คุณหนูรองสองชะตา

คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 33 ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมิได้ ตอนที่ 34

#34บทที่ 33 ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมิได้

ตอนที่ 33 ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้

ฉีซั่วอดยกยิ้มมุมปากไม่ได้

แม่นางรองหลินมนุษยสัมพันธ์ช่างดียิ่งนัก

“ข้าได้ยินมาว่าที่จวนเกิดเรื่องขึ้น ต้องการความช่วยเหลือใดหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน

“จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณซื่อจื่อมากที่นึกถึง” หลินเห่าเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ในใจกลับลอบตกใจเล็กน้อย

เมื่อก่อนไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อจะเป็นคนกระตือรือร้นมากขนาดนี้

“เช่นนั้นก็ดี วันหลังหากมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือใด แม่นางรองหลินก็เปิดปากบอกข้ามาได้เลย”

ราวกับว่ากลัวจะเป็นการเข้าใจผิด ชายหนุ่มจึงรีบอธิบาย “ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่สอนพวกเราพี่น้องว่าต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ฉังซุ่นตกอยู่ในห้วงความคิด นายท่านกับนายหญิงเคยพูดเช่นนี้ด้วยหรือ

หลินเห่าได้ยินเช่นนั้นก็ราวกับสมดั่งใจหวัง

สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนบ้าน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากวันหน้านางอยากช่วยจวนจิ้งอ๋องให้หลุดพ้นจากจุดจบเหมือนชาติก่อน จิ้งอ๋องซื่อจื่อก็คงไม่ต้องคิดมาก

“ซื่อจื่อพูดถูก ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้ ใช่แล้ว สุขภาพของซื่อจื่อดีขึ้นหรือยังเจ้าคะ”

การเห็นพ้องต้องกันและความใส่ใจของหลินเห่าทำเอารอยยิ้มตรงมุมปากของฉีซั่วยกกว้างมากกว่าเดิม “ดีขึ้นมากแล้ว...”

“คุณหนูเจ้าคะ ด้านนอกอากาศร้อน” เป่าจูเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

หลินเห่าส่งยิ้มให้ฉีซั่ว “เช่นนั้นข้าเข้าไปก่อนแล้วกัน”

“แม่นางรองหลินเดินดีๆ”

เมื่อใช้สายตาส่งหลินเห่าเข้าจวนแม่ทัพไปแล้ว ฉีซั่วก็เดินไปทางจวนจิ้งอ๋อง เพียงอึดใจเดียวก็ถึงภายในจวนอ๋อง

ทำอย่างไรได้ ในเมื่อสองตระกูลอยู่ใกล้กันจริงๆ

“สาวใช้ของแม่นางรองหลินช่างน่าขันยิ่งนัก เอาแต่จับจ้องซื่อจื่อไม่วางตา ราวกับท่านจะทำอะไรแม่นางรองหลินอย่างนั้นแหละ” รอจนเดินเข้าลานมา ฉังซุ่นก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้านายตนเอง

ฉีซั่วรับผ้านุ่มจากฉังหนิงมาทำความสะอาดมือ เอ่ยเสียงเรียบ “ฉังหนิง เจ้าเรียนรู้งานจากฉังซุ่นเสียหน่อย”

ฉังหนิงชะงักไปก่อนจะขานรับเสียงดัง “ขอรับ!”

ถ้าสามารถติดตามซื่อจื่อออกไปกินเที่ยวเล่นได้ ไหนเลยใครจะอยากเฝ้าจวนอยู่ว่างๆ จนราขึ้นตัว

ฉังซุ่นราวกับเจอสายฟ้าฟาดลงมา มองฉีซั่วที่เดินเข้าห้องไปตาละห้อย จากนั้นก็คว้าข้อมือของฉังหนิงไว้

“บอกมานะ เจ้าแอบกรอกยาเสน่ห์อะไรให้ซื่อจื่อ”

ฉังหนิงสะบัดมือของฉังซุ่นออก “สู้เจ้าคิดว่าไปหาเรื่องอะไรให้ซื่อจื่อไม่พอใจจะดีกว่ากระมัง”

หาเรื่องให้ซื่อจื่อไม่พอใจอย่างนั้นหรือ ก็เปล่านี่นา...

พอเห็นฉังซุ่นตกอยู่ในความมึนงง ฉังหนิงก็แอบหลุดขำ

คิดไม่ออกก็ดี จะไม่ได้ต้องมาแย่งชิงกับเขา

ฉังหนิงเดินเข้ามาในห้องอย่างเบิกบานใจแล้วรินชาให้ฉีซั่ว

ฉีซั่วยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง จากนั้นก็ออกคำสั่งกับฉังหนิง “ไปเรียกตัวเสวียนอีมา”

ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มบุคลิกนิ่งขรึมเย็นชาคนหนึ่งเดินเข้ามา

“คารวะซื่อจื่อ”

“วันนี้เจ้าสังเกตเห็นหนุ่มน้อยที่ระบำกระบี่กระบองบนถนนผู้นั้นหรือไม่”

ปกติยามฉีซั่วออกจวนเห็นเหมือนมีบ่าวติดตามเพียงคนเดียว แต่ความจริงแล้วมีองครักษ์คอยติดตามคุ้มกันอยู่ด้วย เสวียนอีก็คือหนึ่งในนั้น

“สังเกตเห็นขอรับ”

“เจ้าส่งคนไปจับตาดู หากมีเรื่องผิดปกติก็ให้รายงานข้าทันที”

“ขอรับ”

หลังจากเสวียนอีออกไป ฉังหนิงก็ถูกฉีซั่วไล่ออกไปเช่นกัน

ฉังซุ่นอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ซื่อจื่อเรียกเสวียนอีไปทำไมหรือ”

“ให้เขาส่งคนไปจับตาดูหนุ่มน้อยที่แสดงระบำบนถนน”

ฉังซุ่นคลางแคลงใจมากกว่าเดิม “ลำพังแค่เด็กที่ใช้การแสดงมาทำมาหากินคนหนึ่งมีอะไรให้น่าจับตาดูกัน”

ฉังหนิงมองเขาด้วยความสงสัย “วันนี้เจ้าติดตามซื่อจื่อออกไปข้างนอกมานี่นา ไม่รู้หรือว่าเจ้าเด็กขายการแสดงนั่นทำอะไรจนสร้างความสนใจให้ซื่อจื่อ”

“ก็ไม่มีนะ แค่เด็กขายการแสดงตามท้องถนน นอกจากหน้าตาค่อนข้างดีอยู่บ้าง แถมยังดึงดูดใจแม่นางรองหลิน...” ฉับพลันฉังซุ่นก็ชะงัก ราวกับถูกคนร่ายมนตร์ตรึงร่างไว้

“ดึงดูดใจแม่นางรองหลิน?...”

ไม่รอให้ฉังหนิงถามจนจบประโยค ฉังซุ่นก็เด้งตัว ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ “ข้ารู้แล้ว ซื่อจื่อกำลังหึงหวง!”

อ๊ากกก เขาช่างเขลานัก เหตุใดเพิ่งมานึกได้เอาป่านนี้ ซื่อจื่อถูกใจแม่นางรองหลินจริงๆ ด้วย!

เดี๋ยวนะ ซื่อจื่อถูกใจแม่นางรองหลิน?

ฉังซุ่นรับแรงสะเทือนนี้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง

ฉังหนิงได้ยินเช่นนั้นก็มึนงง “ซื่อจื่อหึงหนุ่มน้อยขายการแสดงคนนั้น?”

นี่มันเรื่องวุ่นวายรุงรังอะไรกัน

“ซื่อจื่อชอบพอแม่นางรองหลิน อีกอย่างแม่นางรองหลินก็ตกรางวัลให้เจ้าหนุ่มน้อยขายการแสดงคนนั้นด้วย...”

พอได้ฟังคำอธิบายของฉังซุ่น ฉังหนิงก็ส่ายศีรษะ

“เจ้าไม่เชื่อ?”

ฉังหนิงแสดงท่าทีดูแคลนคู่หู “ซื่อจื่อส่งคนไปจับตาดูศัตรูหัวใจเพราะความหึงหวง? การคาดเดาของเจ้าช่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย ซื่อจื่อสั่งให้เสวียนอีไปจับตาดูเช่นนั้นย่อมมีเหตุผลอื่น”

คนปกติจะมีใครส่งคนไปจับตาดูศัตรูหัวใจกันบ้าง หากว่างนักสู้เอาเวลาไปทำคะแนนกับคนในใจไม่ดีกว่าหรือ

“อย่างนั้นหรือ...” คำพูดของฉังหนิงทำเอาความคิดของฉังซุ่นสั่นคลอน

ดูท่าเขาจะเดาผิดไป

เขาก็ว่าซื่อจื่อไม่มีทางถูกใจแม่นางรองหลินแน่นอน!

วันต่อมาการสอบคัดเลือกในฤดูใบไม้ผลิรอบที่หนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น ทว่าจวนแม่ทัพกลับไม่มีใครให้ความสนใจสักคน สำหรับฮูหยินผู้เฒ่า นางไม่มีทางให้เด็กสาวในเรือนหาคู่เป็นบัณฑิตจิ้นซื่ออะไรนั่นอีกแล้ว

“หว่านฉิง ในเมื่อเจ้าคิดได้แล้ว ก็ควรลุกขึ้นมาสนใจเรื่องใหญ่ในชีวิตอย่างเรื่องแต่งงานของฉานเอ๋อร์ได้แล้ว”

หลินฉานอายุสิบแปดปีแต่ยังไม่กำหนดเรื่องแต่งงาน ความจริงก็ออกจะช้าไปเสียหน่อย

“ท่านแม่คิดว่าซู่เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

“ซู่เอ๋อร์หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าชะงักไป

บิดาของเฉิงซู่เป็นบุตรบุญธรรมของแม่ทัพผู้เฒ่าหลิน แต่ถึงอย่างไรบุตรบุญธรรมกับลูกเลี้ยงก็ต่างกัน บุตรบุญธรรมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแซ่ พูดถึงก็นับว่าเป็นคนละตระกูล แม้ว่าหลินฉานเข้าสู่ตระกูลหลินแล้วก็ไม่เป็นผลต่อการแต่งงานแต่อย่างใด

“เหตุใดเจ้าถึงนึกถึงซู่เอ๋อร์” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงซับซ้อน

สะใภ้หลินยิ้มกล่าว “ซู่เอ๋อร์ติดตามพี่ชายบุญธรรมมา ใจกว้างกระตือรือร้น ไม่มีทางทำตัวไม่ดีกับฉานเอ๋อร์แน่นอน”

ฮูหยินผู้เฒ่ามองบุตรสาวด้วยสายตาลุ่มลึก เอ่ยพึมพำเสียงเบา “หากตอนนั้นเจ้าคิดได้เช่นนี้ก็คงจะดี”

“ท่านแม่ว่าอะไรนะเจ้าคะ”

“ข้าบอกว่าซู่เอ๋อร์ก็ไม่เลว แต่การบังคับฝืนใจคงไม่ดี ถึงอย่างไรก็ต้องถามความคิดเห็นของเด็กทั้งสองคนด้วย”

“เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าขอเป็นฝ่ายถามหยั่งเชิงฉานเอ๋อร์ดู”

ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายศีรษะ “ไม่ ต้องถามซู่เอ๋อร์ดูก่อน”

สะใภ้หลินไม่เข้าใจ

ฮูหยินผู้เฒ่าอธิบายอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ถ้าลองถามฉานเอ๋อร์ก่อนแล้วถามซู่เอ๋อร์ทีหลัง หากฉานเอ๋อร์เต็มใจแต่ซู่เอ๋อร์ไม่มีความคิดเช่นนั้นเล่า อย่าว่าแต่ทำลายจิตใจของฉานเอ๋อร์โดยเปล่าประโยชน์เลย ไม่แน่อาจกลายเป็นปมในใจนางไปด้วยก็ได้”

ถึงแม้จะไม่ได้เกลียดชัง แต่บางเรื่องก็อาจจะติดค้างอยู่ในใจ

“ท่านแม่พูดมีเหตุผล ต้องถามซู่เอ๋อร์ก่อน แล้วถ้าซู่เอ๋อร์เต็มใจแต่ฉานเอ๋อร์ไม่เต็มใจเล่า”

ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มพลางเอ่ยเสียงเข้ม “ฉานเอ๋อร์ไม่เต็มใจก็ไม่เต็มใจสิ ผู้ชายใจหยาบกระด้าง ถูกสะเทือนใจด้วยเรื่องแค่นี้จะเป็นอะไรไป”

หากชอบจริงๆ คงพยายามเข้าไปโปรยเสน่ห์ให้ฉานเอ๋อร์หวั่นไหว ผู้ใหญ่เองก็ไม่คิดขัดขวาง

ในทางกลับกันหากไม่สำเร็จ หว่านฉิงก็คือบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต

ฮูหยินผู้เฒ่าขีดเส้นไว้อย่างชัดเจน ชายที่คิดจะแต่งงานกับหลานทั้งสอง ต้องชอบพอหลานสาวทั้งสองจากใจจริง คนที่มุ่งมั่นอยากแต่งด้วยอย่างแท้จริงถึงจะมีสิทธิ์ก่อน

นับว่าถูกงูกัดไปครั้งหนึ่ง กลัวเชือกไปอีกสิบปี[footnoteRef:1] [1: นับว่าถูกงูกัดไปครั้งหนึ่ง กลัวเชือกไปอีกสิบปี สำนวนนี้แปลว่าเคยเจอะเจอเรื่องราวไม่ดีมาก่อน ทำให้รู้สึกเข็ดหลาบไปอีกนาน]

“เดี๋ยวข้าลองถามซู่เอ๋อร์ดูแล้วกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่วางใจบุตรสาว รอกระทั่งเฉิงซู่ทำงานกลับมาถึงเรียกเขามาถามต่อหน้า

เมื่อเห็นบ่าวรับใช้ในห้องถูกไล่ออกไปจนหมดหลงเหลือเพียงชุ่ยหมัวหมัวเพียงคนเดียว เฉิงซู่ก็อดกระวนกระวายใจขึ้นมาไม่ได้

เวินหรูกุยก่อเรื่องหรือท่านอาเป็นอะไรไปหรือ

“ซู่เอ๋อร์นั่งลงก่อนเถิด”

เฉิงซู่ลากเก้าอี้ตัวเล็กมาแล้วนั่งลง

เห็นท่าทีของเขา ฮูหยินผู้เฒ่าก็อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าเด็กคนนี้ ต่อหน้าย่าจะเคร่งเครียดไปทำไม”

รอยยิ้มของฮูหยินผู้เฒ่าทำเอาเฉิงซู่โล่งอก “ข้านึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในจวนเสียอีก”

“ในจวนไม่มีเรื่องใด เพียงแต่มีเรื่องอยากลองถามความเห็นของเจ้าดู”

devc-a3b5dd88-33025คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 33 ญาติที่อยู่ไกลก็สู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมิได้ ตอนที่ 34