คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 29 เกิดใหม่ ตอนที่ 30
ตอนที่ 29 เกิดใหม่
“ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลินออกมาแล้ว!” กลุ่มคนที่เฝ้าอยู่นอกประตูส่งเสียงฮือฮา
“ตัดสินเช่นไร ตัดสินเช่นไรหรือ” มีคนไม่น้อยเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ดูจากหน้าตาของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วต้องชนะแน่นอน”
“ดี!”
หลังจากมีคนตะโกนคำนี้ขึ้นมา คนมากมายต่างก็ปรบมือให้กำลังใจ
เวินเห่าเดิมท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น ก้อนหินอันหนักหน่วงที่กดทับอยู่ในใจพลันถูกยกออกไปเสียที
ชนะแล้ว ท่านยายและท่านแม่ล้วนปกติดี นางกับพี่สาวเองก็ยังอยู่ดีเช่นกัน
วันหน้านางก็คือคนในตระกูลหลิน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับท่านพ่ออีกต่อไป
“ท่านยาย นั่งรถม้ากลับไปกันดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่เหนื่อย” เวินฉานเอ่ยโน้มน้าวเสียงหวาน
ร่างของฮูหยินผู้เฒ่าเหยียดตัวตรงมากกว่าเดิม “ไม่ ข้าจะเดินกลับ ต้องทำให้คนในเมืองหลวงมองเห็นว่า ต่อให้จวนท่านแม่ทัพจะเหลือเพียงสตรีก็ไม่ได้รังแกกันได้ง่ายๆ!”
พวกเขาเดินผ่านสายตานับไม่ถ้วนอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน จนกระทั่งเดินมาถึงจวนแม่ทัพ
ท่ามกลางหมู่คน เวินหรูเซิงจับจ้องแผ่นหลังของเวินเห่าที่เดินลับเข้าประตูไปอย่างน่าสงสาร เขาเดินก้าวขึ้นไป แต่สุดท้ายก็ถอยออกมา เดินวนไปวนมาด้วยอารมณ์กระวนกระวายใจเช่นนั้น
เขาทำตามคำขอของอาเห่าแล้ว เหตุใดอาเห่าถึงยังไม่ปล่อยตัวเฟิงเอ๋อร์ออกมาอีกนะ
ซี๊ด...หรือเฟิงเอ๋อร์จะถูกอาเห่ากินเข้าไปแล้ว
เมื่อนึกถึงภาพในตอนนั้น เวินหรูเซิงก็สะท้านไปทั้งร่าง
หรือว่านั่น นั่น นั่น...นั่นเป็นนิ้วโป้งของเฟิงเอ๋อร์หรอกหรือ
เวินหรูเซิงจ้องประตูจวนท่านแม่ทัพอย่างเอาเป็นเอาตาย
วันนี้ประตูใหญ่ของจวนท่านแม่ทัพเปิดออก ทว่าในสายตาของเวินหรูเซิงราวกับเป็นปากของอสูรชั่วร้ายขนาดมหึมามากกว่า
เขาย่อมไม่กล้าเข้าไปแน่นอน แถมเข้าไปไม่ได้ด้วย
เวินหรูเซิงเดินล้มลุกคลุกคลานเบียดเสียดออกมาจากกลุ่มคน พอเดินมาถึงกำแพงก็นั่งจุมปุ๊กลงกับพื้นแล้วเริ่มร่ำไห้
ทันใดนั้นขาคู่หนึ่งก็ปรากฏตรงหน้าเขา
เวินหรูเซิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นภาพใบหน้าสับสนของผู้ดูแลเวินฉายชัดเต็มสองตา
“กินซาลาเปาหรือไม่” เวินผิงยอบตัวนั่งย่อ จากนั้นก็ส่งซาลาเปาลูกใหญ่ขาวอวบไปให้
เวินหรูเซิงรับมาแล้วกัดเข้าปาก
ซาลาเปาไส้หมูทั้งนุ่มทั้งหอม น้ำมันไหลเยิ้มเต็มปาก
เวินหรูเซิงกัดไปไม่กี่คำก็หมด มองเวินผิงแล้วถามด้วยความฉงน “เหตุใดเจ้าถึงแบ่งซาลาเปาให้ข้ากิน”
เวินผิงกัดซาลาเปาไปคำหนึ่ง ถอนหายใจยาว “ในฐานะที่ตกที่นั่งลำบากเหมือนกัน”
นายท่านแปดต้องถูกคุณหนูรองกำจุดอ่อนไว้เหมือนเขาแน่นอน
เพื่อช่วยบุตรชาย เขาเหยียบย่ำเจ้านายจนไม่เหลือชิ้นดี ตอนนี้เรื่องจบลงแล้ว วันข้างหน้ามีเพียงความมืดมน
เขาเป็นบ่าวคนสำคัญของนายท่าน บัดนี้นายท่านล้มแล้ว ทางออกอยู่หนใดเล่า
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เวินผิงมองเวินหรูเซิงอย่างเห็นอกเห็นใจ
เวินหรูเซิงได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็เอ่อล้นออกมา “ผู้ดูแลเวิน บุตรขายของเจ้าก็ถูกอาเห่ากินไปเหมือนกันหรือ”
เวินผิงใบหน้าแข็งทื่อ แม้แต่หมูในปากยังคายออกมาด้วย “นายท่านแปดว่าอย่างไรนะ”
เวินหรูเซิงขยับเข้าไปใกล้ ร่างบึกบึนมีท่าทีตื่นกลัว “ข้าบอกเจ้าให้ ความจริงอาเห่าเป็นปีศาจกินคน วันนี้ตอนอยู่ในจวนตระกูลเวินนางยังกินนิ้วคนอยู่เลย...”
“บ้าแล้ว!” เวินผิงไม่รอให้เวินหรูเซิงพูดจนจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อชิงเดินจากไปก่อน
นึกว่าเป็นเพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนสติไม่ดี เสียค่าซาลาเปาสามเหวินโดยเสียเปล่าจริงๆ
เวินหรูเซิงพิงมุมกำแพง สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเชื่อสักคน เป็นอย่างที่อาเห่าบอกไว้ไม่มีผิด”
“ท่านพ่อ ท่านพ่อมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”
เสียงพึมพำของเวินหรูเซิงชะงักลง พอเห็นชายหนุ่มปรากฏตรงหน้า เขาก็ลุกพรวดขึ้นมา
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรหรือ”
ขณะที่พูดเขาก็เอื้อมมือไปจับใบหน้าของบุตรชายก่อนจะเลื่อนมาจับที่แขน
ร้อน ยังร้อนอยู่
เวินหรูเซิงน้ำตาไหลพรากราวฟ้ารั่ว
เวินเฟิงทำตัวไม่ถูก “ท่านพ่อ ท่านพ่ออย่าร้องขอรับ เรื่องท่านอาสิบข้าได้ยินมาแล้ว...”
“ลูกของข้า เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ ด้วย” เวินหรูเซิงใช้แรงกอดเวินเฟิงแน่น
เวินเฟิงสีหน้างุนงง “ท่านพ่อ ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรขอรับ”
“เจ้าโดนอาเห่าจับไปเป็นอาหารกินเล่นแล้วไม่ใช่หรือ”
จับไป เป็นอาหารกินเล่น...เวินเฟิงรู้สึกว่าคำพูดของท่านพ่อชัดถ้อยชัดคำดีทุกคำ ทว่าต่อให้เอามาเชื่อมต่อกันอย่างไรก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“สหายข้าพาไปเยี่ยมเยียนนักปราชญ์ท่านหนึ่งที่เมืองผิงมา แต่ขากลับระหว่างทางเจอสะพานขาด ข้าเลยทำได้แค่เดินอ้อม...” เวินเฟิงอธิบายสาเหตุที่สองวันนี้ไม่ได้กลับบ้าน “ท่านพ่อ ท่านพ่อบอกว่าโดนอาเห่าจับไปเป็นอาหารกินเล่นหมายความว่าอย่างไรหรือ”
เวินหรูเซิงได้ยินเช่นนั้นก็ผงะ เอ่ยถามอย่างงงงัน “เจ้าออกไปเที่ยวกับสหาย?”
“ข้าไปเยี่ยมนักปราชญ์มา นักปราชญ์ท่านนั้นสันทัดเรื่องข้อสอบแปดส่วน[footnoteRef:1]มาก หากได้รับคำชี้แนะจากเขาย่อมมีส่วนช่วยในการสอบแน่นอน...” พอรู้ว่าท่านพ่ออารมณ์ไม่ดี เวินเฟิงจึงรีบอธิบาย [1: ข้อสอบแปดส่วน คือข้อสอบเขียนบทความของสมัยโบราณ โดยจะแบ่งออกเป็นการตีโจทย์ บรรยาย ถกเถียง เจาะประเด็นหัวข้อหลัก เป็นต้น]
เวินหรูเซิงนิ่งอึ้งไปนาน จากนั้นก็ปล่อยโฮ
เจ้าปีศาจโกหกคนได้ด้วย!
เห็นท่านพ่อร้องไห้เสียใจเช่นนั้น เวินเฟิงก็ประคองร่างเขาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าการหักหลังคนในตระกูลคงทำให้ท่านพ่อรู้สึกผิดต่อท่านอาสิบ แต่ข้าภูมิใจในตัวของท่านพ่อ ท่านพ่อพูดถูก พวกเราต้องเป็นคนอย่างสง่าผ่าเผย...”
เวินหรูเซิงมองบุตรชายแน่นิ่ง มองเห็นแสงประกายในแววตาของเขา
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักขึ้นได้ ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา
เป็นคนได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือไม่เขาไม่รู้ แต่รู้ว่าการทำให้บุตรชายแสดงความนับถือเขาออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจได้ เป็นความดีใจที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน
บอกกันว่าบิดาคือสวรรค์ของบุตร แต่บุตรชายของเขาโดดเด่นเกินไป โดดเด่นโดยที่เขารู้สึกว่าหลายปีมานี้เขาไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อที่เข้มงวดกวดขันเลย
บุตรชายมีปัญญา เฉลียวฉลาดเสียจนขนาดเขาก็แทรกเข้าไปไม่ถึง
“พ่อไม่เสียใจแล้ว เฟิงเอ๋อร์ เจ้าต้องเตรียมสอบให้ดี อย่าให้เรื่องของท่านอาสิบมามีผลกระทบกับเจ้า”
“ท่านพ่อวางใจได้เลย ข้าจะตั้งใจสอบแน่นอนขอรับ”
จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินออกห่างจากจวนท่านแม่ทัพไกลขึ้นเรื่อยๆ
ข่าวเรื่องที่รองเสนาบดีเวินกับภรรยาหย่าขาดกันแพร่สะพัดเร็วดั่งลม ไม่นานก็รู้ไปทั่วซอกซอยถนนใหญ่
ทว่าแค่นี้ยังไม่จบ
วันต่อมา ฎีการ้องทุกข์เวินหรูกุยราวเกล็ดหิมะโปรยปรายลอยล่องก็ตกลงมาบนโต๊ะของฮ่องเต้ไท่อานเป็นกอง
ฮ่องเต้ไท่อานใช้มือปัดฎีกาล้มลงในคราเดียวพลางส่ายศีรษะ
เจ้าเวินหรูกุยผู้นี้ไม่ได้ใจคนเลยจริงๆ
เรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้แล้ว ย่อมไม่ใช่แค่เรื่องว่าได้ใจคนหรือไม่อีกต่อไป
ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหลินมีลูกน้องในอดีตหลงเหลือบางส่วน เรื่องที่เวินหรูกุยใส่ความท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหลินเพราะคิดเปลี่ยนภรรยาให้เป็นอนุเพิ่งเป็นข่าวโครมคราม ตระกูลหลินขอหย่าขาดโดยกะทันหัน เรื่องนี้ต่อให้พวกเขาอยากช่วยก็ไม่ทันแล้ว เพียงผ่านไปแค่วันเดียวฎีการ้องทุกข์เวินหรูกุยก็ถูกตระเตรียมวางไว้เรียบร้อย
คำแถลงจากฝ่ายราชการก็มีส่วนสำคัญ
เพราะมีสิทธิ์กล่าวโทษยื่นฟ้องต่อศาล ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังมีพยานบุคคล
บวกกับคนบางส่วนที่รับมือกับเวินหรูกุยไม่ไหว หรือคิดมาแทนที่ตำแหน่งรองเสนาบดี ไม่แน่โอกาสนี้อาจตกเป็นของตนก็ได้ หรือคนบางส่วนที่เดาออกว่าเรื่องที่ผู้ว่าการเมืองหลวงป่าวประกาศให้บุตรสาวทั้งสองของตระกูลเวินเข้าสู่ตระกูลหลินเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทเลยอยากร่วมสนุกด้วยก็เท่านั้น
พอกำแพงล้มก็มีคนเหยียบซ้ำ เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้
ถึงแม้เวินหรูกุยจะครองตำแหน่งรองเสนาบดี มีความสามารถอยู่บ้าง แต่ฝีมือกลับไม่ได้ถึงขั้นสร้างความมั่นคงให้บ้านเมืองได้ ต้าโจวขาดเขาไปก็ยังอยู่ได้ แถมทำให้ไทเฮาดีพระทัย ฮ่องเต้ไท่อานจึงทรงมีรับสั่งปลดเขาออกโดยไม่คิดลังเลใจสักนิด
รองเสนาบดีเวินถูกปลดจากการเป็นขุนนางแล้ว!
ถึงแม้ข่าวนี้จะฮือฮาสู้เรื่องรอยร้าวระหว่างตระกูลเวินกับตระกูลหลินไม่ได้ แต่ผลที่ตามมาจากเรื่องฮือฮานั้นย่อมเป็นข่าวซุบซิบยามกินข้าวดื่มชาในเมืองหลวงไปโดยปริยาย
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้สึกแปลกใจกับผลลัพธ์นี้เลยสักนิด นางเรียกเวินเห่าและเวินฉานมาตรงหน้า เอ่ยด้วยความปีติ “ฉานเอ๋อร์ อาเห่า บันทึกเชื้อสายลำดับของวงศ์ตระกูลหลินถูกแก้ไขแล้ว วันหน้าพวกเจ้าคือคนแซ่หลิน”
หลินเห่า...
เวินเห่า อ้อ ไม่ใช่สิ หลินเห่าพึมพำพูดชื่อใหม่ของตนเองพลางยกยิ้มมุมปาก