คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 21 นางเป็นใคร ตอนที่ 22
ตอนที่ 21 นางเป็นใคร
ซอยหรูอี้ตรงตรอกหม่าฮวา ห่างจากจวนแม่ทัพไม่ไกลนัก
ทันทีที่ฮูหยินผู้เฒ่านึกถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งเดือดดาล
หากคำนวณเวลาดูแล้ว เจ้าสารเลวนั่นแต่งงานกับหว่านฉิงได้ไม่นานก็เลี้ยงอนุไว้นอกจวน แถมให้ปักหลักอยู่บริเวณใกล้กันอีกต่างหาก แบบนี้รังแกกันเกินไปแล้ว!
“แล้วสามแม่ลูกนั่นอยู่บ้านกันทั้งวันเลยหรือ” ภายในรถม้า ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามขึ้นเสียงเข้ม
เวินฉานเอ่ยตอบ “สะใภ้ฉังกับบุตรสาวใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในเรือน ส่วนฉังฮุยไปสถานศึกษาทุกวัน พอตกเย็นถึงกลับเรือนเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากำไม้เท้าแน่นโดยไม่พูดอะไร
ภายใต้บรรยากาศอึมครึมคุกรุ่นเช่นนี้ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง
เวินฉานกับเวินเห่าลงจากรถม้าก่อนจะยื่นมือไปประคองร่างฮูหยินผู้เฒ่าไว้
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากระโดดลงรถม้าด้วยตัวเอง “ไปกัน”
เมื่อเห็นท่านยายเดินสับเท้าอย่างรวดเร็วราวโบยบินเช่นนั้นแล้วหันมามองมือที่ยื่นออกไป สองพี่น้องก็สบตากัน ความกังวลพลันคลายลงอย่างบอกไม่ถูก
“เรือนหลังที่สามในซอยใช่หรือไม่”
เวินฉานขานรับ “เจ้าค่ะ”
“ปกติพ่อของเจ้าจะมาเมื่อไร”
“ข้าจับตามองมาหลายวันแต่เห็นท่านพ่อมาแค่ครั้งเดียว”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเปลี่ยนทันควัน “หากเป็นเช่นนั้น วันนี้เราก็โชคดีไม่น้อย”
พอเวินฉานมองไปก็อดตกใจไม่ได้
เวินหรูกุยในอาภรณ์แขนยาวลำลอง กำลังก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาในตรอกหม่าฮวา
บังเอิญขนาดนี้เชียว พอท่านยายมาก็เจอเข้ากับท่านพ่อที่กำลังเดินมาพอดี!
ฮูหยินผู้เฒ่าข่มอารมณ์ด้วยท่าทีสงบแล้วจับจ้องไปยังทิศทางนั้นไม่ละสายตา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร นางก็เอ่ยขึ้น “ข้าว่ากำแพงล้อมนั่นก็ไม่ได้สูงนัก ชุ่ยเซียง เจ้าปีนกำแพงขึ้นไปดูสถานการณ์ด้านในแล้วค่อยมารายงานข้า ”
ความจริงชุ่ยเซียงที่ถูกเรียกผู้นั้นเป็นหมัวหมัวอายุราวสี่สิบต้นๆ พอได้ยินเช่นนั้นนางก็ขานรับแล้วรีบเดินไป
เพียงแต่นางยังไม่ทันปีนกำแพงสอดส่องก็หมุนตัวกลับมาแล้ว
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านเขยพาสามแม่ลูกนั้นออกมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เห็นหน้าตาของสามแม่ลูกนั้นชัดเจนหรือไม่”
“หญิงสาวดูท่าทางอายุราวสามสิบปีกว่าๆ บุตรชายดูเหมือนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหนูใหญ่ ส่วนบุตรสาวคนเล็กก็อายุไล่เลี่ยกับคุณหนูรอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องปากซอยนั้นอย่างไม่วางตา เอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “ถึงบอกว่าวันนี้โชคดีไม่น้อย สี่คนพ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันพอดี”
หากเวินหรูกุยมีอนุนอกเรือนในช่วงหลายปีนี้ เห็นแก่ว่าเป็นเขยที่บุตรสาวตนเป็นคนเลือกเอง อีกทั้งหลานสาวทั้งสองก็ถึงอายุที่ต้องออกเรือนแล้ว เรื่องนี้คงพออนุโลมพูดคุยกันได้
แต่พอมั่นใจอายุของอนุนอกเรือน เรื่องนี้ก็มีเพียงหนทางเดียวซึ่งก็คือหย่า ต้องหย่าเท่านั้น!
เพียงแต่คิดว่าขณะที่เจ้าสารเลวนี่แต่งงานกับบุตรสาวตนแต่ใจอยู่กับหญิงสาวอีกคน นางก็โมโหแทบแย่
บุตรสาวของนางจะทนกล้ำกลืนความน้อยใจเรื่องนี้ไม่ได้!
ภายใต้สายตาหลายคู่ที่มองไป เวินหรูกุยพาสามแม่ลูกเดินออกจากตรอกหม่าฮวามุ่งหน้าไปทางรถม้าคันหนึ่งที่จอดนิ่งอยู่ริมถนน
ชั่ววินาทีที่เวินฉานสังเกตเห็นรถม้าคันนั้น นางพลันเปลี่ยนสีหน้าทันที
นั่นเป็นรถม้าของจวนตระกูลเวิน!
ท่านพ่อคิดจะพาพวกเขาเข้าจวนวันนี้หรือ
ฮูหยินผู้เฒ่าถือไม้เท้าเดินออกไป
“ท่านยาย...” เวินฉานชะงักก่อนจะมองไปทางน้องสาว จากนั้นก็รีบเดินตามออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าสับเท้าพุ่งตรงเข้าไปด้านหน้าของเวินหรูกุยแล้วยกไม้เท้าฟาดทันที
“ไอ้คนสารเลว! เจ้าเลี้ยงอนุไว้นอกเรือนลับหลังลูกข้าหรือ วันนี้ข้าจะฟาดเจ้าให้ตายไปเลย!”
เวินหรูกุยจะคาดการณ์รู้ก่อนได้อย่างไร แต่ต่อให้คาดการณ์ได้ ลำพังข้าหลวงที่เรี่ยวแรงน้อยคนหนึ่งไหนเลยจะรับมือกับฮูหยินผู้เฒ่าที่เป็นฮูหยินของหัวหน้าค่ายซึ่งเคยเผชิญหน้ากับศัตรูในสนามรบมาก่อน
ไม้เท้ากระแทกอย่างหนักหน่วง เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นแทรกมาด้วย
เสียงร้องโอดโอยนี้ราวเสียงเป่าแตร ภายในร้านค้ามากมายต่างชะโงกหน้าออกมามอง คนที่เดินสัญจรบนถนนใหญ่เองต่างก็รีบหยุดฝีเท้า
เพียงชั่วพริบตาเดียวรอบทิศก็มีคนมุงรอดูเรื่องสนุกอย่างแน่นขนัด
“เจ้าเป็นใคร อย่ามาทำร้ายพ่อข้านะ!” ชายหนุ่มที่เดินตามหลังเวินหรูกุยยื่นมือออกมาคว้าไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าไว้
เวินเห่าที่ยืนอยู่ด้านข้างยกเท้าเตะเข้าที่ข้อเข่าของชายหนุ่มผู้นั้นอย่างเงียบๆ
ชายหนุ่มขาพับล้มลงบนพื้น
“ฮุยเอ๋อร์!”
“พี่!”
สะใภ้ฉังกับฉังฉิงหน้าซีด รีบเข้าไปประคองฉังฮุยเอาไว้
เวินเห่าเหลือบมองเวินหรูกุยที่กำลังถูกท่านยายใช้ไม้เท้ากระหน่ำตีก็อยากหัวเราะ
ท่านพ่อดูแลสามแม่ลูกนี้ดั่งของล้ำค่า แต่พอตกอยู่ในยามคับขัน เหมือนพวกเขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไร
หากเป็นท่านแม่ หากจู่ๆ เห็นท่านพ่อถูกคนพุ่งเข้ามาทุบตีเช่นนี้ นางย่อมสู้สุดชีวิตแน่นอน
พอยิ่งเป็นเช่นนี้ เวินเห่าก็ยิ่งโมโหและทุกข์ใจ
“ท่านแม่ยาย หยุดก่อนขอรับ!” เวินหรูกุยตะโกนพลางเบี่ยงตัวหลบ
ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ไม้เท้าซัดไปอีกสองทีถึงจะหยุด เอ่ยถามพร้อมความฉุนเฉียวที่ฉายชัดเต็มใบหน้า “เวินหรูกุย เหตุใดเจ้าถึงทำกับบุตรสาวข้าเช่นนี้ ยังมีหน้ามาเรียกข้าว่าแม่ยายอีกหรือ”
เวลานี้ผู้คนที่มุงดูอยู่พลันเข้าใจขึ้นมาทันที ลูกเขยที่เลี้ยงอนุไว้อยู่นอกจวนถูกแม่ยายจับได้เข้าแล้ว
จิ๊ๆ ดูสิสองพี่น้องของฝั่งอนุคู่นี้อายุไม่น้อยไปกว่าสาวน้อยทั้งสองของฝั่งผู้เฒ่าสักเท่าไร มิน่าผู้เฒ่าถึงโมโหขนาดนี้
พอเกี่ยวกับการมีอนุนอกเรือนแล้ว หญิงสาวที่มุงดูอยู่ต่างก็มีอารมณ์ร่วมไม่น้อย ทว่าชายส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร
มีเงินอยู่ในมือเปล่าๆ ภรรยาที่เรือนก็ดีแต่ดุด่า หากคิดจะมีอนุที่แสนอ่อนโยนเอาใจใส่สักคนย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
“เจ้ามาจากตระกูลยาจก แม้แต่เรือนหอที่เจ้าอยู่หลังแต่งงานก็เป็นเงินข้า แต่สุดท้ายเจ้ากลับเอาเงินของบุตรสาวข้าไปเลี้ยงอนุนอกจวน! เวินหรูกุย ความเมตตาของเจ้าถูกหมากินไปแล้วสินะ” ฮูหยินผู้เฒ่าขึงตาด้วยความโกรธ ยกไม้เท้าขึ้นมาอีกครั้ง
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าเป็นภรรยาของโจรป่า ยามโมโหหัวร้อนขึ้นมานางย่อมพูดอ้อมค้อมอย่างสตรีตระกูลใหญ่ไม่เป็น แต่พูดจาทิ่มแทงจิตใจของเวินหรูกุยเข้าอย่างจังไปเลย
พอคำพูดนี้หลุดออกมา คนที่กำลังยืนมุงต่างก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์
“เรื่องที่เลี้ยงอนุไว้นอกจวนไม่เท่าไร แต่ใช้เงินสินเดิมของภรรยามาเลี้ยงอนุนอกจวนนี่สิช่างไร้คุณธรรมนัก”
“ไม่ได้ยินหรือ แม้แต่เรือนหอยังเป็นฝ่ายหญิงที่ซื้อเลย”
“เรื่องดีๆ เช่นนี้ เหตุใดข้าถึงไม่เจอบ้างนะ”
ไม่รู้ว่าท่ามกลางฝูงชนมีใครส่งเสียงร้องตกใจขึ้นมา “คนผู้นี้เป็นขุนนางสังกัดกรมกลาโหมมิใช่หรือ มีครั้งหนึ่งข้าเห็นเขาออกมาจากที่ทำงาน ลูกน้องเรียกเขาว่าใต้เท้าเวิน!”
“เป็นใต้เท้าขุนนางจริงน่ะหรือ”
ผู้คนยิ่งตกตะลึง
เป็นถึงใต้เท้าแต่ยังต้องใช้เงินสินเดิมของภรรยามาเลี้ยงอนุภรรยา?
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ ดังเข้าหูของเวินหรูกุย ทำเอาใบหน้าหล่อเหลาของเขาแดงก่ำ
“ท่านแม่ยาย มีเรื่องอะไรพวกเราค่อยกลับจวนไปคุยกันให้รู้เรื่องดีกว่าขอรับ”
“ข้าไม่มีเรื่องใดอยากคุยกับเจ้า” ฮูหยินเหวี่ยงไม้เท้าฟาดลงพื้นแรงๆ หนึ่งที “ข้าจะเข้าวังไปขอคำชี้แนะจากไทเฮา คนไร้ศีลธรรมอย่างเจ้าไม่คู่ควรเป็นข้ารับใช้ของฮ่องเต้เลยสักนิด!”
พอได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเข้าวังไปฟ้องไทเฮา เวินหรูกุยก็สีหน้าเปลี่ยน คำพูดที่เดิมทีเตรียมจะกลับไปคุยที่จวนพรั่งพรูออกมา “ท่านแม่ยาย สะใภ้ฉังไม่ใช่อนุนอกจวนนะขอรับ”
สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
จู่ๆ ก็มีเสียงเล็กแหลมหนึ่งดังขึ้น “เวินหรูกุย นางเป็นใคร”
พอทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมอง จากนั้นก็เห็นสตรีใบหน้าสะสวยพร้อมสวมอารมณ์งดงามเกล้าผมสูงย่างกรายเดินเข้ามา
“ท่านแม่...” เวินฉานคิดจะเดินเข้าไปหาแต่ถูกเวินเห่ารั้งไว้
นางมองน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ
เวินเห่ากระซิบบอก “พี่หญิง ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเองอยู่ดี”
ท่านแม่ไม่ใช่คนอ่อนแอที่พอจับได้ว่าสามีทรยศแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ การที่ท่านยายปลอดภัยแคล้วคลาดก็นับว่าเป็นแรงหนุนอันแข็งแกร่งที่สุดของแม่แล้ว
สะใภ้หลินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเวินหรูกุย จับจ้องเขาแน่นิ่ง “เวินหรูกุย ท่านบอกมาสิว่านางเป็นใคร”
เวินหรูกุยมองหญิงสาวที่กำลังกัดฟันถามเขา ทันใดนั้นบางอย่างที่กดทับถมมานานหลายปีก็ระเบิดออก เขาพูดขึ้นอย่างสะใจว่า “นางเป็นลูกพี่ลูกน้องหญิงของข้าและเป็นภรรยาคนแรกของข้าด้วย”