คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 28 กลับบ้าน ตอนที่ 29
ตอนที่ 28 กลับบ้าน
หลังจากฮ่องเต้ไท่อานฟังไทเฮาเล่าจนจบแล้วก็ถอนหายใจ ใบหน้านิ่งขรึมราวสายน้ำ
“เจ้าเวินหรูกุยผู้นี้ทำเกินไปแล้ว”
เรื่องครอบครัวของขุนนางเขาย่อมยุ่มย่ามไม่ได้ แต่หากส่งผลต่อความสุขของเสด็จแม่ เขาคงต้องให้ความสนใจหน่อยแล้ว
“เสด็จแม่อย่าทรงคิดเช่นนั้นเลย มีลูกอยู่ตรงนี้ ใครก็หาเรื่องให้เสด็จแม่พิโรธไม่ได้”
พอไทเฮาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกสบายใจจนถอนหายใจออกมา “ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลิน คงเป็นเพราะไม่มีบุตรชายกระมัง”
เพราะไม่มีบุตรชาย จวนแม่ทัพถึงปฏิเสธตำแหน่งกั๋วกงอย่างไร้เยื่อใย
หากหลังจากแม่ทัพผู้เฒ่าหลินล่วงลับแล้วมีทายาทสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อ เวินหรูกุยจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร
สุดท้ายเพราะเห็นว่าตระกูลหลินไม่มีใครถึงรังแกสิท่า
“เสด็จแม่ทรงวางพระทัย ลูกต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดีแน่นอน”
ไทเฮาพยักหน้าอย่างชื่นชม “เรื่องอื่นหม่อมฉันคงไม่ถาม เพียงแต่เรื่องลามมาถึงขั้นนี้ สองตระกูลหลินและตระกูลเวินคงเป็นคู่สามีภรรยากันไม่ได้แล้ว หลินฮูหยินผู้เฒ่าเข้าวังมาขอแค่บุตรสาวหย่าขาดกับเวินหรูกุยแล้วพาหลานสาวทั้งสองกลับจวนตระกูลหลินก็เท่านั้น”
“นับเป็นเรื่องที่สมควร” ได้ยินไทเฮาตรัสเช่นนั้น ฮ่องเต้ไท่อานก็รู้สึกว่าเรื่องของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อีกทั้งรู้สึกดีกับตระกูลหลินขึ้นมาไม่น้อย
ตอนที่ถูกแม่ทัพผู้เฒ่าหลินปฏิเสธตำแหน่งกั๋วกง ใช่ว่าเขาจะไม่โมโห ตอนนั้นเขาเพิ่งขึ้นครองราชย์ ได้รับการคัดค้านมากมาย ต้องการแรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย การปฏิเสธตำแหน่งกั๋วกงของแม่ทัพผู้เฒ่าหลินแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เขามาสืบต่อบัลลังก์
เขาเคยคิดอยากสังหารทิ้งด้วยซ้ำ เพียงแต่พอใคร่ครวญคุณงามความดีของแม่ทัพผู้เฒ่าหลินและสถานการณ์ของตนในตอนนั้นดูแล้ว เขาจะบุ่มบ่ามไม่ได้
ตอนนี้แม่ทัพผู้เฒ่าหลินเองก็จากไปแล้ว ตระกูลหลินเหลือเพียงสตรี ฮ่องเต้ไท่อานเองก็นั่งบัลลังก์อย่างมั่นคง ดังนั้นความคิดในใจย่อมแตกต่างจากเวลานั้นอย่างสิ้นเชิง
ในเมื่อเสด็จแม่ทรงเอ่ยปาก หากเขาจะดูแลตระกูลหลินบ้างก็คงไม่แปลกอะไร
ฮ่องเต้ไท่อานออกจากตำหนักฉือหนิง หมัวหมัวคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังไทเฮารีบบีบบ่าและไหล่นวดให้นางทันที
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ไทเฮาที่หลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้น ตรัสด้วยน้ำเสียงหดหู่ “คิดไม่ถึงว่าคนเผด็จการอย่างโต้วชุนเฉ่าจะร้องไห้เป็นด้วย”
ประโยคนี้ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย
หมัวหมัวที่ช่วยออกแรงบีบนวดให้ไทเฮาก็ลดแรงลงอย่างเงียบๆ
“แก่กันหมดแล้ว...” เสียงตรัสของไทเฮาเจือด้วยเสียงถอนหายใจยาวเหยียด
หลังจากฮ่องเต้ไท่อานกลับถึงตำหนักก็ได้ยินขันทีกราบทูลว่ารองเสนาบดีเวินขอเข้าเฝ้า
ฮ่องเต้ไท่อานเงยหน้าขึ้น ตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บอกไปว่าข้าไปหาไทเฮายังไม่กลับ”
ขันทีได้รับคำสั่งแล้วก็ออกไป
เวินหรูกุยรออยู่ด้านนอกด้วยใบหน้ากระวนกระวาย พอเห็นก็รีบเดินเข้าไปหา “จูกงกง[footnoteRef:1]...” [1: กงกง เป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกขันที ]
ขันทียกมือขึ้นตัดบทคำพูดของเวินหรูกุย แถมยังเว้นระยะห่าง “ใต้เท้าเวินกลับไปเถิด พระองค์ยังอยู่กับไทเฮาที่ตำหนักฉือหนิง”
เวินหรูกุยได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็ซีดลงในทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าเข้ามาฟ้องไทเฮาถึงในวัง อีกทั้งฮ่องเต้ยังบอกว่าอยู่กับไทเฮา นี่สื่อถึงอะไรเขารู้แก่ใจดี
เวินหรูกุยไม่รู้ว่าตนเดินกลับจวนตระกูลเวินมาได้อย่างไร เขาไร้ท่าทีตอบสนองต่อพวกชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกด้านหลังยาวเป็นพรวน เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็สะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น
“นายท่าน นายท่าน!” บ่าวรับใช้เฝ้าประตูตะโกนขึ้น
“ดูสภาพแล้วคงตามฮูหยินผู้เฒ่าไปไม่ทันกระมัง”
“ก็คงใช่”
“จิ๊ๆ ขาของรองเสนาบดีเวินไม่ได้เรื่อง”
ขณะที่ชาวบ้านแห่มาดูเรื่องสนุกๆ ทยอยรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์ เจ้าหน้าที่สองสามคนก็เดินมาเคาะประตูใหญ่ของจวนตระกูลเวิน
เมื่อเผชิญกับการมาเยือนของข้าหลวง เวินหรูกุยก็วิญญาณหลุดออกจากร่าง ไร้ซึ่งท่าทีสุขุมเยือกเย็นยามปกติไปนานแล้ว
“ใต้เท้าเวิน หลินฮูหยินผู้เฒ่าฟ้องร้องจวนว่าการขอให้สะใภ้หลินหย่าขาดกับท่าน รบกวนท่านตามข้าน้อยไปด้วยเถิด”
เวินหรูกุยราวกับไม่ได้ยิน
“ใต้เท้าเวิน ใต้เท้าของพวกเรากำลังรอท่านอยู่” เจ้าหน้าที่เน้นเสียงใส่
ผู้ดูแลอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเวินหรูกุย พอเห็นเวินหรูกุยไม่ขยับก็ตะโกนขึ้นอย่างร้อนใจ “นายท่าน...”
เวินหรูกุยลุกขึ้นด้วยอารมณ์ด้านชาก่อนจะเดินตามคนเหล่านั้นไปที่จวนว่าการราวกับคนสติล่องลอย
นอกจวนว่าการมีคนกรูเข้ามามุงรายล้อมเบียดเสียดเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นว่า “มาแล้ว” ทันใดนั้นฝูงชนก็พากันตื่นตัว
“ไม่ต้องเบียดกันๆ” ไม่ง่ายเลยกว่าจะหาทางพาเวินหรูกุยเดินเข้าไป แม้แต่กระบี่ของพวกเขายังถูกเบียดจนหล่นพื้น
ภายในศาล ผู้ว่าการเมืองหลวงกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าทีสุขุม เผยใบหน้าราบเรียบต้อนรับการมาเยือนของเวินหรูกุย
ยามปกติ เขามักเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในระดับเดียวกัน ทว่าวันนี้ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน จึงไม่มีความจำเป็นใดอีก
“รองเสนาบดีเวิน ฮูหยินผู้เฒ่าจวนแม่ทัพฟ้องร้องว่าเจ้าใส่ความพ่อตา ต้องการให้บุตรสาวหย่าขาดจากเจ้า เจ้ามีข้อโต้แย้งใดหรือไม่”
“ข้า...” ใบหน้าแข็งทื่อของเวินหรูกุยพลันเปลี่ยนไป “ไม่!”
ผู้ว่าการเมืองหลวงแปลกใจกับความร่วมมือของเวินหรูกุย เขานึกว่าอย่างน้อยก็น่าจะดิ้นรนอะไรบ้าง
หากเป็นเช่นนี้ก็ประหยัดเวลาดีเหมือนกัน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอตัดสินให้เจ้าหย่าขาดจากสะใภ้หลิน...”
“ข้าหมายถึงข้าไม่ได้ใส่ร้ายท่านพ่อตา” เวินหรูกุยคัดค้านเสียงสูง
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มเยาะ “เวินหรูกุย จนป่านนี้เจ้ายังพูดจากลับกลอก ดื้อด้านไม่ยอมเปลี่ยน!”
เวินหรูกุยตอกกลับ “หากท่านแม่ยายไม่พอใจข้า อยากให้หว่านฉิงหย่ากับข้าก็ย่อมได้ แต่ข้าไม่มีทางยอมรับในสิ่งที่ข้าไม่ได้ทำเด็ดขาด”
หากเขาให้การยอมรับในชั้นศาล ทุกอย่างของเขาคงจบเห่พอดี
“รองเสนาบดีเวิน แต่พี่ชายร่วมตระกูลกับผู้ดูแลไม่ได้ให้การเช่นนี้” ผู้ว่าการเมืองหลวงเอ่ยเสียงเรียบ
เวินหรูกุยปรายตามองก็เห็นเวินหรูเซิงกับเวินผิงอยู่ในศาลด้วย
พอสบเข้ากับสายตาของเขา พวกเขาทั้งสองก็หลุบตาลง
ชั่ววินาทีนั้นไฟโทสะของเวินหรูกุยถูกจุดติด ตะโกนเสียงสูง “ตกลงพวกเจ้าสองคนไปรับสินบนของใครมากันแน่ถึงได้ทำร้ายข้าเช่นนี้!”
“แล้วเรื่องที่ลูกของอนุเจ้าอายุมากกว่าฉานเอ๋อร์ก็เป็นเรื่องที่คนอื่นใส่ร้ายเจ้าด้วยหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามเสียงเย็นยะเยือก
เวินหรูกุยอึ้งไป
ทันใดนั้นสะใภ้หลินที่ไม่แม้แต่จะปริเสียงก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมา
เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะอันเย็นเยียบนั้นดังกึกก้องไปทั่วศาล
“ท่านแม่...” เวินเห่าเกาะแขนของสะใภ้หลินอย่างลนลาน
หรือนางทำได้แค่เปลี่ยนจุดจบของท่านยาย ส่วนท่านแม่ทนรับแรงสะเทือนใจไม่ไหวจะมีจุดจบเหมือนชาติก่อนอย่างนั้นหรือ
พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ เวินเห่าก็น้ำตาไหลริน
ไม่รู้ว่าหัวเราะพอแล้วหรือเห็นหยาดน้ำตาของบุตรสาว สะใภ้หลินจึงเก็บเสียงหัวเราะ สายตาที่จับจ้องเวินหรูกุยเจือไปด้วยความคลุ้มคลั่งที่ซัดโหมเข้ามา “เวินหรูกุย ข้านึกว่าท่านเป็นหมาป่าที่ถลกหนังคน แต่คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นเพียงหนูตามร่องคูคลองก็เท่านั้น ข้าตาบอดไปแล้วจริงๆ ถึงได้สรรเสริญท่านครั้งแล้วครั้งเล่า!”
คำพูดนี้ราวกับฝ่ามือที่ฟาดลงมาข้างหูของเขาเสียงดังก้อง ทำเอาเขาทั้งโมโหและสีหน้าซีดเซียวไปพร้อมกัน
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยากให้บุตรสาวตนมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับเวินหรูกุยอีก จึงเร่งเร้าผู้ว่าการเมืองหลวง “เมื่อครู่เวินหรูกุยยอมหย่าแล้ว โปรดตัดสินเถิด”
เมื่อมีเวินผิงและเวินหรูเซิงเป็นพยาน เวินหรูกุยคัดค้านเพียงใดก็ไม่อาจเปลี่ยนมติได้
เพราะคำให้การของเขาไม่มีความหมายใดต่อตระกูลหลินเลย
“เช่นนั้นก็ขอตัดสินว่าเวินหรูกุยและหลินหว่านฉิงหย่าขาดจากกันแล้ว ส่วนบุตรสาวทั้งสองให้อยู่ภายใต้การอุปการะของตระกูลหลิน...”
“รอเดี๋ยว!” เวินหรูกุยขัดคำพูดของผู้ว่าการเมืองหลวง “หย่าแล้ว เหตุใดบุตรสาวถึงไปอยู่ในตระกูลฝั่งภรรยาเล่า ในใต้หล้าไม่มีกฎเช่นนี้”
หากมีบุตรสาวทั้งสองในมือ ต่อให้จวนแม่ทัพจะต่อกรกับเขาก็คงต้องหวาดเกรงกันบ้าง
ผู้ว่าการเมืองหลวงสาดสายตาเห็นใจไปทางเวินหรูกุยพร้อมเอ่ยเตือน “รองเสนาบดีเวิน เบื้องบนย่อมเที่ยงธรรมเสมอ”
เวินหรูกุยสีหน้าพลันหม่นหมอง
เบื้องบนย่อมเที่ยงธรรมเสมอ ‘เบื้องบน’ ที่ว่าหมายถึงฮ่องเต้อย่างชัดเจน!
ไม่นานหนังสือหย่าก็ส่งถึงมือทั้งสองฝ่าย
ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บหนังสือหย่าไว้แทนบุตรสาว โบกมืออย่างสง่าผ่าเผย “ไป กลับบ้านเรากัน”