คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 12 ใต้แสงจันทร์ ตอนที่ 13
ตอนที่ 12 ใต้แสงจันทร์
ท้องฟ้ามืดมิด พระจันทร์เสี้ยวห้อยอยู่กลางอากาศ ความสงบคืบคลานเข้ามายังโลกมนุษย์
รถม้าคันหนึ่งจอดลงตรงหน้าประตูจวนตระกูลเวินก่อนจะมีชายวัยกลางคนลงจากรถม้า
ชายผู้นั้นเดินโซซัดโซเซเล็กน้อย พอถึงประตูด้านข้างก็ออกแรงทุบ
มีคนเดินมาเปิดประตู เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “นายท่านแปดกลับมาแล้วหรือ”
ชายผู้นั้นเรอกลิ่นเหล้าออกมา พลางโบกไม้โบกมือแล้วเดินเข้าไป
บ่าวที่มาเปิดประตูเบะปากอยู่ด้านหลังชายผู้นั้น ก่อนจะรีบเก็บท่าทีดูแคลนเข้าไป
ก็แค่คนมาขอพักอาศัย แต่กลับยกตนเป็นเจ้านายของจวนตระกูลเวิน
ชายวัยกลางคนที่ถูกบ่าวว่าร้ายก็คือพี่ชายร่วมตระกูลของเวินหรูกุย นามว่าเวินหรูเซิง ซึ่งอยู่ในลำดับที่แปดของตระกูล
ตระกูลเวินตั้งอยู่ในพื้นที่อันไกลโพ้น คนในหมู่บ้านเกินครึ่งใช้แซ่เวิน แต่เวินหรูกุยเป็นคนแรกที่สอบเข้ารับราชการได้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาของหมู่บ้าน
ควรรู้ว่าเวินหรูกุยนำพาเกียรติยศมาให้ต้นตระกูลไม่น้อย
เพราะเหตุนี้หมู่บ้านตระกูลเวินจึงมีกลิ่นอายของผู้มีปัญญาเข้มข้นกว่าหมู่บ้านอื่นๆ
แล้วเรือนใดเล่าจะไม่อยากมีเวินหรูกุยโผล่มาเป็นคนที่สอง
แต่เพราะเอกสารตำราในการร่ำเรียนหายาก เวินหรูเซิงมาเมืองหลวงก็เพราะบุตรชายของเขาเองก็เป็นหัวกะทิเช่นเดียวกัน
บุตรชายคนรองของเวินหรูเซิงมีนามว่าเวินเฟิง สอบผ่านจู่เหริน[footnoteRef:1]ระดับมณฑลเมื่อสารทฤดูปีก่อน พอต้นวสันตฤดูก็ต้องรีบมาเตรียมตัวสอบฮุ่ยซื่อ[footnoteRef:2]ระดับเมืองหลวง [1: จู่เหริน แปลตามตัวอักษรว่า ผู้ได้รับการแนะนำ คือผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑลซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สามปี] [2: ฮุ่ยซื่อ การสอบระดับเมืองหลวง ผู้ที่สอบผ่านจะได้เลื่อนเป็นก้งซื่อ(贡士)การสอบครั้งนี้จะมีขุนนางฝ่ายพิธีกรรมเป็นผู้คุมสอบจัดทุกๆ สามปี]
เวินหรูเซิงเข้ามาในเมืองหลวงเป็นเพื่อนลูก จึงมาขออยู่อาศัยกับน้องร่วมตระกูลอย่างเวินหรูกุย
เวินหรูกุยดีใจกับการมาเยือนของพี่ชายและหลานมาก เตรียมเหล้าและเนื้อชั้นดีไว้ต้อนรับ แม้แต่เงินก็ให้ไปไม่น้อย
เมื่อเห็นจวนใหญ่โอ่อ่าและบ่าวรับใช้มากมายรุมล้อมของน้องชายร่วมตระกูล เวินหรูเซิงก็อิจฉาตาร้อน ยิ่งฝากความหวังไว้ที่บุตรชายมากขึ้นไปอีก
เวินหรูกุยสอบเป็นบัณฑิตชั้นสูงจนก้าวหน้ารุ่งเรือง รอบุตรชายของเขาสอบผ่านจิ้นซื่อเมื่อไร เขาก็จะเป็นอย่างน้องชายคนนี้บ้างเช่นกัน
การสอบคัดเลือกในฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาแล้ว เห็นบุตรชายวิ่งเต้นสร้างปฏิสัมพันธ์รอบทิศเพื่อขอเรียนรู้ศึกษาด้วย เวินหรูเซิงเองก็อดเตร็ดเตร่ไปทั่วไม่ได้เช่นกัน
พอได้ออกมาก็ค้นพบว่าเมืองหลวงช่างดียิ่งนัก ดื่มเหล้ามาเป็นเดือนแล้วยังดื่มไม่ซ้ำกันเลย
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน บุตรชายตนก็ต้องเข้าสนามสอบแล้ว
เวินหรูเซิงเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยว ฝีเท้าหมุนเปลี่ยนไปยังทิศทางที่เวินเฟิงพักอาศัยอยู่
ภายในห้องเงียบสงัด เห็นเพียงข้าวของที่ตั้งไว้ผ่านหน้าต่างอย่างเลือนราง
“ยังไม่กลับมาอีกหรือ” เวินหรูเซิงเอ่ยพึมพำเสียงเบาด้วยความผิดหวัง
เขายังอยากกำชับบุตรชายว่าเวลาสังสรรค์กับเพื่อนให้ดื่มเหล้าน้อยๆ กินกับแกล้มให้เยอะๆหน่อย
เวินหรูเซิงหมุนตัวเตรียมเดินจากไป แต่จู่ๆ ก็เหลือบเห็นเงาดำทะมึนวาบพาดผ่านแสงรำไร
ทันใดนั้นทั้งร่างของเขาก็ขนลุกซู่ จับจ้องหน้าต่างบานนั้นตาเขม็ง
เงาดำนั้นพาดผ่านหน้าต่างบานนั้นไป
ซึ่งก็คือภายในห้องของบุตรชายของเขา!
หรือว่าบุตรชายอยู่ด้านใน
แต่คงไม่ใช่ เพราะจวนตระกูลเวินไม่ประหยัดน้ำมันตะเกียง แม้แต่เข้านอนยังจุดแสงสว่างเล็กๆ เพื่อความสะดวกหากตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก เวลานี้ภายในห้องมืดสลัว ซึ่งบ่งบอกว่าบุตรชายตนยังไม่กลับมา
เวินหรูเซิงเดินเข้าใกล้หน้าต่างทีละก้าว บางทีอาจจะยังไม่สร่างเมา ทั้งๆ ที่ในใจหวาดกลัวสุดขีดแต่เขาก็ยังเอาใบหน้าแนบติดหน้าต่างเพื่อมองด้านในอย่างควบคุมตนเองไม่อยู่
ทว่ากลับมองอะไรไม่เห็นสักอย่าง
หรือว่าจะตาฝาดไป
เวินหรูเซิงผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ขณะที่หมุนตัวเตรียมเดินจากไปก็ได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง ราวกับมีของหนักตกลงพื้น
ในสมองของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูเปิดเข้าไปโดยที่มือไม้พัลวันรีบจุดไฟแล้วยกตะเกียงขึ้นเดินสอดส่องทั้งนอกและในเรือนจนทั่ว
ไม่มีใครและไม่มีของอะไรตกลงพื้นด้วย
ซวยแล้วจริงๆ!
เวินหรูเซิงพลันตาสว่าง สร่างเมาอย่างสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงร่างอันสั่นระริก
บุตรชายคงไม่ได้ถูกสิ่งชั่วร้ายทำร้ายกระมัง
ไม่ได้ เขาจะต้องหาตัวบุตรชายให้เจอ!
ตอนที่สองพ่อลูกเวินหรูเซิงมาถึง ไตร่ตรองแล้วว่าเวินเฟิงต้องอ่านตำราจึงต้องการความสงบ เวินหรูกุยจึงสั่งให้คนจัดการนำลานกลางที่อยู่เชื่อมติดกันระหว่างลานนอกและลานในยกให้เวินเฟิงพักอาศัย โดยหากเดินผ่านประตูวงเดือนของลานกลางออกไปก็จะเป็นสวนดอกไม้
เวินหรูเซิงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มาถึงภายในสวนดอกไม้
สวนดอกไม้งดงามเงียบสงัด ในนั้นเต็มไปด้วยเงาดอกไม้และต้นไม้ ยามราตรีอันมืดมิดย่อมเดินหลงทิศทางได้อย่างง่ายดาย
เวินหรูเซิงเดินอ้อมพุ่มดอกไม้พุ่มหนึ่งมา จากนั้นก็ชะงักฝีเท้าในทันใด
บนต้นไม้ต้นหนึ่งด้านหน้า มีเงาแสงสีขาวสาดส่ายไปมา
เวินหรูเซิงรีบหลบหลังพุ่มดอกไม้ด้วยความรวดเร็ว ท่าทีตอบสนองอันฉับไวนี้ไม่เหมือนคนที่เพิ่งดื่มเหล้ามาเลยสักนิด
เขากลั้นลมหายใจก่อนจะแหงนหน้าขึ้นไปมองอย่างระแวดระวัง
เงาสีขาวนั้นยังคงสาดส่ายไปมา
เวินหรูเซิงนวดคลึงดวงตา อาศัยแสงจันทร์พยายามมองให้เห็นอย่างชัดเจน
ตรงนั้นมีร่างสาวน้อยสวมอาภรณ์สีขาว
สาวน้อยนั่งอยู่บนต้นไม้ สองขากวัดแกว่งไปมาอย่างผ่อนคลายพลางกำลังส่งเสียงดังแจ๊บๆ กินบางอย่างอย่างเอร็ดอร่อย
นั่นมัน...
เวินหรูเซิงเบิกตากว้าง
นั่นมันคุณหนูรองนี่นา!
เวินหรูเซิงอยู่ในจวนตระกูลเวินมาเดือนกว่าแล้ว ย่อมเชื่ออย่างสุดใจว่าตนเองไม่มีทางจำผิดคนแน่นอน
หญิงสาวนั่งอยู่บนต้นไม้พลางกินของทานเล่นอย่างมีความสุขภายใต้แสงจันทร์เย็นยะเยือก มองดูแล้วเป็นภาพที่แสนงดงาม ทว่าในสายตาของเวินหรูเซิงกลับมีเพียงความน่าขนลุก
มีบุตรสาวตระกูลใหญ่ปกติคนใดที่นั่งกินของทานเล่นบนต้นไม้ตอนกลางคืนบ้าง!
เขาคิดว่าการที่คุณหนูรองเปิดปากพูดได้กะทันหันนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาด คุณหนูรองคงไม่ได้ถูกสิ่งชั่วร้ายสิงร่างหรอกกระมัง
เสียงกรอบแกรบดังแว่วมา เวินหรูเซิงสะดุ้งตัวโยนแล้วรีบหลบไปด้านหลัง
สาวใช้อาภรณ์สีกรมท่าคนหนึ่งเดินเข้ามา เงยหน้าขึ้นเรียกสาวน้อยบนต้นไม้ “คุณหนู ถ้าอาบแสงจันทร์พอแล้วก็กลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ”
ซี๊ด...เวินหรูเซิงสูดลมเย็นเข้าปาก ก่อนจะรีบปิดปากตนเอง เริ่มคาดเดาในหัว
คุณหนูรองดูดซับแสงเข้มข้นจากดวงจันทร์?
“ได้ ไปกันเถิด” ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด ขับให้เสียงของเด็กสาวในอาภรณ์สีขาวน่าขนลุกอย่างเห็นได้ชัด
เจ้านายและบ่าวสองคนเดินตรงมาทางเวินหรูเซิงใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เวินหรูเซิงไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง ทำได้แค่เบิกตาจับจ้อง
ขณะที่เห็นพวกนางสองคนเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทันใดนั้นสาวใช้อาภรณ์สีกรมท่าก็ชะงักฝีเท้า
“คุณหนูรอเดี๋ยวเจ้าค่ะ ปากของคุณหนูเปื้อนของกิน”
สาวน้อยอาภรณ์สีขาวกัดกินของในมือ โบกมือพลางยกยิ้มอย่างสดใส “ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเห็น กลับห้องไปเช็ดให้สะอาดก็พอแล้ว”
หลังจากสองเจ้านายและบ่าวเดินจากไปไกลแล้ว เวินหรูเซิงก็ทิ้งกายนั่งเอกเขนกกับพื้นพร้อมใบหน้าซีดเผือด
เมื่อครู่คุณหนูรอง...กำลังกินนิ้วคนอยู่ด้วย!
เวินหรูเซิงอยากกรีดร้องแต่ภายใต้ความหวาดกลัวจับใจทำให้เขาเปล่งเสียงไม่ออก
เรี่ยวแรงทั่วทั้งร่างกายถูกสูบจนเกลี้ยง แม้แต่การหายใจก็ยังติดขัด
ดวงจันทร์บนฟากฟ้าหลบเข้ากลีบเมฆ ความมืดมิดแผ่ขยาย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เวินหรูเซิงถึงตะกายร่างลุกขึ้นมาและรีบวิ่งโซซัดโซเซกลับห้องไป
น่ากลัวเกินไปแล้ว คุณหนูรองเป็นปีศาจกินคน!
เวินหรูเซิงคลุมโปงพร้อมร่างที่สั่นระริก ขณะนั้นก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ บุตรชายตนเล่า
บุตรชายถูกคุณหนูรองกินไปแล้วอย่างนั้นหรือ
เมื่อนึกถึงเงามืดและเสียงประหลาดภายในห้องของเวินเฟิงขึ้นมา เขาก็ร่ำไห้เสียงฮือๆ
ลมพัดมา ก้านใบตองนอกหน้าต่างพัดโบก ตีเข้าหน้าต่างเบาๆ
เวินหรูเซิงไม่กล้าหลับตาลงดั่งนกที่ตื่นกลัวธนู
เขาคลุมโปงทั้งคืนยันสว่าง ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นพุ่งไปที่เรือนของบุตรชาย
ภายในว่างเปล่า บุตรชายหรือแม้แต่บ่าวที่ตระกูลเวินจัดมาให้รับใช้บุตรชายตนก็ไม่อยู่เช่นกัน
“ลูกเอ๋ย!” เวินหรูเซิงทุบวงกบประตูพลางส่งเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวด
“นายท่านแปดเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” เสียงฉงนของหญิงคนหนึ่งดังแว่วมา
พอเวินหรูเซิงเห็นว่าเป็นบ่าวชราที่รับหน้าที่ทำความสะอาด เขาก็เปิดปาก “คุณหนูรองของพวกเจ้า...”
‘เป็นปีศาจ’ ทว่าสามคำนี้กลับถูกกลืนลงคอไป
จะให้คุณหนูรองรู้ไม่ได้ว่าถูกเขาเห็นเข้าแล้ว มิฉะนั้นคุณหนูรองต้องจับเขากินไม่เหลือซากแน่ๆ!
ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี
เวินหรูเซิงเดินวนไปมาอยู่หลายรอบก่อนจะก้าวขาออกวิ่ง
เขาจะไปฟ้องน้องชาย!
เมื่อเห็นเวินหรูเซิงวิ่งออกไปอย่างรีบร้อน บ่าวชราที่มีหน้าที่ทำความสะอาดก็เบะปากใส่
เป็นยาจกที่ไร้มารยาทเสียจริง