คุณหนูรองสองชะตา

คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 26 ฟ้อง ตอนที่ 27

#27บทที่ 26 ฟ้อง

ตอนที่ 26 ฟ้อง

ฉังซุ่นสงสัยมากจริงๆ

นานๆ ทีซื่อจื่อจะออกจากจวน ก็บังเอิญเจอเรื่องสนุกๆ เข้าพอดี

แต่จะดูเรื่องสนุกก็ดูไป เพราะเขาเองก็มีอารมณ์ฮึกเหิมไม่น้อย ทว่าซื่อจื่อดันให้เขาตะโกนคำพูดนั้นแทรกขึ้นมาท่ามกลางหมู่คน

อย่าเหมารวมผู้ชายทุกคน มีผู้ชายไม่กี่คนที่จะทำเรื่องแบบนี้อะไรพวกนั้น แถมเรื่องของผู้ดูแลเวิน ซื่อจื่อเองก็เป็นคนออกคำสั่งให้เขาพูดออกมาด้วย

ตอนที่เขาตะโกนก็รู้สึกประหม่าอย่างมาก กลัวว่าจะถูกใครสังเกตเห็นเข้า กลัวทำลายภาพพจน์ของซื่อจื่อในสายตาคนอื่นว่าดูเป็นคนรักสนุก

บ่าวตัวน้อยขี้ขลาดอย่างเขาทำเรื่องพรรค์นี้ไม่เป็นหรอก!

“พอเจ้าพูดเช่นนั้นแล้ว คนอื่นๆ มีปฏิกิริยาเช่นใดบ้าง” ชายหนุ่มยิ้มถาม เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

“ก็ยิ่งเสียงดังเซ็งแซ่มากกว่าเดิม ทุกคนต่างด่าทอว่ารองเสนาบดีเวินเลวทรามขอรับ”

“ก็ใช่แล้วนี่” มือของชายหนุ่มคลำกระบี่ตรงช่วงเอว รอยยิ้มที่มุมปากกว้างมากกว่าเดิม “ตะโกนไม่กี่ประโยคกระตุ้นให้เสียงดังขึ้น คนที่มาดูเรื่องสนุกๆ อย่างพวกเราก็ยิ่งได้กำไรไม่ใช่หรืออย่างไร”

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” บ่าวรับใช้ทำหน้าเข้าใจในทันที แฝงไปด้วยความโล่งใจเล็กน้อย “บ่าวนึกว่าซื่อจื่อทำเพื่อคุณหนูรองเวินเสียอีก”

ทำเอาเขาตกอกตกใจหมด!

หืม?

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “แล้วช่วยแม่นางรองเวินไม่ได้หรือ”

บ่าวรับใช้เอ่ยตอบโดยไม่ต้องครุ่นคิด “ได้ที่ไหนกันขอรับ ตอนนี้เรื่องที่แม่นางรองเวินแอบส่องท่านยังถูกพูดถึงอยู่เลย หากแม่นางรองเวินรู้ว่าท่านช่วยนางจะยิ่งไม่เป็นการได้คืบจะเอาศอกหรือ”

นางไม่เคยไปมาหาสู่ด้วยแต่ดันปีนกำแพงมาล้มทับร่างของซื่อจื่อ หากสัมผัสได้ถึงจิตใจอันดีงามของซื่อจื่อ ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นนางจะทำเรื่องน่ากลัวใดอีกหรือไม่

ในฐานะบ่าวรับใช้ผู้จงรักภักดีต่อซื่อจื่อ เขาสาบานด้วยชีวิตว่าจะล้างมลทินให้ซื่อจื่อเอง!

“ได้คืบจะเอาศอก?” คำพูดของบ่าวรับใช้ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกสนใจขึ้นไม่น้อย

เขากำฝักกระบี่ที่เหน็บตรงช่วงเอวพลางตกอยู่ในห้วงความคิด ยังสามารถ...ได้คืบจะเอาศอกได้อีกหรือ

“ขอรับ!” ฉังซุ่นกวาดตามองซ้ายขวา กระซิบเสียงเบา “บ่าวคอยจับตาดูแล้ว แม่นางรองเวินใจกล้าไม่เบา หากคิดแอบดูท่านอาบน้ำขึ้นมาจะทำเช่นไร”

“หุบปาก” ชายหนุ่มตำหนิ แต่ไม่รู้ว่าคิดถึงฉากอะไรอยู่ ใบหูค่อยๆ แดงก่ำ

ฉังซุ่นยิ่งเหลือบมองก็ยิ่งเป็นกังวล

ซื่อจื่อของเขาทั้งไร้เดียงสา ทั้งจิตใจดี ฉะนั้นเขาต้องปกป้องซื่อจื่ออย่างดี!

“วันหลังห้ามพูดจาเหลวไหลอีก” ฉีซั่วสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

เมื่อเห็นซื่อจื่อมีท่าทีจริงจังเช่นนั้น ฉังซุ่นก็รีบพยักหน้า “บ่าวทราบแล้วขอรับ”

ฉีซั่วก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจเขาอีก

พอทอดมองแผ่นหลังที่เหยียดตรงราวไผ่สูง บ่าวรับใช้ก็ตกอยู่ในความงุนงง ซื่อจื่ออาจคิดว่าความกังวลของเขาเกินจริงไปเลยโมโหกระมัง

แต่ซื่อจื่อทำไปเพื่อคุณหนูรองเวินหรือว่าเพื่อสุมไฟให้สถานการณ์ยิ่งเร่าร้อนขึ้นกันแน่

ฉังซุ่นขบคิดความเป็นไปได้ในข้อแรกก่อนจะตกใจจนร่างสั่นสะท้าน ต้องเป็นอย่างหลัง ต้องเป็นอย่างหลังแน่นอน!

หน้าจวนตระกูลเวิน ในที่สุดเวินหรูกุยก็ได้สติราวเพิ่งตื่นจากฝันก่อนจะรีบเดินจากไป

ทอดมองไปยังทิศทาง ก็เห็นเขาเดินไปทางทิศเดียวกันกับฮูหยินผู้เฒ่า

ชาวบ้านที่ยังอาลัยอาวรณ์ไม่เดินแยกย้ายไปต่างพากันซุบซิบขึ้นมา

“หรือรองเสนาบดีเวินคิดจะไล่ตามหลินฮูหยินผู้เฒ่ากลับมาหรือ”

“ตามไม่ทันแล้วกระมัง ข้าว่าหลินฮูหยินผู้เฒ่าเดินเร็วมากกว่าคนวัยละอ่อนเสียอีก”

“ก็จริง ตามไม่ทันแน่นอน”

ความพูดนี้หากจะว่าเป็นคำชี้ขาด สู้บอกว่าเป็นความคาดหวังเสียมากกว่า

หลินฮูหยินผู้เฒ่าไปฟ้องไทเฮาเลยนะ หากถูกไล่ตามทันขึ้นมาแล้วจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูต่ออีกหรือ

จนถึงตอนนี้ ทุกคนต่างมองเห็นความเลวทรามของเวินหรูกุย ย่อมอยากเห็นจุดจบบทลงโทษของคนเลวเช่นนี้

“ท่านแม่ พวกเราทำอย่างไรดี” ฉังฉิงดึงแขนเสื้อของสะใภ้ฉัง เอ่ยถามขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน

เวินหรูกุยเดินจากไปอย่างรีบร้อนโดยไม่สนใจสามแม่ลูกสะใภ้ฉังที่อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด ดังนั้นพวกเขาสามคนจึงตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้

สะใภ้ฉังมองป้ายประตู ‘จวนตระกูลเวิน’ ตาเป็นมัน กัดฟันเอ่ย “พวกเรากลับกันก่อน”

“ท่านแม่!” ฉังฮุยกับฉังฉิงเรียกเป็นเสียงเดียวกัน ตกใจกับการตัดสินของสะใภ้ฉังอย่างมาก

ในเมื่อวันนี้เป็นวันที่คนหนึ่งรอคอยมาสิบเก้าปี ส่วนอีกคนรอคอยมาสิบหกปี

หากกล่าวเช่นนี้อาจดูเกินจริงไปบ้าง ทว่านับตั้งแต่วันที่พวกเขารู้ความก็รอคอยวันที่จะได้เข้าจวนตระกูลเวิน ตะโกนเรียกว่าท่านพ่อได้อย่างเปิดเผยเสียที

พอได้ยินคำพูดของสะใภ้ฉัง สองพี่น้องก็ผิดหวังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

หลังจากสะใภ้ฉังตัดสินใจแล้วก็สาวเท้าเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก

นางเฝ้ารอวันที่จะย่างกรายเข้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเวินอย่างเปิดเผยยิ่งกว่าลูกๆ ทั้งสองเสียอีก แต่เวลานี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่นางทำอะไรหุนหันพลันแล่นได้

อย่างน้อยในจวนตระกูลเวินก็มีครึ่งหนึ่งเป็นคนของสะใภ้หลิน ใครใช้ให้นางชีวิตดี มีต้นตระกูลเช่นนั้นกันเล่า

เวินผิงมองแผ่นหลังของสะใภ้ฉังพลางลอบถอนหายใจ

ชิงฮูหยินผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ มิน่าตอนนั้นอายุแค่ไม่กี่สิบขวบ หลังจากได้ยินว่านายท่านแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงก็ยังกล้าหอบผ้าหอบผ่อนวิ่งแจ้นมาหาถึงเมืองหลวง

เวินผิงรู้พื้นเพของสะใภ้ฉังอย่างชัดแจ้ง

มารดาของสะใภ้ฉังมีศักดิ์เป็นป้าของเวินหรูกุย ตอนวัยสาวเคยแต่งเข้าครอบครัวเศรษฐี

แน่นอนว่าสถานที่อย่างหมู่บ้านตระกูลเวิน คำว่าครอบครัวเศรษฐีหมายถึงมีที่ทางเฉยๆ ช่วงเก็บเกี่ยวสามารถจ้างคนงานมาช่วยงานได้ก็เท่านั้น ซึ่งห่างชั้นกับครอบครัวตระกูลมั่งคั่งในเมืองหลวงมากนัก

แต่ในบ้านเกิด นี่ก็นับว่ามีชีวิตที่ดีมากแล้ว

เพียงแต่น่าเสียดายที่วันเวลาเช่นนั้นแสนสั้น บิดาของสะใภ้ฉังเสียไปตอนอายุสิบกว่าขวบ มารดาจึงหอบบุตรสาวมาบ้านยาย

ต่อจากนั้นบิดามารดาของเวินหรูกุยก็ตายตามกันไป เพียงแต่เวลานั้นความฉลาดปราดเปรื่องของเขาแสดงออกมาให้เห็นแล้ว เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนศึกษา

เริ่มจากใช้บ้านที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้เอามาเป็นสถานที่ร่ำเรียน รอกระทั่งเอาส่วนที่เก็บหอมรอมริบมาใช้จนเกลี้ยงแล้ว มารดาของสะใภ้ฉังจึงกัดฟัน ใช้สินเดิมของตนบวกกับสินทรัพย์ที่แอบเอามาจากบ้านสามีส่งเสียหลานร่ำเรียนต่อ

เวินหรูกุยปณิธานแกร่งกล้า เริ่มจากสอบผ่านระดับท้องถิ่นซิ่วไฉ[footnoteRef:1] จากนั้นก็สอบผ่านจู่เหริน ก่อนจะเข้าร่วมสอบคัดเลือกระดับเมืองหลวงในฤดูใบไม้ผลิ [1: ซิ่วไฉ่ เป็นการสอบระดับท้องถิ่น ผู้ที่สอบผ่านระดับนี้จะได้คุณวุฒิซิ่วไฉ่ ซึ่งจัดขึ้นทุกปีปีละครั้ง]

สะใภ้ฉังเฝ้ารอคอย รอวันสวมชุดแต่งงานของนางแต่สุดท้ายกลับได้ยินข่าวร้ายว่าพี่ชายแต่งงานกับหญิงอื่นแล้ว

ไม่นานหลังจากนั้นสะใภ้ฉังก็หายตัวไป นางทิ้งเพียงจดหมายไว้ให้มารดาฉบับหนึ่ง กระทั่งมารดาของสะใภ้ฉังล่วงลับ สะใภ้ฉังก็ไม่เคยย่างกรายไปหมู่บ้านตระกูลเวินที่ห่างไกลแห่งนั้นอีกเลย

สะใภ้ฉังพาบุตรทั้งสองเดินจากไป คนที่ตกเป็นจุดสนใจของเรื่องเมื่อครู่นี้หลงเหลือเพียงเวินผิงและเวินหรูเซิง

พวกเขาสองคนสบตากัน ชั่ววินาทีนั้นไม่รู้ว่าควรไปไหนดี

ฮูหยินผู้เฒ่าพาเวินเห่ามาถึงวังหลวงแล้ว

ระหว่างที่รอ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ถามเวินเห่าว่า “อาเห่าประหม่าหรือไม่”

เวินเห่าคลี่ยิ้ม “ตามท่านยายมา ข้าไม่ประหม่าเลยสักนิดเจ้าค่ะ”

ต่อให้หนทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคหรืออันตรายรอบด้าน ทว่าเวลานี้อารมณ์ของนางเหมือนกำลังโบยบิน

การเปิดโปงความจริงของบิดาเกิดขึ้นเสียที นอกจากท่านยายจะไม่เป็นอะไรแล้ว ยังพานางมาเข้าเฝ้าไทเฮาได้อีกต่างหาก

พอนางพยายามแล้ว ผลลัพธ์ช่างแตกต่างกันมากจริงๆ ด้วย

“ฮูหยินผู้เฒ่า ไทเฮาทรงเรียกท่านเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ” นางกำนัลคนหนึ่งเดินออกมาบอก

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า ถือไม้เท้าเดินขากะเผลกๆ เข้าไปข้างในอย่างช้าๆ

ชั่ววินาทีนั้นเวินเห่าตกตะลึงตาค้าง

เท้าของท่านยาย...เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ายังเดินราวกับบินอยู่เลยไม่ใช่หรือ

เบื้องหน้ามีเสียงเร่งเร้าของฮูหยินผู้เฒ่าดังแว่วมา “อาเห่า ยังไม่รีบเข้ามาประคองยายอีก”

เวินเห่าข่มท่าทีชื่นชมแล้วรีบสับเท้าไล่ตามไป

ไทเฮาเอนกายพิงหมอนอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้ามาก็ผงะเล็กน้อย “ไม่เจอกันปีกว่า ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นเช่นไรบ้าง”

เหตุใดแม้แต่เดินเหินยังทุลักทุเลราวกับไม้ใกล้ฝั่งอย่างไรอย่างนั้น

ฮูหยินผู้เฒ่าถวายบังคมไทเฮา ปาดน้ำตาพลางถอนหายใจ “ไม้ใกล้ฝั่งอย่างหม่อมฉัน ต่อให้ดีแล้วจะดีได้แค่ไหนกันเพคะ หลายวันก่อนยังเชิญหมอชื่อดังมาตรวจดูอาการ หม่อมฉันไม่คิดกลัวว่าไทเฮาจะทรงพระสรวลเลย เพราะวันนี้หม่อมฉันมาก็เพื่อขอให้พระองค์ช่วยตัดสินความเป็นธรรมให้แก่แม่หม้ายลูกกำพร้าด้วยเพคะ”

devc-f78f2e12-33002