คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 18 นัดยามดึก ตอนที่ 19
ตอนที่ 18 นัดยามดึก
ไม่ขัดสนเรื่องเงิน...ข้อนี้ทำเอาสะใภ้หลินไปต่อถูก
นางกำเมล็ดทานตะวันไว้ในมือพลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง “เป็นไปไม่ได้เลยที่คนคนหนึ่งจะไม่ขัดสนเรื่องใด เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเขาขาดเหลืออะไร ขาดอะไรก็เติมเต็มสิ่งนั้นถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
ขาดอะไรอย่างนั้นน่ะหรือ
รอยยิ้มบางของชายหนุ่มพลันผุดขึ้นมาในสมองของนาง เวินเห่าอดคิดถึงเรื่องที่จวนจิ้งอ๋องมาทาบทามเรื่องแต่งงานไม่ได้
จิ้งอ๋องซื่อจื่อดูเหมือนขาดภรรยาสักคน...
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“อาเห่า อาเห่า”
เวินเห่าเก็บความคิดฟุ้งซ่านแล้วมองไปทางมารดา
“คิดเรื่องอะไรอยู่ อาเห่าของเราติดหนี้ใครไว้หรือ”
เวินเห่ารีบส่ายหน้า “เปล่าเจ้าค่ะ”
ถึงแม้นางจะยินดีรับผิดชอบแต่คงไม่ถึงขั้นที่ต้องเอาตัวนางไปชดใช้หรอกกระมัง
เมื่อลองไตร่ตรองอย่างละเอียดดูแล้ว ใช่ว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อจะราบรื่นไปเสียทุกเรื่อง อย่างน้อยเมื่อชาติก่อนก็หนีหายนะถูกฆ่าตายยกครัวไม่ได้ แต่นางกลับชาติมาภพนี้เลยรู้ทัน เช่นนั้นนางต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือจิ้งอ๋องซื่อจื่อ ซึ่งก็นับว่าพอจะชดเชยความผิดพลาดที่ตนไม่ได้เจตนาได้บ้าง
พูดไปพูดมา จิ้งอ๋องซื่อจื่อก็ขี้ตกใจเกินไปแล้ว
เวินเห่ารู้สึกละอายใจแต่ก็อดต่อว่าเขาเล็กน้อยไม่ได้
พอสามแม่ลูกกลับมาถึงจวนตระกูลเวินก็เห็นเวินผิงผู้ดูแลจวนเดินไปเดินมาอยู่ในลานกว้าง
“ผู้ดูแลเวินเป็นอะไรไป” สะใภ้หลินหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยถามเขา
เวินผิงเก็บสีหน้าร้อนรนไว้ รีบก้มศีรษะ “บ่าวทำถุงผ้าหูรูดหายขอรับ...”
“ด้านในมีเงินมากอย่างนั้นหรือ”
“เปล่าขอรับ เพียงแต่ถุงผ้าชิ้นนั้นเป็นของที่บุตรชายบ่าวมอบให้...” ขณะที่พูด เขาก็ลอบมองมาทางเวินเห่า
“หากเป็นเช่นนั้น ผู้ดูแลเวินก็ลองหาดูอย่างละเอียดแล้วกัน” สะใภ้หลินพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วพาสองพี่น้องเดินต่อไป
ชั่ววินาทีที่เคลื่อนผ่านร่างเวินผิง เวินเห่าก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เหตุใดผู้ดูแลเวินไม่ลองไปหาแถวสวนดอกไม้ดูเล่า ข้าจำได้ว่าเมื่อวานเจ้าก็ไปที่นั่น”
เวินผิงสีหน้าเปลี่ยนเป็นตื้นตันใจทันที “ขอบคุณคุณหนูรองที่เตือน บ่าวจะลองไปหาที่นั่นดูขอรับ”
เวินเห่าพยักหน้าแล้วเดินตามสะใภ้หลินไป
สะใภ้หลินกลับเรือนใหญ่ไปแล้ว ตอนที่สองพี่น้องแยกย้ายกันตรงทางแยก เวินฉานก็เอ่ยเสียงเบา “น้องรอง พรุ่งนี้เรายังจะไปกันอยู่หรือไม่ ท่านยายตรวจเจอโรคหัวใจเช่นนี้ ข้าเกรงว่าหากจู่ๆ ท่านยายได้ยินเรื่องนี้แล้วจะรับไม่ไหว”
“เช่นนั้นวันมะรืนค่อยไปแล้วกันเจ้าค่ะ”
วันมะรืนก็คือวันที่ท่านพ่อจะเป็นฝ่ายเปิดเผยทุกอย่างนั่นเอง
เขาจะแวะไปที่ตรอกหม่าฮวาก่อน เพื่อรับสามแม่ลูกกลับมายังจวน
เวินฉานชั่งใจเล็กน้อย “วันมะรืนกับวันพรุ่งนี้คงไม่ต่างกันกระมัง”
“พี่หญิงวางใจได้ วันนี้ข้าไปถามหมอเทวดามาแล้ว หมอเทวดาบอกว่าขอแค่ท่านยายกินยาลูกกลอนทองตามเวลาก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร รอวันนี้กับพรุ่งนี้ท่านยายปรับตัวกับยาได้แล้ว วันมะรืนตอนบอกเรื่องนี้น่าจะยังพอมีผลของยารองรับอยู่บ้าง บวกกับคำปลอบประโลมของพวกเรา ก็คงจะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้น”
“แต่โรคหัวใจเจอเรื่องสะเทือนใจไม่ได้...” เวินฉานวางใจไม่ลง
ถึงจะบอกว่าไม่ร้ายแรงเท่าไร แต่หากท่านยายรับไม่ไหว ใครจะรับผิดชอบเล่า
“พี่หญิง ท่านก็รู้ดีกว่าข้านี่เจ้าคะ ว่าในไม่ช้าก็เร็วท่านพ่อย่อมพาสามแม่ลูกนั่นมาเปิดตัวต่อหน้าทุกคนอยู่ดี หากต้องรอท่านพ่อกระทำการบุ่มบ่ามจนท่านยายกับท่านแม่ตั้งรับไม่ทัน ไม่สู้พวกเราเป็นฝ่ายชิงลงมือเสียก่อน”
เวินฉานเข้าใจเหตุผลของน้องสาว นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“พี่หญิง เช่นนั้นข้ากลับเรือนลั่วอิงก่อนนะเจ้าคะ”
เวินฉานรั้งแขนของเวินเห่าไว้
“พี่หญิงมีเรื่องอะไรหรือ”
เวินฉานสีหน้าสับสน “น้องรอง เจ้า...หวังอยากให้ท่านพ่อสำนึกผิดใช่หรือไม่”
เวินเห่านิ่งไป
อยากให้ท่านพ่อสำนึกผิด? สู้เห็นท่านพ่อถูกฟ้าผ่ายังตรงใจมากกว่าอีก
พอเห็นน้องสาวนิ่งไป เวินฉานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “แค่เห็นฉังฮุยอายุมากกว่าข้า เจ้าก็อย่าคาดหวังอะไรมากมายกับท่านพ่อเลย วันหน้าเราต้องปลอบประโลมท่านแม่ให้มากๆ และป้องกันไม่ให้สองพี่น้องฉังฮุยนั่นก่อเรื่องต่างหากถึงจะสำคัญที่สุด”
“พี่หญิงวางใจได้ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นน้องรองก็กลับไปพักผ่อนให้สบายๆ เถิด”
หลังจากแยกย้ายกับเวินฉาน เวินเห่าก็หันปลายเท้าเดินไปทางสวนดอกไม้
สวนดอกไม้ในจวนตระกูลเวินเล็กกว่าจวนแม่ทัพ เวินเห่ามองเห็นเวินผิงที่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจแทบจะทันที
นางเดินผ่านร่างของเวินผิงโดยไม่เหลือบมอง เดินไปทางภูเขาปลอมตรงมุมหนึ่ง
พอเวินผิงมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใครก็รีบสับเท้าตามไป
“ผู้ดูแลเวินมีเรื่องอะไร” เวินเห่าพิงหินตรงภูเขาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เวินผิงคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังปึก “คุณหนูรองช่วยบ่าวด้วยขอรับ!”
เวินเห่ามองคนที่หมอบอยู่กับพื้นจากมุมที่สูงกว่า ชั่ววินาทีนั้นนางยังไม่พูดอะไร
“คุณหนูรอง ขอร้องท่านช่วยอวิ๋นเอ๋อร์ทีเถิด บ่าวรับรองว่าวันหน้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างเลยขอรับ!”
น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกของสาวน้อยดังมาจากด้านบน “ข้าให้เงินพันตำลึงไปไถ่ถอนตัวบุตรชายเจ้าแล้วนี่นา”
เวินผิงเงยหน้าขึ้นพร้อมสีหน้าซีดเซียว “เจ้าลูกบ้านั่น...เจ้าลูกสัตว์เดียรัจฉานนั่น”
“ผู้ดูแลเวินค่อยๆ เล่าเถิด”
เวินผิงใช้แรงทุบพื้น น้ำเสียงสะอื้น “หลังจากเมื่อวานบ่าวได้ตั๋วเงินจากคุณหนูรองไปแล้ว ก็คิดอยากให้เจ้าเด็กนั่นอยู่ทนความลำบากกับคนพวกนั้นสักคืน ไม่งั้นเขาคงคิดว่าบ่าวหาเงินมาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นวันนี้บ่าวถึงเพิ่งไปไถ่ตัวเขาออกมา แต่สุดท้าย...”
เขานิ่งไปสักพัก “บ่าวเอาตั๋วเงินให้คนพวกนั้นแล้วแต่พวกเขาไม่ยอมปล่อย”
“พวกเขาตั้งใจจะเบี้ยวอย่างนั้นหรือ”
“พวกเขาบอกว่าพอว่างๆ ไม่มีอะไรทำเลยเล่นพนันกัน เจ้าลูกบ้านั่นติดหนี้เพิ่มอีกห้าร้อยตำลึง!” เวินผิงใบหน้าหม่นหมอง น้ำตาไหลเป็นทาง
“บุตรชายช่างไม่รู้ความเลยจริงๆ” หญิงสาวเผยสีหน้าเห็นใจ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้น
นี่เป็นเรื่องตามมาที่น่าเศร้า ซึ่งนางรู้ตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว
เวลานั้นนางก็เห็นเวินผิงมีท่าทีเช่นนี้ เขาสีหน้าร้อนรนอมทุกข์เดินไปเดินมา แต่ตอนหลังชำระหนี้ได้อย่างไรนางกลับไม่ได้ใส่ใจเท่าไร แต่มาคิดดูแล้วก็คงอาศัยท่านพ่อที่แสนดีของนาง
เพราะรู้เรื่องนี้ นางถึงให้เงินพันตำลึงไปด้วยความสะใจ
มีหนึ่งพันตำลึงเป็นตัวล่อ พอเวินผิงเจอเรื่องเดือดร้อนที่แก้ไขไม่ได้ คนแรกที่เขานึกถึงย่อมเป็นนาง
“คุณหนูรอง ขอร้องท่านช่วยบ่าวด้วยเถิด คนพวกนั้นบอกว่าถ้าครั้งนี้หาเงินมาไม่ได้จะตัดมือข้างหนึ่งทิ้ง!”
“พวกเขาจำกัดเวลาหรือไม่”
“เจ็ดวัน ภายในเจ็ดวันนี้ต้องหาเงินมาให้ครบให้ได้” ขณะที่เวินผิงกล่าวก็ตบตัวเองอย่างอดไม่ได้
ผีสางใดดลใจให้เขาคิดปล่อยลูกทรพีนั่นลิ้มลองความขมขื่น หากรีบไถ่ตัวมาโดยเร็วคงไม่ต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ตามมา
แต่ต่อให้ตอนนี้นึกเสียใจไปก็ไม่ทันแล้ว เขาทำได้แค่คาดหวังกับคุณหนูรอง
“เจ็ดวัน...” เวินเห่าอมยิ้ม “ได้สิ เจ็ดวันหลังจากนี้ผู้ดูแลเวินมาเอาเงินจากข้าได้เลย”
“ขอบคุณคุณหนูรอง ขอบคุณคุณหนูรองมากขอรับ!” เวินผิงเอาศีรษะโขกพื้นไม่หยุด
“ผู้ดูแลเวินอย่าทำเช่นนี้เลย ข้าเห็นแก่จิตใจอันดีงามของเจ้าถึงยอมช่วยสักครั้ง” จากนั้นเวินเห่าก็เดินไปทางเรือนลั่วอิงโดยไม่หันกลับมามองสักนิด
เวินผิงนั่งลงบนพื้นอย่างเหม่อลอยอยู่นาน
เวลานี้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า นอกจากต้องอยู่ฝั่งคุณหนูรองแล้ว เขาก็ไร้ทางหนีทีไล่อื่น
พอมาถึงเรือนลั่วอิง เป่าจูก็ถือชาดอกไม้มาให้
เวินเห่ารับมาจิบ เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ครั้งนี้คงไม่ต้องกังวลแล้วกระมัง”
เป่าจูแววตาเป็นประกาย “ขอแค่ได้ติดตามคุณหนู บ่าวไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวลเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปเตรียมตัว เดี๋ยวคืนนี้เราไปเจอท่านลุงผู้นั้นสักหน่อย”
เพียงครู่เดียวพระจันทร์เสี้ยวก็ลอยเด่นหราอยู่เหนือหมู่แมกไม้ ท้องฟ้ายามราตรีปกคลุมทั่วจวนตระกูลเวินขับให้ดูน่าวังเวงยิ่งกว่ายามปกติ
เวินหรูเซิงนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวเลยลุกขึ้นตรงไปยังที่พักของบุตรชาย
ภายในเรือนว่างเปล่า ในห้องไร้ซึ่งแสงไฟ
“เหตุใดดึกดื่นขนาดนี้แล้วเฟิงเอ๋อร์ยังไม่กลับมาอีก” เวินหรูเซิงเอ่ยพึมพำแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างผิดหวัง
ทว่าเวลานี้เอง ภายในห้องก็มีแสงเปลวเทียนสว่างไสวขึ้นมา