คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 23 คนซื่อสัตย์ ตอนที่ 24
ตอนที่ 23 คนซื่อสัตย์
คนที่รู้เรื่องนี้?
ในฐานะผู้ชม ย่อมเอนเอียงเชื่อผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยปริยาย
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตระกูลหลินก็คือจวนกั๋วกง เวินหรูกุยเป็นเพียงบัณฑิตจิ้นซื่อ ในเมื่อบุตรสาวของจวนกั๋วกงถูกตาต้องใจบัณฑิตจิ้นซื่อที่ทั้งอ่อนวัยและหล่อเหลา หากใช้อำนาจของจวนกั๋วกงบีบคั้นให้เขาแต่งงานระหว่างมีภรรยาจริงๆ นี่ก็เหมือนดั่งเรื่องที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายไม่ใช่หรือ
คนที่เฝ้าชมเหตุการณ์เอนเอียงไปทางคำพูดของเวินหรูกุยแล้วเกินครึ่ง พอได้ยินว่ามีคนรู้เหตุการณ์นี้ด้วยก็ยิ่งอารมณ์พลุ่งพล่าน
“คนที่รู้เรื่องนี้เป็นใคร” ฮูหยินผู้เฒ่าถามเสียงสูง
นางอยู่กินกับสามีมาตั้งหลายปี นางไม่เชื่อว่าตาเฒ่านั่นจะขู่บังคับเขาให้แต่งงานใหม่ในขณะที่มีภรรยาอยู่เช่นนี้แน่นอน
“ท่านแม่ยายคงพอรู้ว่าพี่ชายร่วมตระกูลรอนแรมมาเมืองหลวงเป็นเพื่อนบุตรชายเพื่อสอบคัดเลือกขุนนางในฤดูใบไม้ผลิ และตอนนี้อาศัยอยู่ในจวนตระกูลเวินเป็นการชั่วคราว” สีหน้าของเวินหรูกุยขรึมลงมากกว่าเดิม “เรื่องที่ข้ากับน้องหญิงแต่งงานกัน ตอนนั้นคนในหมู่บ้านรู้กันทั่วหน้า แค่ถามพี่ชายร่วมตระกูลข้าก็รู้ความจริงทุกอย่างแล้ว”
เวินเห่ายืนอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าแต่กลับมีคนสังเกตเห็นนางแค่ไม่กี่คน พอนางได้ยินเช่นนั้นในใจก็เย็นวาบ
ท่านพ่อไม่รู้สึกเหมือนคนกินปูนร้อนท้องเลยสักนิด
หมู่บ้านตระกูลเวินอยู่ห่างไกล เดินทางไปกลับทีใช้เวลาราวสองเดือน เขาเดาว่าคงไม่มีใครยอมทุ่มแรงไปพิสูจน์ความจริงขนาดนั้น
หากมองอีกมุม ต่อให้มีคนไปจริงๆ หมู่บ้านที่ปิดตายเกาะกลุ่มกันอยู่แค่นั้น หลายปีมานี้เสพสุขกับผลประโยชน์จากที่พ่อเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะมีใครจะยอมพูดความจริงบ้างเล่า
แต่คนคนหนึ่งต้องเลวทรามและเย็นชาถึงขั้นไหนถึงบีบให้ภรรยากับบุตรสาวจนตรอกขนาดนี้
ชาติก่อนท่านยายไฟโทสะสุมอกจนตาย ท่านแม่เป็นบ้าเสียสติ ส่วนชีวิตของนางกับพี่สาวก็เหมือนสิ้นสุดลงในเวลานั้น เวินเห่ายิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ทว่ากลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า
หากเทียบกับความสงบเยือกเย็นของเวินเห่าแล้ว เวินฉานมีท่าทางร้อนรนอยู่บ้าง
แต่เรื่องนี้ก็โทษนางไม่ได้
ถึงแม้รู้ว่าท่านพ่อจะมีอนุนอกจวน แต่บุตรสาวที่เติบโตท่ามกลางความรักใคร่ของบิดามารดามาตลอดสิบแปดปี จะมีสักกี่คนที่คิดว่าพ่อของตนเองจะสามารถพูดจาหว่านล้อมโป้ปดต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ได้
เวินฉานทั้งลนลานทั้งหวาดกลัวในใจไปพร้อมกัน
นางไม่เชื่อว่าสิ่งที่บิดาพูดเป็นความจริง ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าเรื่องที่บิดาพูดจะเป็นความจริง
ถ้าเป็นตามที่ท่านพ่อพูดขึ้นมาจริงๆ ท่านแม่ควรทำเช่นไร
แล้วน้องกับนางควรทำอย่างไร
เวินฉานสะบัดมืออันเย็นเฉียบแล้วกุมมือของเวินเห่าไว้
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร นางก็ต้องปกป้องน้องสาวของนางให้ได้!
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกลัวของเวินฉาน เวินเห่าก็เปลี่ยนไปเป็นคนจับมือนางแทน หาจังหวะกระซิบข้างหูนางว่า “ท่านพ่อโกหก”
เวินฉานรูม่านตาหดลง สีหน้าตกตะลึง
นางไม่รู้ว่าน้องสาวไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน แต่นางก็เชื่อทันทีโดยไม่คิดลังเลใจสักนิด
หากไม่เชื่อน้องสาวที่สายใยรักลึกซึ้ง จะให้เชื่อท่านพ่อที่คิดจะจับท่านแม่กับพวกนางสองคนเข้าคุกอย่างนั้นหรือ
นี่ไม่ใช่ตัวเลือกที่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดเลย
พอเวินฉานจับมือกับน้องสาว จู่ๆ นางก็ไม่ลนลานอีกต่อไป
นางกลัวว่าท่านตาจะใช้วิธีสกปรกบีบท่านพ่อจริงๆ กลัวว่าสถานะภรรยาของท่านแม่จะเป็นการแย่งชิงมาแต่แรกเริ่ม กลัวว่าการเกิดมาของนางกับน้องสาวจะเป็นความไม่ยุติธรรมต่อสตรีคนหนึ่ง
ทว่าหากเรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้วจะมีเรื่องใดให้นางหวาดกลัวอีกเล่า
ต่อให้ท่านพ่อจะโกหกคนทั้งโลก แต่ในแง่ของความแข็งแกร่งทางจิตใจแล้วย่อมไม่ใช่ท่านพ่อแน่นอน
“เช่นนั้นก็ไปเอาตัวพี่ชายร่วมตระกูลของเจ้ามาถามให้ชัดเจน” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงแข็งกร้าวโดยไม่คิดลังเลใจสักนิด
เวินหรูกุยลอบพรูลมหายใจ
เขากังวลว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่สนใจแล้วเข้าวังไปร่ำไห้ตัดพ้อกับไทเฮา โชคดีที่เขาเข้าใจนิสัยของท่านแม่ยายคนนี้ ภายใต้ความกะทันหันที่เกิดขึ้น เรื่องราวกลับไหลไปตามทางที่เขาปูไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ขึ้นรถม้า แต่ก้าวเท้าเดินไปทางจวนตระกูลเวิน หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าวก็ก่นด่า “หว่านฉิง เจ้ามัวยืนซื่อบื้ออะไรอยู่ ยังไม่รีบประคองแม่อีก!”
สะใภ้หลินที่ตกอยู่ในสภาวะนิ่งอึ้งก็เดินไล่หลังฮูหยินผู้เฒ่าไป เร่งฝีเท้าจนเกือบสะดุดล้ม
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือไปตรงหน้าบุตรสาว เอ่ยเสียงดังกังวาน “เดินให้มันมาดมั่นหน่อย!”
ดวงตาพร่าเลือนกลับมาสดใสเล็กน้อยก่อนจะจับแขนของฮูหยินผู้เฒ่าไว้
พอเห็นพวกฮูหยินผู้เฒ่าเดินไปที่จวนตระกูลเวิน คนที่ยืนมุงอยู่ก็เดินตามไปโดยไม่คิดลังเล
เรื่องที่น่าเจ็บปวดกว่าการไม่ได้ดูเรื่องสนุกๆ ของชาวบ้านคืออะไร นั่นก็คือดูได้ไปแค่ครึ่งเดียวนั่นเอง
ถนนที่แออัดไปด้วยผู้คนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า หลงเหลือเพียงเจ้าหน้าที่ที่มาดูลาดเลาเหตุการณ์เท่านั้น
“หัวหน้า เราเอายังไงกันต่อดีขอรับ”
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตรวจตราชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ฝืนเอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ “ลาดตระเวนต่อ”
ถึงแม้เรื่องราวจะสนุก แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้น้อย หากสองฝ่ายปะทะกันขึ้นมาจะทำอย่างไร
ฝั่งหนึ่งก็จวนแม่ทัพ อีกฝั่งก็จวนรองเสนาบดี แถมทั้งสองจวนยังมีความสัมพันธ์สามีภรรยากันอีก เรื่องวุ่นวายเช่นนี้พวกเขาจนปัญญาจะรับไหว
จวนตระกูลเวินอยู่ไม่ไกลนัก คนกลุ่มหนึ่งเดินแห่กันมามากมาย ซึ่งไม่นานก็มาถึงแล้ว
ผู้แลจวนเวินผิงวิ่งออกมา “นายท่าน นี่คือ...”
เวินหรูกุยไม่ได้ใส่ใจเวินผิง เอ่ยถามเสียงขรึม “นายท่านแปดอยู่จวนหรือไม่”
เวินผิงกวาดตามองพวกฮูหยินผู้เฒ่า ภายในใจก็รู้ว่าวันเปิดโปงความจริงมาถึงแล้ว ทว่ากลับไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า “นายท่านแปดออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว เหมือนจะยังไม่กลับมาขอรับ”
“เหมือน?” เวินหรูกุยไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้ และยิ่งไม่พอใจเวินหรูเซิงเข้าไปใหญ่
เมื่อเช้าเขาจงใจส่งคนไปกำชับพี่ชายไว้ก่อนแล้วว่าวันนี้ไม่ให้เขาออกไปไหน แล้วทำไมถึงยังออกไปอีก
“บ่าวจะไปถามคนเฝ้าประตูดู” เวินผิงรีบเดินไปถามบ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตู จากนั้นก็ให้คำตอบที่ชัดเจน “นายท่าน นายท่านแปดยังไม่กลับมาขอรับ”
เวินหรูกุยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “รีบส่งคนไปตามนายท่านแปดกลับมาเดี๋ยวนี้”
พวกที่แห่ตามกันมาดูต่อต่างพากันร้อนใจ
พยานไม่อยู่ หากพวกเขาเข้าไปรอในจวนตระกูลเวิน เช่นนั้นก็คงไม่ได้ดูเรื่องสนุกแล้วสิ
จากนั้นก็ได้ยินเวินหรูกุยพูดเช่นนั้นจริงๆ “ท่านแม่ยาย เช่นนั้นพวกเราเข้าไปรออยู่ข้างในก่อนดีกว่า”
ทันใดนั้นเวินฉานก็เดินก้าวขึ้นไป “ท่านยาย ท่านลุงแปดจะกลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ ท่านยายเข้าจวนไปพักดื่มชาก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
นางมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา
ชาวบ้านที่มารอดูเรื่องสนุกมีใจเอนเอียงไปทางท่านพ่อ อีกอย่างท่านลุงกับท่านพ่อเป็นคนตระกูลเดียวกัน เป็นไปได้สูงมากที่จะตามน้ำไปกับท่านพ่อ
ทันทีที่ท่านลุงเป็นพยานให้ท่านพ่อต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ทางฝั่งท่านแม่ก็คงลำบากแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ามองความกังวลในแววตาของหลานสาวออก ก็พยักหน้าเล็กน้อย
เวินฉานพรูลมหายใจแล้วรีบเข้าไปประคองแขนของฮูหยินผู้เฒ่า
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงเจือหวาดกลัวดังแว่วมาจากกลุ่มคน “น้อง น้องสิบ”
พอเวินหรูกุยเห็นเวินหรูเซิงก็ลอบดีอกดีใจ “พี่แปด พี่ไปไหนมาหรือขอรับ”
“ข้าก็แค่ออกไปเดินเล่น ในจวนเกิดเรื่องอะไรขึ้น เหตุใดถึงอยู่ข้างนอกกันหมด” เวินหรูเซิงแววตาทอประกายแสง จากนั้นก็เหลือบมองเวินเห่าอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
กวาดตามองไปก็เห็นใบหน้างดงามที่ไร้อารมณ์
ทั้งเย็นชาและน่ามอง
ทว่าเวินหรูเซิงใจสั่นสะท้าน รีบยกมือปิดตา
เจ้าปีศาจตัวนี้ไม่กลัวแสงไม่กลัวคน ไม่ให้โอกาสเขาเอาตัวรอดบ้างเลย!
เวินหรูกุยกลับไม่รู้ความหวาดกลัวของพี่ชายตนในเวลานี้ เห็นเขามีท่าทีเช่นนั้นก็นึกว่าไม่ชินกับสถานการณ์ที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนมากมาย
คนซื่อๆ พูดน้อยและไม่กล้าเจอะเจอใคร ในความคิดของผู้คนนับว่าคนประเภทนี้เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ
“ท่านแม่ยาย พี่ชายร่วมตระกูลของข้าเป็นคนซื่อสัตย์ ท่านถามเขาได้เลยขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเลื่อนสายตามาจับจ้องใบหน้าของเวินหรูเซิง “เจ้าเป็นพี่ชายร่วมตระกูลเดียวกับเวินหรูกุยอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นเจ้าก็พูดมาว่าเวินหรูกุยแต่งงานเมื่อใด”
เวินหรูเซิงเผลอเหลือบมองเวินเห่าตามจิตใต้สำนึก รอมยิ้มที่ปรากฏบนมุมปากทำเอาเขาหนังศีรษะชาวาบ จากนั้นก็หันมองไปรอบด้านอย่างเป็นธรรมชาติ จนสุดท้ายก็เลื่อนสายตามามองใบหน้าของสะใภ้หลิน
“น้องสิบแต่งงานเมื่อใดคงไม่มีใครรู้ชัดแจ้งไปกว่าน้องสะใภ้แล้วกระมัง” คนซื่อสัตย์เอ่ยพร้อมใบหน้าฉงน