คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 24 ความเจ็บปวดที่ตามมา ตอนที่ 25
ตอนที่ 24 ความเจ็บปวดที่ตามมา
หลังจากแม่ทัพผู้เฒ่าหลินตาย เวินหรูกุยก็ผุดความคิดขึ้นมา
เขาอดใจรอมาหนึ่งปีเศษ ไม่รู้ว่าในสมองปรากฏฉากที่เกิดขึ้นในวันนี้มาแล้วตั้งกี่ครั้ง รวมถึงทุกช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นล้วนอยู่ในจินตนาการของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาเตรียมพร้อมตั้งรับทุกด้าน เพราะเหตุนี้พอได้ยินคำพูดของเวินหรูกุยจึงรู้สึกทะแม่งๆ
“พี่แปด ฮูหยินผู้เฒ่าถามว่าข้าแต่งงานเมื่อใด” เวินหรูกุยเน้นคำว่า ‘เมื่อใด’ มากเป็นพิเศษ
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นไม้เท้ากระทุ้งใส่ข้างเท้าเขาจนฝุ่นบินว่อนตลบอบอวล “เจ้าพูดแทรกขึ้นมาทำไม!”
“ข้ากลัวพี่ชายจะเป็นกังวลจนประหม่าแล้วพูดผิด...”
ฮูหยินผู้เฒ่าแสยะยิ้มเย็นชา “ข้าว่าเจ้าลนลานมากกว่า”
เวินหรูกุยสะอึก มองไปทางเวินหรูเซิง นัยน์ตาแฝงไปด้วยความตักเตือน
เวินหรูเซิงเกาศีรษะ มือไม้เก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูก
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง “เจ้าพูดที่เจ้ารู้ก็พอ ไม่ต้องคิดถึงใคร”
เวินหรูเซิงมองเวินหรูกุย จากนั้นถึงเลื่อนสายตามามองสะใภ้หลิน ก็ยิ่งหวาดระแวงมากกว่าเดิม “ข้าจำไม่ค่อยได้แล้วว่าน้องสิบกับน้องสะใภ้แต่งงานกันเมื่อใด ตอนนั้นน้องสิบแต่งงานคำนับบรรพชนในเมืองหลวง ห่างจากบ้านไกลเกินไป ข้าเลยมาไม่ได้...”
พอพูดออกมาเช่นนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในฝูงชนก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมา
ทำไมพอฟังคำพูดนี้ เหมือนรองเสนาบดีเวินจะไม่ได้แต่งงานที่บ้านเกิดเลยเล่า
เวินหรูกุยสีหน้าเคร่งขรึม อดกลั้นความโกรธและเอ่ยเตือนขึ้นว่า “พี่แปด ฮูหยินผู้เฒ่าหมายถึงก่อนเข้าเมืองหลวงมา”
“ก่อนเข้าเมืองหลวงมาอย่างนั้นหรือ” เวินหรูเซิงเผยสีหน้ามึนงง “ก่อนเข้าเมืองหลวงมาน้องสิบไม่เคยแต่งงานมาก่อนนี่นา”
หลังจากประโยคนี้ เวินหรูกุยก็สีหน้าเปลี่ยน
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับรู้สึกเหมือนมีโชคทับใส่นางก็ไม่ปาน
นี่นับว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งจริงๆ
“พี่แปด ท่านเลอะเลือนไปแล้ว” เวินหรูกุยน้ำเสียงดุดัน ตรงขมับผุดเส้นเลือดสีเขียวปูดโปน
เขาคิดไม่ถึงว่าเรื่องที่ไม่มีทางผิดพลาดจะเจออุปสรรคหนักหนาขนาดนี้
เวินหรูเซิงสองพ่อลูกเข้าเมืองหลวงมาเขาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ไม่เคยอืดอาดชักช้าแม้แต่น้อย แถมยังแนะนำหลานให้ใครตั้งหลายคนรู้จัก
คนโง่ยังรู้ว่าเส้นทางภายภาคหน้าของเวินเฟิงขาดแรงหนุนจากเขาไม่ได้ ต่อให้ผ่าสมองของเขาออกมาก็ยังไม่เข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น
เมื่อต้องเผชิญกับความกดดัน เวินหรูเซิงก็แทบทนไม่ไหว อดกวาดตามองไปทางเวินเห่าไม่ได้
ฟึ่บ สาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าผู้ไร้ซึ่งตัวตนล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะกัดกินคำหนึ่งด้วยสีหน้าราบเรียบ
เวินหรูเซิงตั่วสั่นระริกพร้อมหน้าซีดเผือด
ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ไม้เท้าเคาะพื้น “เวินหรูกุย เจ้าจะไปขู่ขวัญคนซื่อสัตย์อย่างเขาทำไม เจ้าคิดว่าคนอื่นจะใจทรามโหดเหี้ยมเช่นเจ้าอย่างนั้นหรือ”
เวินหรูกุยยังไม่ทันหายใจเต็มปอดด้วยซ้ำ
ทว่าเวลานี้ หากอยากพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสมีเพียงอาศัยเวินหรูเซิงเท่านั้น
“พี่แปด ท่านลืมเสี่ยวชิงไปแล้วหรือขอรับ” เวินหรูกุยพยายามพูดเสียงปกติ สื่อให้สะใภ้ฉังเดินก้าวขึ้นมา
เสี่ยวชิงก็คือชื่อเล่นของสะใภ้ฉัง
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน สะใภ้ฉังเดินไปหาเวินหรูเซิงด้วยท่าทีดีอกดีใจ “พี่แปดยังจำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
เวินหรูเซิงจ้องสะใภ้ฉังแวบหนึ่ง จากนั้นก็มีสีหน้านึกขึ้นได้ “น้องเสี่ยวชิงนี่เอง”
เวินหรูกุยสีหน้าผ่อนคลายลงบ้าง ฉวยโอกาสเอ่ยเตือน “พี่แปดจำเรื่องข้ากับน้องหญิงไม่ได้แล้วหรือ”
เวินหรูเซิงตบหน้าผากที “จำได้สิ!”
ไม่รอให้เวินหรูกุยผ่อนลมหายใจก็ได้ยินเวินหรูเซิงเอ่ยต่อ “เรื่องหมั้นหมายของพวกเจ้าสองคนไม่ใช่แค่เรื่องลมปากหรอกหรือ ตอนหลังน้องสิบก็เข้ามาสอบในเมืองหลวง จากนั้นก็มีข่าวแพร่สะพัดมาว่าเจ้าสอบผ่านเป็นขุนนาง แถมแต่งงานกับบุตรสาวของตระกูลใหญ่สูงศักดิ์ จากนั้นมาเสี่ยวชิงก็หายตัวไป ที่แท้ก็ตามมาหาน้องสิบที่เมืองหลวงนี่เอง...”
เวินหรูกุยใบหน้าง้ำงอ “พี่แปด ก่อนหน้าที่ข้าจะเข้าเมืองหลวงมาก็ได้แต่งงานกับเสี่ยวชิงแล้ว ท่านจำผิดแล้ว!”
คนซื่ออย่างเวินหรูเซิงได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจ “เจ้ากับน้องเสี่ยวชิงแต่งงานกันหรือไม่ข้าจะจำผิดได้เช่นไร เรื่องอื่นข้าอาจเทียบน้องสิบไม่ได้ แต่เรื่องความจำข้ายังดีอยู่นะ...”
ผู้คนพากันส่งเสียงดังอื้ออึง
“รองเสนาบดีเวินบอกว่าถูกแม่ทัพผู้เฒ่าหลินบีบให้แต่งงานใหม่ขณะที่มีภรรยาอยู่ไม่ใช่หรือ แต่ที่แท้ก็ไม่ได้มีการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องหญิงเลยต่างหาก”
“ข้าไม่เข้าใจเลย ในเมื่อยังไม่ได้แต่งงานแต่ทำไมถึงรั้นบอกว่าแต่งงานแล้ว ในต้าโจว การแต่งงานใหม่ขณะที่มีภรรยาอยู่ถือว่าผิดกฎมณเฑียรบาล ”
มีคนหนึ่งลูบเคราแพะพลางเอ่ยอย่างสมเหตุสมผล “มีอะไรไม่เข้าใจอีก เจ้าลองดูคุณหนูสองคนที่ยืนข้างฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลิน แล้วหันมามองดูบุตรชายและบุตรสาวทั้งสองที่อยู่ด้านหลังของรองเสนาบดีเวิน รองเสนาบดีเวินต้องเตรียมแผนการไว้เพื่อบุตรชายเพียงคนเดียวแน่นอน”
“ต่อให้เป็นบุตรอนุ แต่ในฐานะที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีเวิน วันหน้าย่อมต้องสืบทอดทุกอย่างของจวนรองเสนาอยู่แล้ว เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย”
“หากเป็นครอบครัวธรรมดาคงเป็นเช่นนั้น แต่หากเป็นจวนรองเสนาบดีคงแตกต่างกันออกไป ไม่ได้ยินที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินพูดหรือ แม้แต่เรือนที่อยู่อาศัยของรองเสนาบดีเวินยังเป็นของตระกูลหลิน หากรองเสนาบดีเวินคิดยกทุกอย่างให้บุตรชาย ไหนเลยเรื่องราวจะง่ายดายขนาดนั้น”
“เหอะ ผู้ชาย!”
เวินหรูกุยฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ไม่เข้าหูอีกต่อไป เขาจับจ้องเวินหรูเซิงตาเขม็งด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองถึงขีดสุด
ทั้งๆ ที่กำชับไว้อย่างดี พี่แปดเป็นอะไรไป
แต่ต่อให้เขาโมโหก็ไม่สามารถระบายออกมาท่ามกลางสายตาคนมากมายเช่นนี้ได้
เวลานี้เวินหรูกุยสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ตามมาของการยกหินหล่นทับเท้าตนเองแล้ว
“เวินหรูกุย เจ้ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งชิงชังและคลายความโกรธลงไปพร้อมกัน
เวินหรูกุยพยายามรักษาท่าทีสงบไว้ “วันนั้นพี่แปดบอกว่าเจอผีหลอก ตอนนี้อาการคงยังไม่ดีขึ้น ดังนั้นความจำเลยสับสนจนพูดจาเลอะเทอะ”
“เจอผีหลอก?” เวินหรูเซิงเหลือบมองไปทางเวินเห่าอย่างรวดเร็วแล้วส่ายศีรษะราวกลองป๋องแป๋ง “เปล่าๆ ข้าจะเจอผีได้เช่นไร! น้องสิบต่างหาก เหตุใดถึงเอาแต่ยืนกรานว่าแต่งงานกับน้องเสี่ยวชิงแล้ว...”
“พี่แปด ท่านไปคิดมาให้ดีก่อนค่อยพูด!”
เวินหรูเซิงตกใจจนหน้าซีด “น้อง น้องสิบ เจ้าจะให้ข้าคิดอะไร”
“ท่าน...” เวินหรูกุยเริ่มฉุนเฉียว จากนั้นก็พลันตระหนักได้ว่าตนคงพึ่งพาเวินหรูเซิงไม่ได้แล้ว
เขารู้ว่าต้องแอบมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน แต่เวลานี้มีโอกาสให้เขาตามสืบให้กระจ่างเสียเมื่อไร
สุดท้ายก็ได้แต่ยอมแพ้ เวินหรูกุยตะโกนเรียกเวินผิง
เวินผิงก้มหน้าเดินก้าวขึ้นมาโดยไม่กล้ามองตาเวินหรูกุย “บ่าวอยู่นี่ขอรับ”
เวินหรูกุยมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่า “พี่ชายร่วมตระกูลของข้าติดนิสัยกินเหล้า สติปัญญาเลอะเลือน เวินผิงเองก็ติดตามรับใช้ข้าหลังจากที่สอบผ่านจู่เหริน เขาย่อมรู้สถานการณ์ในตอนนั้นเช่นกัน ไม่เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าลองฟังความจากเขาก่อน ข้ารู้ว่าเวินผิงเป็นคนของข้า คำพูดที่เปล่งออกมาอาจจะไม่น่าเชื่อถือ เดี๋ยวฮูหยินผู้เฒ่าค่อยส่งคนไปตามสืบที่หมู่บ้านตระกูลเวินก็ย่อมได้”
ด้วยสถานภาพการเงินของเวินหรูกุยในเวลานั้นย่อมไม่มีเงินจ้างบ่าวรับใช้แน่นอน แต่พอสอบผ่านจู่เหรินย่อมแตกต่างออกไป เพราะมีคนให้เงิน มีคนให้ที่ดิน แถมยังให้บ่าวรับใช้ด้วย
เวินผิงเป็นบ่าวรับใช้ที่เศรษฐีในพื้นที่ให้มา
เวินหรูกุยรู้ว่าน้ำหนักคำพูดของเวินผิงน้อยมาก แต่ตอนนี้ไม่มีหนทางอื่นแล้ว ถึงแม้คนส่วนมากจะปักใจเชื่อตระกูลหลิน ขอแค่เรื่องนี้ตกเป็นประเด็นถกเถียงก็จะมีเหตุผลให้ไปตามสืบถึงหมู่บ้านตระกูลเวินแน่นอน
หากคนนอกไปถึงหมู่บ้านตระกูลเวินเมื่อไร คิดจะสืบถามได้ความจริงก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว
หลายปีมานี้เขาบริจาคเงินซ่อมแซมศาลบรรพชน สร้างสถานศึกษา เพราะหมู่บ้านตระกูลเวินมีขุนนางชั้นสูงอย่างเขา หมู่บ้านอื่นจึงไม่กล้าล่วงเกิน กล่าวได้ว่าทุกคนในหมู่บ้านตระกูลเวินต่างได้รับผลประโยชน์จากเขาโดยถ้วนหน้า
เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีคนโง่เขลาเฉกเช่นเวินหรูเซิงโผล่มาอีก
“เวินผิง ตอนที่ข้ากับน้องสาวแต่งงานกันเจ้าก็อยู่ในเหตุการณ์ เจ้าเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ตอนนั้นให้ฮูหยินผู้เฒ่าลองฟังดูเถิด”
เวินผิงโค้งตัวก้มหน้าไม่ขยับเขยื้อน
“เวินผิง” ทันใดนั้นเวินหรูกุยก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก
เวินผิงเงยหน้ามองเวินหรูกุยแวบหนึ่งพร้อมเหงื่อชุ่มตรงหน้าผาก “นายท่าน...ท่านจำผิดไปแล้วกระมัง ท่านกับชิงฮูหยินไม่ได้แต่งงานกันมาก่อนนะขอรับ”