คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 20 แจ้งให้ทราบ ตอนที่ 21
ตอนที่ 20 แจ้งให้ทราบ
น้ำร้อนที่มีกลีบดอกไม้ลอยล่องรดลงบนบ่า ไอร้อนหนาแน่นราวกลีบเมฆปะทะใบหน้าของเวินเห่า นางเอ่ยเสียงเกียจคร้าน “คนตัวใหญ่ขนาดนั้น ข้าจะซ่อนไว้ได้อย่างไร”
เป่าจูประหลาดใจมากกว่าเดิม “เช่นนั้นเขาไปไหนหรือเจ้าคะ”
เวินเห่าหลับตาลง ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็คงไปกินเหล้ากับสหายอีกตามเคยนั่นแหละ”
นางข่มขู่เวินหรูเซิงเพราะเขาช่วยคนเลวทำชั่ว ส่วนเวินเฟิงนั้นไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ นางย่อมไม่เอาคนบริสุทธิ์มาพัวพันด้วย
เพียงแต่สวรรค์รู้เห็นเป็นใจ ดลบันดาลให้ระยะนี้เวินเฟิงไม่ค่อยกลับจวนพอดี เป็นโอกาสให้นางนำมาใช้ประโยชน์ได้
“คุณหนู น้ำเย็นแล้ว ลุกขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ”
เวินเห่าเดินออกจากอ่างไม้แล้วเปลี่ยนไปสวมใส่เสื้อผ้าสะอาด จากนั้นก็นั่งหน้ากระจกโดยมีเป่าจูคอยช่วยเช็ดผมให้
ภายในกระจกปรากฏภาพสาวน้อยใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาลุ่มลึก ผมสีดำยาวถึงเอวขับให้ใบหน้าดูขาวซีด ท่าทางเย็นชาของเธอยิ่งไม่เข้ากับห้องอันอบอุ่นนี้เลยสักนิด
เวินเห่ายื่นมือออกไปปิดใบหน้าอีกข้างหนึ่งที่ฉายอยู่บนกระจก
เตรียมพร้อมมาตั้งหลายวัน คงต้องรอดูผลวันมะรืนแล้ว
หากเกิดข้อผิดพลาดใด นางยินดีตายไปกับมัน แต่นางจะไม่มีทางปล่อยให้พวกท่านแม่ต้องมีจุดจบเหมือนกับชาติก่อนเด็ดขาด
“คุณหนูเจ้าคะ” ท่าทีของเวินเห่าชวนให้เป่าจูไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เวินเห่าชักมือกลับมาแล้วยกยิ้ม “ถึงเวลานอนแล้ว”
เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงวันมะรืน
วันนี้อากาศแจ่มใส พอผลักเปิดหน้าต่างก็เจอเข้ากับอากาศสดชื่นที่หอบเอากลิ่นดอกไม้โชยเข้ามา
สะใภ้หลินมองบุตรสาวทั้งสองจับมือกันเช่นนั้นก็รู้สึกเพียงเบิกบานใจ
“อากาศดีขนาดนี้ไม่ควรซุกตัวอยู่ในเรือน ไปเที่ยวกันดีกว่า พกเงินไปพอหรือยัง”
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย ข้าเตรียมพร้อมหมดแล้ว” เมื่อเห็นนัยน์ตาเปี่ยมสุขของมารดา เวินฉานใช่ว่าจะสุขใจ ทว่าไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังเหลือบมองไปทางเวินหรูกุยอยู่หลายครา
“ดูแลน้องเจ้าให้ดีๆ” สะใภ้หลินกำชับไปอีกประโยคแต่ความจริงนางวางใจสองพี่น้องครู่นี้มาก
บุตรสาวคนโตสุขุมนิ่งขรึม ส่วนบุตรสาวคนรองก็เชื่อฟังว่าง่าย คนรอบกายมีแต่เสียดายที่นางไม่ได้ให้กำเนิดบุตรชาย ทว่านางกลับไม่รู้เศร้าใจเลยสักนิด
“เช่นนั้นพวกเราไปก่อนนะเจ้าคะ” เวินฉานย่อเข่าลงก่อนจะจูงมือเวินเห่าเดินออกไป
รอหลังจากบุตรสาวทั้งสองจากไปแล้ว เวินหรูกุยก็ลุกขึ้นยืน
“ท่านพี่ก็จะออกไปข้างนอกด้วยหรือเจ้าคะ”
“อืม” เวินหรูกุยไม่พูดให้มากความ รีบสาวเท้าเดินออกไป
“วันนี้เป็นวันหยุดไม่ใช่หรือ ท่านพี่จะออกจากจวนไปทำอะไรแต่เช้ากันเล่า”
เวินหรูกุยเก็บซ่อนความรำคาญใจเอาไว้ “ข้ามีธุระนิดหน่อย”
สะใภ้หลินเอ่ยอย่างไม่ชอบใจ “ช่วงนี้ท่านพี่บ่นแต่ว่ายุ่ง ข้ามีเรื่องก็ไม่ได้ปรึกษาท่านพี่เสียที”
“เรื่องอะไร” เวินหรูกุยเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่คิดว่าภรรยาผู้ที่วันๆ กลัดกลุ้มแต่เรื่องว่าจะใช้เงินอย่างไรหรือจะแต่งตัวให้บุตรสาวทั้งสองอย่างไรดี นั้นจะมีเรื่องสำคัญใดมาปรึกษากับเขาได้
“เช่นนั้นท่านพี่ก็นั่งลงก่อนค่อยคุยกันเถิดเจ้าค่ะ” สะใภ้หลินเริ่มหงุดหงิดโดยไร้สาเหตุ
นางมักรู้สึกว่าสามีของนางเปลี่ยนไปแต่ก็บอกไม่ถูกเช่นกัน
เวินหรูกุยนั่งลง เอ่ยเสียงเรียบ “ว่ามาสิ เรื่องอะไร”
สะใภ้หลินยกชาขึ้นจิบ หลังจากคลายความหงุดหงิดในใจได้แล้วก็เอ่ยขึ้น “เรื่องที่จวนจิ้งอ๋องมาทาบทามเรื่องแต่งงานเมื่อหลายวันก่อนได้เตือนสติข้าว่าปีนี้ฉานเอ๋อร์อายุสิบแปดแล้ว ควรจะวางแผนเรื่องออกเรือนได้แล้ว”
เมื่อสองปีก่อน สะใภ้หลินเคยหารือเรื่องการแต่งงานของเวินฉานกับเวินหรูกุย เพียงแต่พวกเขาสองคนมีความคิดเห็นต่างกัน
สะใภ้หลินคิดว่าเฉิงซู่กับเวินฉานอายุไล่เลี่ยกัน รู้จักนิสัยกันดี หากเด็กทั้งสองมีใจให้กัน ต่อให้เป็นการแต่งงานระหว่างญาติก็ไม่ใช่ปัญหา
ทว่าเวินหรูกุยไม่เห็นด้วย
เขาอยากเลือกสรรลูกเขยจากบรรดาพวกขุนนางบัณฑิต เช่นนั้นถึงจะเป็นหลักประกันอันยิ่งใหญ่ในชีวิตให้บุตรสาวคนโตได้
เพราะพวกเขาสองคนโต้แย้งกันจนทำให้เรื่องล่าช้าไประยะหนึ่ง ต่อมาแม่ทัพผู้เฒ่าหลินก็จากไปอย่างกะทันหัน ฉะนั้นเรื่องถึงลากยาวมาจนถึงตอนนี้
เวินหรูกุยขมวดคิ้วก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง “ข้ามีธุระ เรื่องการแต่งงานของฉานเอ๋อร์ค่อยกลับมาคุยก็แล้วกัน”
“ท่านพี่...”
พอเห็นเวินหรูกุยเดินออกจวนไปโดยไม่หันมาแลสักนิด สะใภ้หลินก็กรอกน้ำชาเข้าปากหลายอึก โมโหอยู่พักใหญ่
หลังจากเวินเห่ากับเวินฉานออกจากประตูจวน พวกนางก็ตรงมายังจวนแม่ทัพ
พอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินบ่าวรับใช้รายงานว่าคุณหนูทั้งสองมาเยี่ยมก็ทั้งดีใจและสงสัยไปพร้อมกัน
“เหตุใดถึงมาแต่เช้าเลยเล่า กินมื้อเช้าหรือยัง” แขนทั้งสองของฮูหยินผู้เฒ่าดึงหลานไว้คนละข้างพร้อมรอยยิ้มกว้าง
เวินฉานมองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยบอก “ท่านยาย พวกเรามีเรื่องอยากคุยกับท่านยายเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลานสาว ฮูหยินผู้เฒ่าก็พยักหน้าให้บ่าวรับใช้ออกไป
ชั่วพริบตาเดียวบ่าวรับใช้ก็ออกไปกันหมด เหลือเพียงหมัวหมัว[footnoteRef:1]คนสำคัญที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายคนเดียว [1: หมัวหมัว คำเรียกแม่นม หรือหญิงที่มีอายุแล้ว]
“ว่ามา มีเรื่องอะไรหรือ” ถึงแม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะมีท่าทีให้ความสนใจ ทว่าไม่ได้คิดลึกมากมายขนาดนั้น
นางมองว่าหลานสาวทั้งสองกำลังอยู่ในวัยแรกแย้ม เรื่องสำคัญใหญ่โตคงมีเพียงความรักในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น
“ท่านยาย ท่านกินยาที่หมอเทวดาให้หรือยังเจ้าคะ” เวินฉานถามอย่างเป็นห่วง
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า
“คือ...เรื่องที่เราจะพูด หากท่านยายได้ยินบางทีอาจจะโกรธ...” เวินฉานกลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะรับไม่ไหวจึงเริ่มเกริ่นปูทางไว้ก่อน
ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไปก่อนจะหันไปมองเวินเห่า
เวินเห่าพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านยายต้องโมโหมากแน่นอนเจ้าค่ะ ข้ากับพี่หญิงกังวลว่าท่านยายจะโมโหจนเสียสุขภาพ”
ฮูหยินผู้เฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงยังคงสงบ “ว่ามาเถิด เป็นเรื่องของพวกเจ้าคนใดหรือ”
หรือเจ้าเด็กน้อยคนใดคนหนึ่งออกนอกลู่นอกทาง?
จะไปโกรธหรือโมโหหลานสาวในสายเลือดลงได้ที่ไหน หากตีจนตายนางเองก็ปวดใจเช่นกัน
ขนาดตอนนั้นบุตรสาวสิ้นคิดรั้นจะแต่งกับบัณฑิตจิ้นซื่อ สุดท้ายตนก็ต้องอดกลั้นยอมตามใจเหมือนกันไม่ใช่หรือ
“รอเดี๋ยว ขอข้าดื่มชาก่อนแล้วพวกเจ้าค่อยบอก”
ฮูหยินผู้เฒ่ารับชาจากหมัวหมัวคนสำคัญมาดื่มครึ่งถ้วย พอรู้สึกใจเย็นลงแล้วก็เอ่ยบอก “ว่ามาเถิด ไม่ต้องกลัว ต่อให้เรื่องใหญ่โตคับฟ้ายายก็จะต้านให้เอง”
เวินฉานเปิดปาก “ระยะหนึ่งปีมานี้ท่านพ่อมักมีปากเสียงกับท่านแม่บ่อยครั้ง”
“พวกเขาสองคนทะเลาะกันหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าลอบพรูลมหายใจ
ถึงแม้ความไม่ลงรอยกันของบุตรสาวและบุตรเขยจะทำให้นางเป็นห่วง แต่มีคู่สามีภรรยาที่ไหนไม่ทะเลาะกันบ้าง พูดถึงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“แต่เรื่องร้ายแรงกว่าทะเลาะกันนักเจ้าค่ะ” เวินฉานเกริ่นเพิ่มอีกประโยค
ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกตา “ลงไม้ลงมือกันเชียวหรือ”
คงไม่ใช่ว่าหว่านฉิงตบตีบุตรเขยจนกระอัก หลานสาวทั้งสองเลยมาวิงวอนขอให้ช่วยออกหน้าแทนบิดาของพวกนางหรอกกระมัง
เวินฉานชั่งใจอยู่สักพัก สุดท้ายก็พูดออกมา “ท่านพ่อ...เลี้ยงอนุไว้นอกจวนเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ” ฮูหยินผู้เฒ่าก็สีหน้าเปลี่ยน ตบโต๊ะพร้อมผุดลุกขึ้นยืน
“ท่านยาย ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนเจ้าค่ะ!” พอเห็นฮูหยินผู้เฒ่าร่างส่ายไปมาเล็กน้อย เวินฉานก็ตกใจจนหน้าซีด รีบเข้าไปประคองแขนนางไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าค่อยๆ นั่งลง แววตาจับจ้องสองพี่น้อง “รายละเอียดเป็นอย่างไร พวกเจ้าเล่ามาให้ยายฟังอย่างละเอียดเร็วเข้า”
เวินฉานเหลือบมองเวินเห่า
“เป็นข้าที่สังเกตเห็นเข้าโดยบังเอิญ...”
หลังจากฟังเวินเห่าเล่าจบ ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล “เจ้าสัตว์เดียรัจฉานนี่ ตอนนั้นตาบอดไปแล้วจริงๆ!”
เวินเห่ายื่นมือไปดึงแขนเสื้อของนาง เกลี้ยกล่อมเสียงอ่อน “ท่านยายอย่าโมโหไปเลยนะเจ้าคะ หากท่านยายต้องโมโหเพราะเรื่องนี้จนสุขภาพแย่ลง ข้ากับพี่หญิงจะทำเช่นไร”
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมืออันแห้งเหี่ยวลูบไล้เส้นผมของเวินเห่า “อาเห่าวางใจได้ สุขภาพของยายดีมากทีเดียว”
เวินเห่ากับเวินฉานสบตากัน เรื่องที่เป็นกังวลค่อยสงบลงในที่สุด
ความเสี่ยงสำหรับท่านยายก็คือตอนที่เพิ่งรู้ความจริง หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นกังวลแล้ว
“สามแม่ลูกนั่นอยู่ที่ตรอกหม่าฮวาใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นยืนพลางใช้มือหยิบไม้เท้าลายเมฆมงคลขึ้นมา “ไป ไปเดินเล่นที่ตรอกหม่าฮวากับยายกัน!”