คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 22 ข้าคือใคร ตอนที่ 23
ตอนที่ 22 ข้าคือใคร
ลูกพี่ลูกน้องหญิง? ภรรยาคนแรก?
คำตอบของเวินหรูกุยเปรียบเสมือนเสียงประทัดขนาดยักษ์สองอันที่โยนเข้ากลางฝูงชนก่อนจะระเบิดเสียงดังปุงปัง
คนที่รายล้อมดูเรื่องสนุกต่างดวงตาลุกวาว สังหรณ์ใจว่าข่าวซุบซิบใหญ่โตกำลังเกิดขึ้นแล้ว
“ภรรยาคนแรก?” สะใภ้หลินหันไปมองสะใภ้ฉัง
หญิงสาวที่เดิมทีหลบอยู่ด้านหลังเวินหรูกุยก็ก้าวออกมาด้านข้างเพื่อแสดงตัวท่ามกลางฝูงคนอย่างเปิดเผย
ใบหน้าอ่อนหวานสะอาดหมดจดทว่าซีดเซียวของนางปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ท่าทีของหญิงสาวที่เหมือนจะอ่อนหวานเดินก้าวออกมาเช่นนี้ สะใภ้หลินกลับรู้สึกเหมือนโดนท้าทายมากกว่า
ทันใดนั้นเลือดร้อนก็พลุ่งพล่าน
สะใภ้หลินคลำตรงช่วงเอวตามจิตใต้สำนึก ทว่าคลำเจอเพียงความว่างเปล่า เวลานี้นางถึงนึกขึ้นได้ว่าแส้ยาวที่นางเหน็บช่วงเอวในวัยเด็กได้หายไปนานแล้ว
ช่วงวัยเด็กนางป่าเถื่อน โดยเฉพาะเวลาโมโหมักจะชอบเหวี่ยงแส้ยาวใส่คน
ต่อมาเพราะแต่งงานกับคนที่ถูกใจ อย่างแรกกลัวเขาจะไม่ชอบ อย่างที่สองเพราะใช้ชีวิตกับคนที่รักไปจนแก่เฒ่า แล้วจะมีวันที่โมโหเกรี้ยวโกรธได้อีกอย่างไร
แส้ยาวนั้นย่อมไม่ได้ใช้งานแล้ว
วินาทีนี้ความจริงแล้วสะใภ้หลินไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะสมองกับหัวใจของนางกำลังสั่นคลอน สะเทือนจนอารมณ์จนสมองเชื่องช้าลง นางจึงทำได้แค่ซักไซ้สามีที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ “หากนางเป็นภรรยาคนแรก แล้วข้าคือใคร”
พอคำถามนี้หลุดออกจากปาก สะใภ้หลินพลันรู้สึกว่าชายที่อยู่ตรงหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า หญิงสาวที่ดูอ่อนหวานทว่าท้าทาย รวมถึงกลุ่มคนที่มุงรายล้อมชี้นิ้วมาล้วนราวกับภาพฝัน
นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังตกสู่โคลนตมในความฝันอันเลวร้าย นางจับจ้องเวินหรูกุยอย่างเอาเป็นเอาตายพลางเอ่ยถามอีกครั้ง “ข้าคือใคร ข้าคือใคร ข้าคือใคร”
เวินฉานขอบตาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าตนเองควรเข้าไปยุ่งหรือมองอยู่ด้านข้างเฉยๆ ดี
เวินเห่าเจ็บปวดหัวใจราวถูกมีดกรีด
นางผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากกว่าตอนอายุสิบหกอย่างแท้จริง เข้าใจอะไรมากขึ้น เพราะเหตุนี้นางถึงสัมผัสความเจ็บปวดของท่านแม่และความโหดเหี้ยมของท่านพ่อได้
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไม่แยแส ก้าวเท้าพุ่งตัวเข้าไปฟาดไม้เท้าใส่เวินหรูกุยอีกที “เจ้าสัตว์เดียรัจฉาน เห็นว่าตระกูลหลินไม่มีใครแล้วกระมัง ถึงกล้าพูดจาโป้ปดต่อหน้าสายตาคนมากมายเช่นนี้!”
เวินหรูกุยถูกตีจนร่างโงนเงน ภาพตรงหน้ามืดลงดับๆ หายๆ
จะหมดสติไม่ได้ ถ้าหมดสติไปคงแก้ปัญหาได้ยาก
เขากัดลิ้นตนเอง พยายามใช้ความมุ่งมั่นและพากเพียรบากบั่นเหมือนครั้งตอนอ่านหนังสือเพื่อรักษาสติภายใต้แรงไม้เท้าพิฆาตของฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านแม่ยาย ท่านลืมเหตุการณ์ในตอนนั้นไปแล้วหรือ”
“เหตุการณ์ เหตุการณ์อะไร” ฮูหยินผู้เฒ่ามีเพียงความเดือดดาลเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าไอ้คนเนรคุณผู้นี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่
เวินหรูกุยยกมือขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้า อดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่ถูกไม้เท้าตี เอ่ยเสียน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนั้นข้าสอบผ่านได้เป็นขุนนาง แต่ไม่รู้ว่าข้าต้องตาหว่านฉิงได้อย่างไร ท่านแม่ยายเรียกข้ามา แล้วถามข้าว่ายินดีจะเป็นลูกเขยผู้แสนดีของจวนกั๋วกงหรือไม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้พูดขัดอะไร เพียงตั้งใจฟังด้วยใบหน้าอันนิ่งขรึม
นางย่อมจำเรื่องเหล่านี้ได้
ยามนั้นเป็นช่วงสถาปนาต้าโจวมีเรื่องต้องจัดการมากมาย วุ่นวายอยู่สองสามปีถึงจะเข้าที่เข้าทาง การสอบคัดเลือกในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เวินหรูกุยเข้าร่วมสอบครั้งนั้นก็เป็นการสอบครั้งแรกของต้าโจว
พอจะจินตนาการได้ว่าปีนั้นดุเดือดมากขนาดไหน
บัณฑิตที่มีรายชื่อสอบผ่านกิตติศัพท์โด่งดังไม่น้อย เวินหรูกุยที่ทั้งอ่อนเยาว์และหล่อเหลายิ่งตกเป็นที่ถูกใจของสาวๆ ไม่รู้มากมายตั้งเท่าไร
หว่านฉิงบอกนางว่าถูกใจบัณฑิตที่สอบติดใหม่ผู้นี้ ถึงแม้ตนจะรู้สึกว่าไม่เหมาะสมกัน แต่ก็พอจะเข้าอกเข้าใจบุตรสาวอยู่บ้าง
อ่อนเยาว์ หล่อเหลาและมีความสามารถ เส้นทางชีวิตการเป็นขุนนางย่อมไปได้ไกล หญิงสาวในวัยแรกแย้มคนใดจะไม่หวั่นไหวบ้าง
พวกเขามีบุตรสาวเพียงคนเดียว เพราะท่าทียืนกรานมุ่งมั่นของบุตรสาว พวกเขาเลยช่วยเติมเต็มความปรารถนานั้นให้เป็นจริง
น้ำเสียงฮึกเหิมของเวินหรูกุยดังขึ้นข้างหูของฮูหยินผู้เฒ่า “ความจริงตอนนั้นข้าได้แต่งงานกับน้องหญิงคนนี้แล้ว!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสียงสั่นเครือด้วยความเดือดดาล “เหลวไหล! ตอนนั้นข้าเคยถามเรื่องสถานการณ์ของตัวเจ้ากับปากตัวเอง แต่เจ้าไม่เคยบอกเรื่องที่เจ้ามีภรรยาแล้วมาก่อน!”
เวินหรูกุยกลับมาตีสีหน้าสงบดังเดิม เผยรอยยิ้มขมขื่น “ท่านแม่ยายอยากให้ข้าพูดตรงๆ ชัดเจนอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าว่ามาได้เลย!” ฮูหยินผู้เฒ่ายกไม้เท้าขึ้นชี้ไปทางเวินหรูกุย “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะบิดเบือนความจริง พูดจาเลอะเทอะ!”
เวินหรูกุยถอนหายใจ “ในเมื่อท่านแม่ยายพูดเช่นนี้ ข้าคงต้องชี้แจงในตอนนั้นให้ชัดเจน”
ทุกคนเงียบกริบไปชั่วขณะ คนมากมายต่างรอฟังเรื่องที่เวินหรูกุยจะเล่าต่อไปนี้
ทันใดนั้นเวินหรูกุยก็รู้สึกว่าเปิดเผยความจริงในสถานที่เช่นนี้ก็ดีไม่น้อย
จะมีวิธีการใดแพร่งพรายเรื่องนี้รวดเร็วและตีแผ่เป็นวงกว้างได้เท่าคนที่มารอดูเรื่องสนุกเหล่านี้เล่า
การแต่งงานกับอีกคนในขณะที่ยังไม่ได้หย่าถือเป็นความผิด เขาต้องได้รับแรงสนับสนุนและเห็นใจจากชาวบ้าน ฮ่องเต้ถึงจะทรงเห็นแก่เขา ว่าเขาถูกบีบบังคับและจะไม่ซักไซ้เอาความเขามากนัก
“ตอนนั้น...” เวินหรูกุยปรับอารมณ์เล็กน้อย พูดต่อไป “ตอนนั้นข้าบอกท่านพ่อตาว่ามีภรรยาแล้วอย่างชัดเจน แต่ท่านพ่อตาบอกให้ข้าปกปิดเรื่องที่แต่งงานไว้แล้วตบแต่งกับหว่านฉิง เดิมทีข้าไม่ยอม แต่ท่านพ่อตากลับข่มขู่ข้าว่าหากไม่ยอมรับปากจะดับอนาคตเส้นทางการเป็นขุนนางของข้าเสีย อีกทั้งเมียที่อยู่ต่างถิ่นก็จะมีจุดจบที่ไม่สวยนัก”
พอพูดตรงนี้ เวินหรูกุยก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา เสียงสั่นระริกเล็กน้อย “หากแค่ตัดอนาคตของข้ายังพอว่า อย่างมากก็แค่เสียแรงเปล่าไปสิบปี แต่เอาชีวิตของภรรยาที่ข้ารักมากดดัน ข้าเลยจนปัญญาจริงๆ ทำได้แค่ยอมรับปากเงื่อนไขของท่านพ่อตาไป...”
“เหลวไหล!” ฮูหยินผู้เฒ่าสบถด่าพลางยกไม้เท้าขึ้นฟาดใส่ “ข้าจะทุบตีเจ้าหมาบ้าที่กล้าพูดจาโกหกอย่างเจ้าให้ตายซะ!”
เวินหรูกุยรีบเบี่ยงศีรษะหลบ ร้องเสียงหลง “ท่านแม่ยายหยุดก่อน หยุดก่อน...”
เขาตระเตรียมทุกอย่างไว้ดีหมดแล้ว มีเพียงอย่างเดียวที่จนปัญญาจะหลบได้จริงๆ ก็คือไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่า
แต่ว่าเพราะท่าทีเช่นนี้ของฮูหยินผู้เฒ่า ทำให้คนเหล่านั้นนึกได้ว่าตระกูลหลินมีต้นตอมาจากโจรป่า ถึงได้ปักใจเชื่อคำพูดของเขาทั้งหมด
ขณะที่เวินหรูกุยคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก็ถูกไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟาดตรงบั้นท้ายจนเสียอาการ ทันใดนั้นก็ร้องโหยหวนราวกับสุนัข
ยิ่งทุกคนเห็นท่าทีทุลักทุเลของเวินหรูกุยเช่นนั้น ก็รู้สึกสับสนขึ้นมาในใจ
ใต้เท้าถูกตีก้น เสียงร้องโอดครวญก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย
“ถอยๆ เกิดเรื่องอะไรกัน”
ทหารกลุ่มหนึ่งเดินมา คนที่มุงอยู่จึงหลีกทางให้
“ใครทะเลาะกันกลางถนน...” หัวหน้าคนหนึ่งร้องเสียงแหลม แต่เมื่อเห็นยายเฒ่าชรายกไม้เท้าฟาด คำพูดต่อจากนั้นก็หายลงคอไป
หากมารดาบ้านไหนสั่งสอนบุตรชาย ก็นับว่าเป็นเรื่องในครอบครัวแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจทหารเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ยังคงไล่ตีเวินหรูกุยไม่ยั้งมือ
ฉังฮุยเจ็บปวดแทนพ่อ จึงตะโกนขึ้นว่า “ท่านรีบช่วยท่านพ่อของข้าเร็วเข้า ท่านพ่อของข้าใกล้ถูกตีตายแล้ว!”
เวินเห่าเห็นว่าตีพอสมควรแล้ว นางถึงเดินไปประคองร่างของฮูหยินผู้เฒ่าไว้ เอ่ยเสียงเบา “ท่านยาย ท่านพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเหนื่อยจนเสียสุขภาพเอา”
ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รู้ดีว่าจะตีจนตายไม่ได้ นางจึงถือโอกาสเก็บไม้เท้า
“ใต้เท้าเวิน” พอหัวหน้าทหารผู้นั้นเห็นว่าเป็นเวินหรูกุยก็อดตกใจไม่ได้ จากนั้นถึงหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าทันควัน
พอเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่
นางคือฮูหยินผู้เฒ่าของจวนแม่ทัพ!
“เห็นเรื่องน่าขันเข้าแล้ว” เวินหรูกุยโค้งคำนับหัวหน้าทหารผู้นั้น ก่อนจะหันมาทางฮูหยินผู้เฒ่า น้ำเสียงยังคงนอบน้อมเช่นเคย “ข้าเข้าใจอารมณ์ของท่านแม่ยายดี แต่ทุกคำพูดของข้าเป็นความจริง ไม่มีคำโป้ปดแม้แต่คำเดียว”
ฮูหยินผู้เฒ่าแสยะยิ้ม “เจ้าหมาบ้า เจ้าก็แค่เห็นว่าตาเฒ่าไม่อยู่แล้วเลยคิดจะใส่ร้ายเขา!”
เวินหรูกุยโค้งตัวคำนับอย่างสุภาพ “หากท่านแม่ยายไม่เชื่อ เหตุใดถึงไม่ลองถามคนที่รู้เรื่องนี้ในปีนั้นดูเล่า”