คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 27 ไทเฮา ตอนที่ 28
ตอนที่ 27 ไทเฮา
ไทเฮาได้ยินเช่นนั้น มุมปากก็กระตุกอย่างรวดเร็ว
แม่ทัพผู้เฒ่าหลินล่วงลับแล้วก็จริง แต่ตอนจากไปอายุย่างหกสิบ แม้แต่หลานสาวของฮูหยินผู้เฒ่ายังพอออกเรือนได้แล้ว หากบอกว่าเป็นแม่หม้ายลูกกำพร้าจะไม่ดูเกินจริงไปหน่อยหรือ
ไทเฮาผุดความคิดนี้ขึ้นมาในใจ ใบหน้าเจือความเป็นห่วง “ฮูหยินผู้เฒ่าพูดเช่นนี้ก็เชิญกล่าวมาเลยเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดร้องไห้ทันควัน จับไม้เท้าในแน่น “ตอนนั้นหว่านฉิงโวยวายว่าจะแต่งงานกับเวินหรูกุย หม่อมฉันเองไม่เต็มใจนัก แต่ใครใช้ให้หว่านฉิงถูกใจเล่า คนเป็นแม่มักใจอ่อนกับลูกเสมอ...”
ไทเฮาอดพยักหน้าตามไม่ได้
นางเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ปีนั้นโอรสคนรองยกทัพเข้ามาช่วงชิงตำแหน่งฮ่องเต้กับโอรสคนโต ถึงแม้นางจะโมโหโอรสคนรองจนอาละวาด แต่พอเห็นโอรสคนรองใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะมีขุนนางบางส่วนต่อต้านก็ปวดใจ เพราะเหตุนี้จึงแสดงท่าทีสนับสนุนโอรสคนรอง ช่วยโอรสคนรองข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังจากขึ้นครองราชย์
นางเองก็รักโอรสคนโตไม่แพ้กัน แต่โอรสคนโตหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โอรสคนรองอยู่ตรงหน้า หากไม่ช่วยโอรสคนรองแล้วจะให้ทำอย่างไร
พอคิดถึงจุดนี้ ไทเฮาก็บีบกำไลข้อมือแล้วซับหยาดน้ำตรงหางตา
“เดิมทีหม่อมฉันคิดว่าบัณฑิตจิ้นซื่อคนหนึ่งย่อมต้องการแรงหนุนจากพ่อตาไม่น้อย คงไม่ทำแย่กับหว่านฉิงนัก แต่ใครจะรู้ว่าวันนี้เขาจะกล้าพาอนุกับบุตรสองคนเข้ามาในจวน!”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” ไทเฮาเผยสีหน้าตกใจ แต่ความจริงแล้วกลับไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไร
ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าพูดมามากมายขนาดนี้ หากนางยังเดาไม่ออกว่าเวินหรูกุยแอบซ่อนอนุไว้ นางก็โง่เขลาเต็มทีแล้ว
ส่วนความเกรี้ยวโกรธของฮูหยินผู้เฒ่านั้น ไทเฮากลับไม่ได้รู้สึกเห็นใจมากนัก
นางขึ้นเป็นไทเฮา ไม่รู้ว่าเห็นสนมข้างกายฮ่องเต้มาแล้วตั้งมากเท่าไร ลำพังแค่อนุนอกจวนคนเดียวคุ้มค่าถึงขั้นให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องเข้าวังมาร่ำไห้ฟ้องตนเลยหรือ
หลินหว่านฉิงถูกฮูหยินผู้เฒ่าประคบประหงม รักจนเบาปัญญาไปแล้ว
ไทเฮาย่อมคุ้นเคยกับสะใภ้หลินเป็นอย่างดี
แม่ทัพผู้เฒ่าหลินติดตามอดีตฮ่องเต้ไปทั่วทั้งใต้หล้า ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็เคยตามสามีไปออกศึก สะใภ้หลินจึงถูกทิ้งไว้และถูกไทเฮาเรียกไปพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง
เวลานั้นหลินหว่านฉิงอายุได้เพียงสิบกว่าขวบแต่นิสัยกลับไม่ใช่อย่างที่ไทเฮาโปรดปราน ส่วนสาเหตุที่มารดานางเป็นห่วงเป็นใยไม่ต้องบอกก็คงรู้อยู่แล้ว
“เดี๋ยวไทเฮาก็คงจะไม่เห็นหม่อมฉันมีชีวิตแล้ว!”
ไทเฮาไอค่อกแค่ก “ฮูหยินผู้เฒ่าเปิดใจให้กว้าง ผู้ชายก็...”
ฮูหยินผู้เฒ่าตัดบทคำปลอบประโลมของไทเฮา “พอหม่อมฉันเห็นแค่ว่าบุตรของอนุอายุมากกว่าฉานเอ๋อร์ ก็แทบกระอักแล้วเพคะ!”
เวลานี้ไทเฮาถึงค่อยตกใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว
“อายุมากกว่าฉานเอ๋อร์อีกหรือ”
แบบนี้ก็หมายความว่าหลินหว่านฉิงเพิ่งแต่งงานกับเวินหรูกุยได้ไม่นาน เวินหรูกุยก็เลี้ยงอนุไว้นอกจวนแล้ว
มิน่าฮูหยินผู้เฒ่าถึงโกรธขนาดนี้
แบบนี้ไม่เพียงแค่ตบหน้าจวนแม่ทัพเท่านั้น แต่ความรักใคร่ที่เวินหรูกุยมีต่อหลินหว่านฉิงกลับเป็นเพียงเรื่องตลก
ฮูหยินผู้เฒ่ารักหลินหว่านฉิงดั่งแก้วตาดวงใจ แล้วจะไม่โมโหได้เช่นไร
“เรื่องนี้ยังพอว่า ใครใช้ให้ตอนนั้นหว่านฉิงถูกใจก่อน หนุ่มที่ตรงใจหาได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร” ฮูหยินผู้เฒ่าจากนัยน์ตาคุกรุ่นก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา “แต่เขาดันบอกต่อหน้าทุกคนว่าตอนนั้นถูกตาเฒ่าขู่บังคับให้รับปาก...”
จากนั้นไทเฮาก็ฟังฮูหยินผู้เฒ่าพูดถึงเรื่องผู้ดูแลจวนเวินผิง
“โชคดีที่ข้างกายเขามีแต่คนซื่อสัตย์ ไม่ได้ช่วยคนชั่วโกหกมดเท็จ ไม่เช่นนั้นต่อให้จวนแม่ทัพกระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็ล้างมลทินไม่ออก” พอพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ดวงตาแดงก่ำ “สัตว์เดียรัจฉานใจเหี้ยมโหดนั่นเสแสร้งมาเป็นยี่สิบปี พอเห็นตาเฒ่าจากโลกนี้ไป หม่อมฉันกับหว่านฉิงไร้เสาหลักพักพิงถึงได้แยกเขี้ยวใส่ ไทเฮาเพคะ หม่อมฉันจนปัญญาจะทำอะไรได้เลยทำได้แค่มาขอให้พระองค์ช่วยตัดสิน...”
ได้ฟังคำตัดพ้อของฮูหยินผู้เฒ่า ไทเฮาก็สัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้
นางแตกต่างจากเหล่าสนมที่แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อไต่เต้าขึ้นมาเป็นฮองเฮา เพราะก่อนที่อดีตฮ่องเต้ไปล่าอาณานิคมทั่วใต้หล้า นางก็เป็นพระชายาของเขาแล้ว ตอนหลังจึงขึ้นเป็นฮองเฮาตามขั้นตอนโดยที่ใครก็ทักท้วงไม่ได้
เพราะเหตุนี้ ช่วงระยะเวลาที่อดีตฮ่องเต้สวรรคต นางจึงสัมผัสความยากลำบากในการสูญเสียพระสวามี
ถึงแม้ความยากลำบากในตอนนั้นจะแตกต่างจากฮูหยินผู้เฒ่า ทว่าก็คล้ายคลึงกัน
พอเห็นดวงตาแดงก่ำของฮูหยินผู้เฒ่า เรื่องราวความสัมพันธ์ที่เก็บซ่อนในใจของไทเฮามานานก็ถูกกระตุ้น
หากพูดถึงเรื่องนี้ ใช่ว่าตอนที่แม่ทัพผู้เฒ่าหลินและอดีตฮ่องเต้ไปออกรบทั่วทั้งใต้หล้าแล้วความสัมพันธ์ของพวกนางจะตื้นเขิน ช่วงเวลาที่ในใจหวาดผวา ไทเฮาและฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ่งใกล้ชิดสนิทสนม
แน่นอนว่าไทเฮาเองก็สนิทสนมกับฮูหยินของเหล่าขุนนางที่ประกบอดีตฮ่องเต้ทั้งซ้ายและขวาสองสามคนเหล่านั้นเช่นกัน แต่เรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง
เพียงแต่ผ่านไปยี่สิบกว่าปี ระยะเวลาค่อยๆ ขัดเกลาจิตใจของสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในต้าโจวคนนี้จนกลายเป็นเย็นชาต่อเรื่องมิตรภาพที่เคยจริงใจต่อกันไปเสียแล้ว
แต่เพราะความเหมือนกันในเวลานี้ สุดท้ายไทเฮาเลยใจอ่อน
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ...” ไทเฮาถอนหายใจพลางตบลงบนมือของฮูหยินผู้เฒ่าเบาๆ “ฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะทำอย่างไรต่อไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าใบหน้ามุ่งมั่น “เวินหรูกุยใส่ร้ายสามีหม่อมฉัน เหมือนบีบหม่อมฉันให้ตายไม่ต่างกัน เรื่องหย่าย่อมต้องหย่าอยู่แล้ว ตระกูลหลินไม่ต้องการข้องแวะกับคนไร้คุณธรรมเช่นนี้เพคะ!”
หย่าหรือ
ไทเฮาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการตัดสินใจของฮูหยินผู้เฒ่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้คงเป็นครอบครัวเดียวกันต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ”
“หลานทั้งสองต้องกลับตระกูลหลิน จะอยู่กับบิดาที่มีจิตใจอำมหิตเช่นนั้นไม่ได้!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยต่อ
นี่เป็นจุดประสงค์หลักที่นางเข้าวังมาฟ้องไทเฮาต่างหาก
นางไม่มีความอดทนที่จะช่วงชิงเป็นผู้ดูแลหลานสาวทั้งสองกับเจ้าสัตว์เดียรัจฉานนั่น ฉะนั้นการมาเข้าเฝ้าขอให้ไทเฮาทรงเป็นผู้ตัดสินจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ส่วนเรื่องขับไล่เวินหรูกุยออกจากตำแหน่งขุนนางเป็นเรื่องที่ฝ่ายแต่งตั้งขุนนางต้องจัดการอยู่แล้ว
เวินหรูกุยมีจุดบกพร่องใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจใดทางฝ่ายแต่งตั้งขุนนางย่อมไม่นิ่งดูดายแน่นอน
เวลานี้ไทเฮาถึงเปลี่ยนความสนใจเลื่อนสายตาไปมองสาวน้อยที่นั่งอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเงียบๆ
สาวน้อยสวมอาภรณ์ครึ่งบนสีขาวครึ่งร่างสีเขียวตัวใหม่ เกล้ามัดจุกสองข้างอย่างเรียบง่าย แต่งตัวธรรมดา ทว่าความงามกลับดึงดูดสายตาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่คงเป็นอาเห่ากระมัง” ไทเฮานึกแล้วก็ตรัสถามขึ้น
เวินเห่าคุกเข่าลง “เพคะ”
ไทเฮาอดมองเวินเห่าหลายครั้งไม่ได้ ยิ้มตรัส “ข้าได้ยินมาแล้วว่าอาเห่าพูดได้แล้ว ข้าเองก็ยังไม่อยากเชื่อเลย คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง”
ขณะที่พูด นางก็ตบลงบนมือของฮูหยินผู้เฒ่า “ฮูหยินผู้เฒ่า หลานสาวคนนี้ของเจ้าดีทุกอย่าง เสียดายเพียงเรื่องเดียวก็คือเป็นใบ้ ในเมื่อบัดนี้ไร้ซึ่งความทุกข์ วันแห่งความสุขคงรออยู่ภายภาคหน้าแล้ว”
“ล้วนเป็นเพราะบารมีของไทเฮา” ฮูหยินผู้เฒ่าพรูลมหายใจ
ไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ายอมยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ฮ่องเต้ไท่อานก็เสด็จมายังตำหนักฉือหนิง
ฮ่องเต้ไท่อานเป็นผู้มีความกตัญญู ขอแค่ไม่ยุ่งจนปลีกตัวออกมาไม่ได้ ในหนึ่งวันต้องแวะมานั่งสนทนาเป็นเพื่อนไทเฮาที่ตำหนักฉือหนิง
“เหตุใดเสด็จแม่ดูไม่มีความสุขเลยพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากพูดคุยได้ไม่กี่ประโยค ฮ่องเต้ไท่อานก็มองออก
ไทเฮาตรัสสีหน้าเรียบ “เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินมาเข้าเฝ้าในวัง”
พอได้ยินคำว่า ‘ตระกูลหลิน’ ฮ่องเต้ไท่อานย่อมจำได้ว่าเป็นตระกูลไหน ในเมื่อแม้แต่ตำแหน่งกั๋วกงยังไม่คิดเอา ใต้หล้านี้มีเพียงแม่ทัพผู้เฒ่าหลินเพียงคนเดียว
“หลินฮูหยินผู้เฒ่ายั่วโมโหให้เสด็จแม่ไม่พอพระทัยหรือ”
“หลินฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้หาเรื่องให้หม่อมฉันไม่พอพระทัย เพียงแต่พอได้ฟังเรื่องลูกเขยของนางแล้ว หม่อมฉันขุ่นเคืองในใจยิ่งนัก”
ไทเฮาเอาเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่านำมาฟ้องเล่าให้ฟัง ถอนหายใจพลางตรัส “แม้แต่คนอายุอย่างฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลิน สตรีที่สูญเสียสามี ยังต้องถูกรังแกถึงเพียงนี้เชียวหรือ”