้ สถานที่ดีๆ มีเต็มไปหมด เหตุใดซื่อจื่อถึงชอบมานั่งพักอ่านหนังสือตรงนี้นักนะ
“ซื่อจื่อ ท่านระวังแม่นางรองเวินปีนกำแพงตกลงมากระแทกร่างท่านอีกนะขอรับ” เห็นได้ชัดว่าบ่าวรับใช้ยังเป็นกังวลเรื่องที่ซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บในวันนั้น ทว่าไม่ทันสังเกตลมเมฆทะมึนที่ซัดโหมมาเมื่อครู่
ชายหนุ่มเหล่ตามองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเรียบ “อย่าพล่ามให้มาก วันนั้นก็แค่เรื่องบังเอิญ”
“ก็บ่าวเห็นแม่นางรองเวินปีนป่ายกำแพงคล่องแคล่วเสียขนาดนั้น...”
เวินเห่าแนบหูติดกับกำแพง พอได้ยินบทสนทนาระหว่างเจ้านายและบ่าวสองคนก็รู้สึกปั่นป่วนในท้อง
คิดไม่ถึงว่าจะถูกบ่าวชายของจิ้งอ๋องซื่อจื่อดูแคลนเช่นนี้
ส่วนจิ้งอ๋องซื่อจื่อ...นับว่ายังมีคุณธรรมอยู่บ้าง
พอข้างกำแพงไม่มีเสียงดังแว่วมา เวินเห่าจึงเดินย่องไปยังใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนักก่อนจะปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
มีก้านใบคอยบดบัง นางคิดว่าคงสอดส่องดูสถานการณ์ได้อย่างสบายใจแล้ว
อีกฝั่งของกำแพงมีต้นหอมหมื่นลี้อยู่ต้นหนึ่ง จิ้งอ๋องซื่อจื่อกำลังนั่งปิดตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้โยกที่กำลังแกว่งไปมาใต้ต้นไม้ พร้อมตำราเล่มหนึ่งที่กางออกวางอยู่ตรงหน้าเขาอย่างเงียบๆ
ลมวสันตฤดูพัดชายผ้าของชายหนุ่มพลิ้วไหว สงบและงดงาม
เวินเห่านิ่งชะงักไป
ที่แท้อีกฝั่งของกำแพงก็เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของจิ้งอ๋องซื่อจื่อนี่เอง
งานอดิเรกของจิ้งอ๋องซื่อจื่อแตกต่างจากคุณชายตระกูลสูงศักดิ์คนอื่นๆ เท่าที่นางเคยเห็นมาเลย
พอนึกถึงว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย เวินเห่าก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมาไม่น้อย
มีสุขภาพอ่อนแอคงน่าปวดใจไม่น้อย นางเคยสัมผัสมันมาก่อนแล้ว
แต่นี่ก็ไม่อาจคลายความสงสัยที่นางมีต่อจิ้งอ๋องซื่อจื่อได้เลย
จิ้งอ๋องซื่อจื่อถึงขั้นเชิญตัวหมอชื่อดังมา แต่เหตุใดชาติก่อนเขาถึงออกจากจวนรอนแรมไปไกลด้วยเล่า
นางนั่งอยู่บนกิ่งต้นไม้ที่ส่ายไปมาพลางเหม่อมองชายหนุ่มผู้นั้น ทันใดนั้นก็สบเข้ากับดวงตาสีดำขลับโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทำเอาเวินเห่าตกลงมาจากต้นไม้
ถูกเห็นเข้าแล้ว!
นางเตรียมร้องขอความช่วยเหลือ รีบคว้ากิ่งไม้ประคองร่างไว้พลางเลื่อนสายตาหนีราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น แต่พอลอบกวาดตามองแวบหนึ่งกลับพบว่าชายหนุ่มยังคงจับจ้องนางอยู่
เวินเห่าตัวแข็งทื่อราวรูปปั้นก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงจากต้นไม้ไป
อีกฝั่งของกำแพง เมื่อฉีซั่วเห็นว่าจู่ๆ เวินเห่ากระโดดลงจากต้นไม้ไปเช่นนั้น เขาก็อดลุกพรวดขึ้นมาไม่ได้
ฉังซุ่นชะงักกับการกระทำอันแสนปุบปับของซื่อจื่อ “ซื่อจื่อ เป็นอะไรไปหรือขอรับ”
ฉีซั่วจ้องไปทางหนึ่งอย่างแน่นิ่ง เอ่ยตอบน้ำเสียงราบเรียบ “เปล่า”
ครั้งก่อนตกลงมาจากกำแพงเท้าแพลง ครั้งนี้กระโดดลงมาจากต้นไม้ที่สูงกว่า...
“ซื่อจื่อไม่สบายตรงไหนหรือไม่ขอรับ” ฉีซั่วสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี ฉังซุ่นจึงเผยสีหน้าเป็นกังวล
“อย่าบ่นให้มันมาก” ฉีซั่วเอ่ยตำหนิ นัยน์ตาทอประกายวูบไหว “ฉังซุ่น”
“เชิญซื่อจื่อว่ามาเลยขอรับ”
“ข้ากระหายน้ำ กลับไปเอาชุดชาที่ข้าใช้ประจำมาหน่อย”
ฉังซุ่นรีบร้อนไปเอามาตามคำสั่ง
บนกำแพง เวินเห่าชะโงกศีรษะออกมาดูอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าข้างกายฉีซั่วไม่มีใครแล้ว นางจึงกระโดดปีนข้ามกำแพงมาด้วยท่วงท่าปราดเปรียวว่องไว
จวนจิ้งอ๋องดูดีไม่น้อย ทว่าพอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา ใจของนางเริ่มลนลานเล็กน้อย
เดี๋ยวก่อน แบบนี้ไม่ใช่ว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อจะนึกว่านางเสียสติใช่หรือไม่
แต่พอลองคิดอีกด้าน ในเมื่อถูกเห็นเข้าแล้วก็ปล่อยไปตามยถากรรมถามเลยแล้วกัน
รอกระทั่งชายหนุ่มมาหยุดอยู่ตรงหน้า เวินเห่าถึงกลับมามีสีหน้าปกติราบเรียบ “ซื่อจื่อ”
ฉีซั่วเงียบไปชั่วขณะ มุมปากแต่งแต้มรอยยิ้มบาง “หากแม่นางรองเวินมีเรื่องใดอยากพูด พวกเราไปทางนั้นก็ได้”
เวินเห่ามองไปตามมือที่เขาชี้ ตรงนั้นเป็นชั้นวางดอกไม้ ซึ่งเวลานี้ดอกกุหลาบเพิ่งแผ่กิ่งก้านสีเขียว นับว่าเป็นที่ที่สะดวกต่อการพูดคุย
แต่ว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อดูสุขุมไปหน่อยหรือไม่ ถึงแม้เห็นนางปีนกำแพงมาแต่ยังคงมีสีหน้าปกติ
นางลองเดาความคิดของอีกฝ่าย ทว่ากลับคาดเดาอะไรไม่ออกเลย
พวกเขาสองคนหยุดยืนตรงหน้าชั้นวางดอกไม้ ฉีซั่วยิ้มเอ่ย “วันนี้แม่นางรองเวินมาเยี่ยม ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไร”
มาเยี่ยม...?
เวินเห่าพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
นางไม่เคยเจอใครที่ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้มาก่อนเลย
“ข้า...” เวินเห่าเม้มปากก่อนจะถามออกไปว่า “ซื่อจื่อเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ”
ฉีซั่วชะงักเล็กน้อย ราวกับคิดไม่ถึงว่านางจะถามเรื่องนี้
พอเปิดประเด็นแล้ว คำพูดต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัดกลุ้ม
“วันนี้ได้ยินว่าจวนอ๋องมีหมอชื่อดังมาเยือน ข้าเลยแปลกใจอยู่บ้าง”
ฉีซั่วคลี่ยิ้ม “ข้าเองก็แปลกใจเช่นกัน”
“ซื่อจื่อแปลกใจเรื่องใดหรือ”
“แปลกใจว่าเหตุใดแม่นางรองเวินถึงต้องแปลกใจเรื่องนี้ด้วย”
“ข้ากับซื่อจื่อรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอวันนี้ข้าพูดได้แล้วกลับได้ยินว่าซื่อจื่อเป็นโรคหัวใจเสียอย่างนั้น ก็ถือว่า...เป็นความแปลกใจที่แฝงความเป็นห่วงแล้วกันเจ้าค่ะ” เวินเห่าหาเหตุผลอย่างหน้าด้านๆ
“ที่แท้แม่นางรองเวินก็สงสารข้านี่เอง” ฉีซั่วมองนางด้วยแววตาลุ่มลึก
เวินเห่าสงบสติอารมณ์ สีหน้ากลับมาราบเรียบเหมือนยามปกติ “ซื่อจื่ออยู่ในช่วงวัยอันรุ่งโรจน์มากความสามารถเช่นนี้ เมื่อเป็นโรคหัวใจจะมีใครไม่เสียดายบ้างเล่า”
“แม่นางรองเวินอยากรู้จริงๆ น่ะหรือ” ฉีซั่วเอ่ยถาม
เวินเห่าพยักหน้าเล็กน้อย
ชายหนุ่มถอนหายใจ “เดิมทีก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่วันนั้นแม่นางรองเวินตกลงมาจากกำแพงกะทันหัน ไม่รู้ว่าเหตุใดข้าถึงตกใจจนเป็นโรคหัวใจเช่นนี้เหมือนกัน”
เวินเห่าเบิกตากว้างพูดไม่ออก
เป็นเพราะนางทำให้ตกใจ?
นางสงสัยว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อกำลังเรียกร้องค่าทำขวัญจากนางอยู่!