คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 34 คนก็สู้ลาไม่ได้ ตอนที่ 35
ตอนที่ 34 คนก็สู้ลาไม่ได้
เฉิงซู่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก ท่าทางตั้งใจรับฟัง
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “อยู่กับย่าปล่อยตัวตามสบายเถิด”
เฉิงซู่หัวเราะเบาๆ “ก็ปล่อยตัวตามสบายมาตลอด เพียงแต่ประหลาดใจว่าท่านมีเรื่องใดถามข้าหรือขอรับ”
“ปีนี้ซู่เอ๋อร์เองก็อายุสิบเก้าปีแล้วกระมัง”
“ขอรับ” ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าถามเรื่องอายุ เฉิงซู่ก็ใจกระตุก
ฮูหยินผู้เฒ่าจะหาภรรยาให้เขาอย่างนั้นหรือ
พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ เฉิงซู่ก็ใจเต้นขึ้นมาเป็นระลอก
สงบสติอารมณ์ สงบสติอารมณ์ไว้ จะให้ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าเขาร้อนใจไม่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจเสียงเบา “เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก ตอนที่พ่อของเจ้าออกจากจวนไป เจ้าเพิ่งสามขวบเอง”
ส่วนมารดาของเฉิงซู่ตอนให้กำเนิดเขาคลอดยากจนนางถึงแก่ความตาย เฉิงจื้อหย่วนจึงอุ้มเฉิงซู่มาที่จวนแม่ทัพ ขอร้องให้แม่บุญธรรมซึ่งก็คือฮูหยินผู้เฒ่าช่วยดูแล จากนั้นเฉิงจื้อหย่วนก็แต่งงานใหม่ รอกระทั่งตอนเฉิงซู่อายุสามขวบก็ออกไปผจญภัยท่องเที่ยวข้างนอก
หลายปีมานี้เฉิงจื้อหย่วนกลับเมืองหลวงนับครั้งได้ ส่งจดหมายมาให้บ้างเป็นครั้งคราว
“เร็วมากขอรับ” เฉิงซู่ประหม่าเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดเรื่องแต่งงานไม่ผิดแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าไปถูกใจสาวตระกูลไหน...
“ครั้งสุดท้ายที่พ่อเจ้าส่งจดหมายมาให้ก็ล่วงเลยมาปีกว่าๆ แล้ว ในจดหมายขอให้ย่าดูแลเรื่องการแต่งงานของเจ้าด้วย” พอพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “แต่ไม่นานหลังจากนั้นปู่ของเจ้าก็ล่วงลับไป พอล่าช้าเลยลากยาวมาจนถึงตอนนี้”
“ท่านย่า ข้าไม่รีบร้อนเลยสักนิด...” เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีท่าทีเช่นนั้น เฉิงซู่จึงพลอยรู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง “เจ้าไม่รีบแต่ย่ารีบ ทั้งเจ้า ฉานเอ๋อร์ อาเห่า อายุก็ไม่น้อยกันแล้ว เรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานคงต้องรีบหน่อย ย่าเรียกเจ้ามาเพื่ออยากถามว่าเจ้าคิดว่าฉานเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”
“น้องหญิงใหญ่น่ะหรือ” เฉิงซู่อ้าปากค้างเล็กน้อย ความลำบากใจถูกความตกใจเข้าแทนที่
ปฏิกิริยาของเฉิงซู่ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าลอบขมวดคิ้ว
นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนตื้นตันใจเลยสักนิด
“น้องหญิงใหญ่...น้องหญิงใหญ่ดีมากขอรับ...” หลังจากดึงสติกลับมาได้ เฉิงซู่ก็แก้ต่างอย่างกระอักกระอ่วนใจ
เพิ่งเกิดเรื่องกับบุตรสาว เป็นช่วงเวลาที่ฮูหยินผู้เฒ่าอ่อนไหวที่สุด เมื่อเห็นใบหน้านิ่งขรึมเช่นนี้ของเฉิงซู่นางก็เอ่ยขึ้น “ซู่เอ๋อร์ ย่าเห็นเจ้าเป็นดั่งหลานแท้ๆ คิดอยากจับคู่เจ้ากับฉานเอ๋อร์ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นคนดี แต่เจ้าอย่าหาเหตุผลร้อยแปดมาฝืนใจของตนเองเลย”
นางเข้าใจนิสัยของซู่เอ๋อร์ดี หากให้เขาแต่งงานกับฉานเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางขัด แต่นางอยากเห็นเขาอยากแต่งจากใจจริงมากกว่า
เฉิงซู่นั่งแทบไม่ติดแล้ว ขยับร่างไปมาบนเก้าอี้ตัวเล็ก “ท่านย่า ข้าคิดว่าน้องหญิงใหญ่ดีมากจริงๆ...”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดตัดบทเขา “ฉานเอ๋อร์ดีมาก เรื่องนี้คงไม่ต้องพูด อยู่ที่เจ้าชอบพอนางหรือไม่ หากไม่ แต่เจ้าพยักหน้ากลับจะเป็นการหน่วงเหนี่ยวพวกเจ้าทั้งสองไว้”
เฉิงซู่เข้าใจความหมายของฮูหยินผู้เฒ่า
เขาเงียบไปพักหนึ่งถึงสารภาพจากใจจริง “อาจเป็นเพราะคุ้นเคยกับน้องหญิงใหญ่มากเกินไป ข้าจึงเห็นน้องหญิงใหญ่เป็นดั่งน้องสาวแท้ๆ มาโดยตลอด...”
ฮูหยินผู้เฒ่ายกยิ้ม “แล้วซู่เอ๋อร์ชอบผู้หญิงแบบใดหรือ เจ้าบอกย่ามา ย่าจะช่วยสอดส่องให้เจ้าเอง”
พอพูดถึงตรงนี้ เฉิงซู่ก็หน้าหนาขึ้นมาทันที เริ่มสาธยาย “อย่างแรกต้องดูดีมาก จะแก่นแก้วมากไม่ได้ แต่ก็สุขุมเยือกเย็นเกินไปไม่ได้เช่นกัน ห้ามขี้แย แต่ก็ห้ามมีใจหยาบกระด้างเช่นกัน ห้าม...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังอย่างแน่นิ่ง ใบหน้าค่อยๆ เหยเก
เจ้าเด็กคนนี้จะสอยหงส์ฟ้าอะไรนั่นเลยหรือ!
เขาพูดพล่ามจนเวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา[footnoteRef:1] เฉิงซู่ถึงหยุดพูด คลี่ยิ้มอย่างรู้สึกผิด “ท่านย่า ข้าเงื่อนไขสูงเกินไปหรือไม่ขอรับ” [1: หนึ่งถ้วยชา เวลาประมาณสิบห้านาที ]
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มบาง “ไม่เลยสักนิด”
ครู่หนึ่งผ่านไปสะใภ้หลินก็มาถามความคิดเห็นของเฉิงซู่จากฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ “ข้าว่าซู่เอ๋อร์นิสัยยังเด็กนัก รอผ่านไปอีกสักสองปีพอรู้ความขึ้นบ้างค่อยคุยกันเรื่องแต่งงานเถิด”
เวลานั้นหว่านฉิงน่าจะหลุดพ้นจากเงาของเวินหรูกุยอย่างสมบูรณ์แล้ว การแต่งงานของเจ้าเด็กคนนี้ค่อยมอบหมายให้บุตรสาวเป็นคนทุกข์ใจแทนตนเองดีกว่า
วันต่อมาเฉิงซู่ก็ไปจวนตระกูลเวินด้วยพลังอันเปี่ยมล้น
ระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ลูกน้องทางฝั่งของเวินหรูกุยแทบแยกย้ายกันออกไปจนเกลี้ยง คนที่เหลือกลับไม่ใช่บ่าวคู่จวนของสะใภ้หลินแต่กลับเป็นคนที่นำมาคอยจับตาดูเวินหรูกุยจากจวนแม่ทัพเมื่อสองวันก่อนต่างหาก
“ตรวจสอบหมดแล้วหรือ”
คนที่มีท่าทางเหมือนผู้ดูแลคนหนึ่งเอ่ยตอบ “คุณชายวางใจได้ ตรวจสอบครบเรียบร้อย สิ่งของที่นายท่านเวินนำติดตัวไปไม่เกินรายได้ครึ่งหนึ่งในเวลาหลายปีมานี้ของเขาเลยขอรับ”
เฉิงซู่ยิ้มเย็นชา “ให้เขาเอาเปรียบแล้ว”
ต่อให้ไม่เคยลิ้มลองความเจ็บปวดในโลกมนุษย์ แต่เขาพอรู้ว่าหลายปีมานี้ท่านอาของเขาใช้ชีวิตหรูหราระดับไหน ลำพังรายได้ของเวินหรูกุยอย่าว่าแต่จะเหลือเก็บครึ่งหนึ่งเลย ต่อให้ใส่ไปเต็มร้อยก็ไม่พอใช้จ่ายหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าบอกแล้วว่าเรื่องใดก็ตามอย่าทำเด็ดขาดเกินไป นี่ไม่ใช่เพื่อเวินหรูกุยแต่เป็นเกณฑ์การจัดการของจวนแม่ทัพเอง
สรุปก็คือปล่อยให้สัตว์เดียรัจฉานหน้าเนื้อใจเสืออย่างเวินหรูกุยพอมีเงินติดตัวบ้างเล็กน้อยนั่นเอง
เฉิงซู่จับจ้องเวินหรูกุยที่ขนสิ่งของปริมาณสองคันรถม้าออกจากจวนตระกูลเวินไปโดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย
“ปิดประตู!”
คล้อยหลังเสียงตะโกนของเขา ประตูไม้สีดำเงาก็ปิดลงเสียงดังปัง จวนที่กว้างขวางและโอ่อ่าหลังนี้ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเวินลงอย่างสิ้นเชิง
เฉิงซู่สั่งให้ลูกน้องจัดวางเครื่องประดับและเครื่องใช้อย่างดี แล้วมุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพด้วยฝีเท้าผ่อนคลาย
“เจ้า มานี่หน่อย”
ผู้ดูแลเวินผิงที่เดินป้วนเปี้ยนตรงมุมกำแพงเห็นเฉิงซู่กวักมือเรียกตนเองก็ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งค่อยเดินเข้าไปหา
เฉิงซู่ขมวดคิ้วพลางกวาดตามองเวินผิง “ข้าว่าเจ้าช่างดูคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก”
เวินผิงเค้นรอยยิ้มอย่างระแวดระวัง “ข้าคือผู้ดูแลจวนตระกูลเวิน...”
“อ้อ ข้านึกออกแล้ว เจ้าเป็นผู้ดูแลของเวินหรูกุย” เฉิงซู่เผยสีหน้าขึงขัง “บอกมานะ เจ้าคิดจะทำเรื่องชั่วๆ อะไรอีก”
เขาเคยเจอเวินผิงมาหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่เพราะไม่ได้โกนหนวดเครามานานเลยทำให้นึกหน้าไม่ออก
“คุณชายพูดเรื่องน่าขันแล้ว ข้าจะกล้าคิดทำเรื่องชั่วได้อย่างไร” เวินผิงโค้งตัว เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
สองวันนี้เขาไม่กล้ากลับจวน พอนึกถึงภาพเบื้องหน้าอันมืดมน ไหนเลยเขาจะมีใจผยองเฉกเช่นผู้ดูแลใหญ่ของจวนรองเสนาบดีเหมือนเมื่อก่อน
“แล้วเจ้าทำตัวลับๆ ล่อๆ มาป้วนเปี้ยนอะไรแถวนี้”
“ข้า...” เวินผิงกำลังชั่งใจ
เฉิงซู่ขึงตาใส่ “อย่ามาแต่งเรื่องโป้ปดกับข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับเจ้าซะ!”
“คุณชายอย่าโมโหไปเลย อย่าโมโห” เวินผิงรู้ว่านี่เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น
เขาไม่ใช่องครักษ์ผ้าต่วนสักหน่อยที่บอกว่าจะจับก็จับได้เสียที่ไหนกัน แต่หากคิดจะต่อกรกับคนตัวเล็กๆ อย่างตนก็คงเป็นเรื่องที่ง่ายดายสำหรับเขายิ่งนัก
เวินผิงเหลือบมองซ้ายขวา เอ่ยเสียงเบา “ข้ามาหาคุณหนูรองขอรับ”
เขากำลังกลุ้มใจว่าเข้าประตูจวนแม่ทัพยากคงไม่ได้เจอคุณหนูรองแน่ ฝากคุณชายท่านนี้ไปบอกก็ดีเหมือนกัน
เฉิงซู่สีหน้าเคร่งขรึมทันที “เจ้ามาหาอาเห่าหรือ”
จะโทษว่าเขาเข้าใจผิดก็ไม่ได้ เพราะผู้ดูแลใหญ่ของจวนตระกูลเวินกลับมาหาคุณหนูที่ถูกเลี้ยงให้อยู่แต่ในห้อง หากไม่ได้มาหาเพราะมีเรื่องเดือดร้อนแล้วมาทำอะไรเล่า
เวินผิงหนังศีรษะชาวาบ ตอบอย่างมีไหวพริบ “คุณหนูรองเรียกหาข้าขอรับ”
ภายใต้สายตางุนงงของเฉิงซู่ เวินผิงจึงเอ่ยสาบานจากใจจริง “คุณหนูรองเรียกหาข้าเพราะมีธุระจริงๆ หากคุณชายไม่เชื่อก็ลองไปถามคุณหนูรองดูก็ได้ หากข้าพูดปดแม้แต่คำเดียว ท่านมาจับข้าไปได้เลย”
“เช่นนั้นเจ้ารอก่อน หากเจ้ากล้าโกหกข้า เจ้าเจอดีแน่!”
เฉิงซู่เข้าจวนแม่ทัพไปแล้วเดินไปทางเรือนลั่วอิง
เรือนที่พักของหลินเห่าในจวนแม่ทัพเองก็เรียกว่าเรือนลั่วอิงเช่นกัน
ตอนที่เฉิงซู่เดินเข้ามา หลินเห่ากำลังป้อนหญ้าให้หลินเสี่ยวฮวาอยู่ในลาน ส่วนเป่าจูกำลังถือพัดเล่มหนึ่งคอยพัดให้หลินเห่ากับหลินเสี่ยวฮวาเป็นระยะๆ
เฉิงซู่มองหลินเสี่ยวฮวาด้วยแววตาลุ่มลึก ภายในใจผุดความคิดที่ว่า ลาตัวนี้ ตอนนี้น่าจะใช้ชีวิตสุขสบายมากกว่าเวินหรูกุยเสียอีก