คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 25 เฝ้ารอคาดหวัง ตอนที่ 26
ตอนที่ 25 เฝ้ารอคาดหวัง
ตูมตาม!
เวินหรูกุยรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าผ่าลงกลางหัวกะโหลกจนทำเอาในสมองของเขาว่างเปล่า กระทั่งไร้ท่าทีตอบสนองใดไปชั่วขณะ
ในฐานะขุนนางคนหนึ่งที่ทำงานมายี่สิบกว่าปี เดิมทีเวินหรูกุยยังพอข่มอารมณ์ได้ แต่เพราะเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าแปลกพิกลไปหมด ทำเอาเขาเองก็จนปัญญาจะเข้าใจได้เช่นกัน
พี่ชายร่วมตระกูล บ่าวรับใช้คนสำคัญ อย่าว่าแต่กำชับก่อนล่วงหน้าเลย ต่อให้เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันก็น่าจะรู้ว่าควรพูดจาเช่นไร
แต่พวกเขากลับแปรพักตร์เข้าหาตระกูลหลินกันหมด
สมรู้ร่วมคิด!
ในใจของเวินหรูกุยผุดคำนี้ขึ้นมาในใจ
เขากวาดตามองใบหน้าของเวินผิงและเวินหรูเซิงด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์อย่างแน่นิ่งไม่ไหวติง จากนั้นถึงเลื่อนสายตาไปมองพวกสะใภ้หลินและฮูหยินผู้เฒ่า ในสมองหมุนเร็วจี๋ใครเป็นตลบหลังเขากันแน่!
เวินผิงตกใจสายตาที่สาดส่ายมาของเวินหรูกุยเลยลอบมองเวินเห่าอย่างเงียบๆ แวบหนึ่ง
สาวน้อยในอาภรณ์เสื้อสีขาวกระโปรงสีเขียวยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา
มืองามดั่งหยกที่มีนิ้วเรียวเล็กทั้งห้า
เวินผิงสะท้านไปทั้งร่าง รีบก้มหน้าต่ำลงมากกว่าเดิม
คุณหนูรองกำลังเตือนเขาว่ายังติดค้างเงินพวกอันธพาลพวกนั้นอีกห้าร้อยตำลึง!
อันที่จริงตนก็กลับลำไม่ได้แล้ว
เวินผิงลอบยิ้มขมขื่น ความละอายใจต่อเจ้านายที่ผุดขึ้นมาในใจลึกๆ พลันมลายหายไป
ในเมื่อกลับลำไม่ได้แล้ว เช่นนั้นก็ต้องปกป้องตนเอง ทำได้แค่เดินต่อไปให้สุดทาง
นายท่าน ขอโทษด้วยจริงๆ นะขอรับ
เวินผิงไล่มองแผ่นหินสีอมฟ้าที่ไร้ฝุ่นเกาะ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหวาดกลัวปนคลางแคลงใจ “ตอนนั้นนายท่านบอกชิงฮูหยินว่ารอสอบติดราชการเมื่อไรค่อยกลับไปแต่งงานด้วยไม่ใช่หรือขอรับ”
หลังจากที่ทุกคนต่างพากันเงียบกริบเพราะเรื่องเหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้น ตอนนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์พลันดังเซ็งแซ่
“นี่พอสอบติดราชการก็แต่งงานกับบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ แล้วทอดทิ้งลูกพี่ลูกน้องหญิงไว้ที่บ้านเกิดแสนไกลนั้นหรือ”
“ถูกข่มขู่จนทำอะไรไม่ได้เสียเมื่อไรกัน นี่มันเล่นเบื่อแล้วก็ทิ้งชัดๆ!”
“ถุย ผู้ชายน่าขยะแขยงเสียจริง”
“อย่าเหมารวมผู้ชายอย่างพวกข้าทั้งหมดสิ มีผู้ชายไม่กี่คนหรอกที่จะทำแบบนี้ ทำลายคำหมั้นหมายกับลูกพี่ลูกน้องหญิงที่เติบโตมาด้วยกันแล้วหันมาแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลใหญ่ รอจนลูกพี่ลูกน้องหญิงผู้นี้ให้กำเนิดบุตรชายแล้วก็ใส่ความภรรยาที่ครองคู่กันมา แถมยังบอกว่าถูกขู่บังคับอีกต่างหาก” หนึ่งในผู้ชม มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ชาวบ้านที่มุงดูต่างไม่ได้ใส่ใจว่าคำพูดนี้หลุดจากปากใคร ในเมื่อกำลังมีแต่เสียงดังโหวกเหวก คนแย่งกันพูดมากมาย คำพูดนี้ฟังดูเข้าเค้าอย่างยิ่งยวด
ทันใดนั้นคนนับไม่ถ้วนต่างก็คล้อยตามเห็นพ้องต้องกัน
“เวินผิง บ่าวสารเลวอย่างเจ้าไปรับสินบนใครมาถึงมาใส่ความเจ้านายเช่นนี้!” ในที่สุดเวินหรูกุยก็เอ่ยด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านเดือดดาล
เวินผิงตกใจจนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงร้อนรน “นายท่าน ท่านใส่ร้ายบ่าวให้ตาย บ่าวก็ไม่มีทางรับสินบนคนอื่นเพื่อมาใส่ความท่านแน่นอนขอรับ!”
ท่ามกลางหมู่คน มีคนที่พอจะรู้เหตุการณ์ตะโกนขึ้นเสียงดัง “คนผู้นี้คือเวินผิงเป็นบ่าวรับใช้ของรองเสนาบดีเวินมายี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ขึ้นเป็นผู้ดูแลของจวนรองเสนาบดีเวิน”
“หากเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่หักหลังเจ้านายเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยหรอก”
“ดูท่าทางเป็นบ่าวซื่อๆ ที่ไม่น่าจะพูดจาโป้ปดแต่อย่างใด”
มีคนเอ่ยเสียงหดหู่ “คิดไม่ถึงเลยว่ารองเสนาบดีเวินจะไร้คุณธรรม แต่คนข้างกายมีแต่คนซื่อสัตย์จริงใจทั้งนั้น”
เสียงหัวเราะพลันดังรอบทิศ
คนซื่ออย่างเวินหรูเซิงฉลาดว่องไว ตะโกนขึ้นว่า “น้องสิบ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า แต่คนเราต้องมีความซื่อตรง เฟิงเอ๋อร์ใกล้เข้าสอบแล้ว วันหน้าข้าไม่อยากให้ใครกล่าวหาว่าเขามีพ่อที่พูดจาโป้ปดหน้าตาย”
“ท่าน...” เวินหรูกุยชี้นิ้วไปทางเวินหรูเซิงหมายพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆ ก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาที่หัวใจ
เขากุมหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เวินเห่ามองผู้ชมบริเวณนั้นด้วยสายตาเยือกเย็นพร้อมใจเต้น
นี่คือผลแห่งกรรม ครั้งนี้ถึงตาท่านพ่อหายใจไม่ทันบ้างแล้ว...
แต่ถึงอย่างไรเวินหรูกุยก็ยังหนุ่มแน่น ย่อมไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างฮูหยินผู้เฒ่า
แต่สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ไม่ตายก็ไม่ต่างกับตายไปแล้ว
เวินหรูกุยค้นพบอย่างสิ้นหวังว่าเขาไม่สามารถหาเรื่องมาโต้แย้งได้ในระยะเวลาอันสั้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงสวบดังขึ้น เสียงชักกระบี่ออกมาจากฝักนั่นเอง
ขณะที่เสียงดังขึ้น ชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด รอกระทั่งเห็นกระบี่ยาวแผ่ไอเย็นยะเยือกที่ส่องประกายแสงวิบวับในมือสะใภ้หลินแล้ว คนที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงรีบเบี่ยงไปด้านข้าง
สะใภ้หลินถือกระบี่เดินไปหาเวินหรูกุย
บ่าวรับใช้ชายของฉังซุ่นที่อยู่ด้านหลังนางเบิกตาเลิ่กลั่ก “ซื่อจื่อ กระบี่ของท่าน!”
แค่มาดูเรื่องสนุกๆ มิใช่หรือ เหตุใดฮูหยินหลินถึงชักกระบี่ของซื่อจื่อออกไปเช่นนั้น!
ยุคนี้คุณชายตระกูลดังต้องมีกระบี่เสริมบุคลิก ซึ่งความจริงแล้วส่วนมากไม่มีวิทยายุทธ์ใดติดตัวเลย กระบี่เป็นเพียงของตกแต่งราวกับหยกงามที่สวมใส่ก็เท่านั้น
ฝักกระบี่ด้ามยาวของจิ้งอ๋องซื่อจื่อมีลวดลายงดงามเป็นพิเศษ
แต่ต่อให้ประณีตงดงามเพียงใดก็ทำร้ายคนได้เหมือนกัน
ภายใต้อารมณ์หัวร้อน สะใภ้หลินไหนเลยจะสนใจว่ายืมกระบี่ของใครมา นางเพียงแค่ต้องการรีบระบายความโกรธที่สะสมอยู่ในทรวงอกจนแทบทำให้นางคลุ้มคลั่งออกมาก็เท่านั้น นางคิดจะใช้กระบี่แทงลงกลางใจของเวินหรูกุย ดูสิว่าเลือดของเขาเย็น หรือหัวใจของเขาเป็นสีดำกันแน่
“ท่านแม่!” ร่างผอมบางพุ่งพรวดเข้าไปรั้งแขนที่ถือกระบี่ของสะใภ้หลินไว้
นางมองบุตรสาวที่ขวางอยู่ตรงหน้า สะใภ้หลินเอ่ยด้วยสีหน้าฉุนเฉียว “อาเห่า เจ้าถอยไป!”
ถ้าวันนี้นางไม่ได้สับร่างของเวินหรูกุยให้แหลกละเอียดคงยากที่จะคลายความเคียดแค้นนี้ได้
“ท่านแม่ ท่านแม่ลองมองไปทางนั้นเจ้าค่ะ” เวินเห่าชี้ไปทิศทางหนึ่ง
สะใภ้หลินมองไปด้วยร่างอันแข็งทื่อ จากนั้นก็เห็นเส้นผมขาวโพลนของฮูหยินผู้เฒ่ากับใบหน้ากระวนกระวายใจของบุตรสาวคนโต
เสียงอ่อนโยนนุ่มนวลของบุตรสาวคนรองดังแว่วเข้ามาในหู บรรเทาความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจ “ท่านแม่ ท่านอย่าทำเรื่องโง่ๆ พวกเราต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขนะเจ้าคะ”
ตั้งแต่นางกลับมาชาตินี้ นางไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเพชรพลอยของกิน ไม่จินตนาการถึงคนรักต้องได้ดั่งใจหวัง ความหวังทุกอย่างขอเพียงครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขก็พอ
สะใภ้หลินผงะไป
ระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็เหมือนยาวนาน ในที่สุดมือที่กำกระบี่ไว้ก็ลดต่ำลง
เวินเห่าหยิบกระบี่ที่อยู่ในมือของสะใภ้หลินมาโดยที่นางเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
ฮูหยินผู้เฒ่าคำรามเสียงดัง “หว่านฉิง แม่เคยบอกเจ้าแล้วว่าหากคิดจะฟันคนต้องดูว่าเป็นใครด้วย เจ้าสัตว์เดียรัจฉานตนนี้คู่ควรด้วยหรือ”
สะใภ้หลินจับจ้องเวินหรูกุยตาเขม็ง กัดฟันพูดสามคำนี้ออกมาอย่างช้าๆ “ไม่ คู่ ควร”
เมื่อคำพูดนั้นหลุดจากปาก ร่างของสะใภ้หลินก็โงนเงน ราวกับสามคำนั้นกินเรี่ยวแรงของนางจนหมดสิ้น
เวินฉานรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปประคองร่างสะใภ้หลินไว้
“ฉานเอ๋อร์ พาแม่ของเจ้ากลับจวนแม่ทัพไปพักผ่อน ส่วนอาเห่าเข้าวังเป็นเพื่อนยาย” ฮูหยินผู้เฒ่ากำไม้เท้าแน่น เหลือบมองเวินหรูกุยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าจะเข้าไปกราบทูลไทเฮาเรื่องลูกเขยตัวดีเสียหน่อย!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมุนตัวเดินจากไป ฝีเท้าว่องไวดั่งสายลม
เวินเห่ารีบสาวเท้าเดินตามไป ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าในมือยังถือกระบี่ไว้อยู่เลยชะงักฝีเท้าหมุนตัวมา
ฉังซุ่นที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนรีบโบกไม้โบกมือ “กระบี่ของซื่อจื่อของข้าขอรับ!”
ขณะที่พูด เขาก็เตรียมตัววิ่งไปรับกระบี่คืนมา ทว่ากลับถูกดึงหลังเสื้อเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
เวลาเพียงอึดใจเดียว เวินเห่าก็เดินเข้ามาหา
“ต้องขอโทษด้วยเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ควบคุมตัวเองไม่ได้เล็กน้อย”
ฉีซั่วรับกระบี่มาพร้อมรอยยิ้ม “ปกติของมนุษย์ แม่นางรองเวินรีบไปเถิด”
รอยยิ้มเบิกบานของชายหนุ่มไร้ซึ่งพิษภัย ทำเอาฉังซุ่นผุดความสงสัยหนึ่งขึ้นมา มือเมื่อครู่คงไม่ใช่ของซื่อจื่อกระมัง
ไม่มีทางที่ซื่อจื่อจะจับเขาไว้ไม่ให้ขยับแน่นอน
เวินเห่าพยักหน้าให้ฉีซั่วด้วยรอยยิ้มก่อนจะเลิกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้ววิ่งตามฮูหยินผู้เฒ่าไป
พอพวกเขาเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกใดให้ดูแล้วถึงพากันแยกย้าย
ฉีซั่วเดินนำหน้าฉังซุ่นกลับจวนจิ้งอ๋อง มุมปากค่อยๆ ยกยิ้ม
ฉังซุ่นเห็นซื่อจื่ออารมณ์ดีไม่น้อยเลยเอ่ยถามอย่างสงสัย “ซื่อจื่อขอรับ พวกเราก็แค่มาดูเรื่องสนุกๆ เหตุใดท่านถึงต้องให้ข้าตะโกนพูดคำเหล่านั้นด้วยเล่า”