คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 35 แม่สื่อมาหาถึงที่ ตอนที่ 36
ตอนที่ 35 แม่สื่อมาหาถึงที่
“พี่ใหญ่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” หลินเห่ากล่าวทักทายพลางเอาหญ้าเขียวในมือยื่นเข้าปากหลินเสี่ยวฮวา
เฉิงซู่เดินเข้ามาแล้วเอามือลูบหัวของหลินเสี่ยวฮวา “อาเห่า ข้าเห็นผู้ดูแลเวินผิงตรงหน้าประตู เขาบอกว่าเจ้าเรียกตัวเขามา”
หลินเห่าชะงักมือแต่ไม่นานก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง “อืม ข้าเรียกเขามาเพราะมีธุระ”
เฉิงซู่ร้อนใจอยู่บ้าง “เวินผิงเป็นผู้ดูแลจวนมาตั้งหลายปี แถมยังหักหลังเจ้านายด้วย เขาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เจ้าไปมาหาสู่กับเขาระวังจะโดนเขาหลอกเอาได้”
หลินเห่าคลี่ยิ้มบาง “พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้เขาเทียบกับชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ติดด้วยซ้ำ แต่ข้าเป็นถึงคุณหนูรองหลิน จะเสียเปรียบขนาดไหนกันเชียว”
เฉิงซู่ถูกรอยยิ้มของสาวน้อยสาดทอเข้าตา ภายในใจคิดว่า เดิมทีอาเห่าก็มีศิลปะการพูดที่ดีเหมือนกัน
พอครุ่นคิดว่าหลายปีมานี้อาเห่าเป็นใบ้พูดไม่ได้ ความเห็นอกเห็นใจก็ทวีคูณมากขึ้น “อาเห่า ข้าไปพบเขาเป็นเพื่อนเจ้าดีกว่า”
“พี่ใหญ่ไม่ต้องไปเป็นเพื่อนหรอกเจ้าค่ะ เพราะข้าไม่ได้คิดจะไปเจอเขา” หลินเห่าตะโกนเรียกเป่าจู “เจ้าไปเจอเขาเสียหน่อยเถิด”
เป่าจูเข้าใจในทันที รีบเอาพัดไม้ไผ่วางไว้บนโต๊ะตัวเล็กแล้วเข้าห้องไป ครู่หนึ่งก็ออกมาจากห้องแล้วเดินออกประตูลานไป
เฉิงซู่เก็บงำความประหลาดใจไว้ได้ยาก “อาเห่า เจ้าตามตัวเวินผิงมาด้วยเรื่องอะไรหรือ”
“อ้อ อยากขอบคุณเขาที่วันนั้นเขาพูดตามจิตใจที่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่ได้เป็นพยานเท็จ” หลินเห่าเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ
บางทีอาจเพราะอดใจรอเจ้านายป้อนหญ้าไม่ไหว หลินเสี่ยวฮวาจึงใช้ปากถูมือของหลินเห่า สื่อว่ามันไม่พอใจแล้ว
เฉิงซู่หยิบพัดบนโต๊ะตัวเล็กขึ้นมาช่วยพัดให้หลินเสี่ยวฮวาสองสามที “ข้าไม่เชื่อว่าเวินผิงจะรู้ผิดชอบชั่วดี เขาเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของท่านพ่อของเจ้ามาตั้งยี่สิบกว่าปี คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ[footnoteRef:1]” [1: คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ สำนวนนี้แปลว่าอยู่ใกล้สิ่งแวดล้อมแบบใดก็จะได้รับสิ่งนั้นมา]
พอนึกได้ว่าไม่เหมาะที่จะพูดเช่นนี้ต่อหน้าหลินเห่า เฉิงซู่จึงเงียบลงอย่างรู้สึกผิด
หลินเห่าหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำอย่างว่าจริงๆ แต่ไม่ว่าจะมีเรื่องใดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ ผลสุดท้ายการกระทำของเวินผิงก็ส่งผลดีต่อเรา ข้าก็ควรเห็นใจเขาบ้าง ถือว่าเป็นผลดีทั้งเราและเขาด้วย”
เฉิงซู่ถอนหายใจยาว “อาเห่าช่างจิตใจดีงาม”
ขณะที่สองพี่น้องสนทนากันอยู่ เป่าจูก็กลับมา
“กลับไปแล้วหรือ” หลินเห่าเอ่ยถาม
“กลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
เฉิงซู่ยัดพัดใส่มือเป่าจู “ในเมื่อไล่กลับไปแล้ว เช่นนั้นก็คงไม่มีอะไรแล้ว อาเห่าเจ้าป้อนเจ้าลาขนของเจ้าต่อไป ข้าจะแวะไปหาท่านย่าสักหน่อย”
“พี่ใหญ่เดินระวังๆ นะเจ้าคะ”
หลินเสี่ยวฮวาแยกเขี้ยวยิงฟัน ก่อนจะร้องขึ้นสองทีไล่หลังของเฉิงซู่
เฉิงซู่ชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง หมุนตัวกลับมา “เจ้าลาตัวนี้อาลัยอาวรณ์ข้า?”
ทันใดนั้นหลินเสี่ยวฮวาก็ร้องเสียงดังมากกว่าเดิม
หลินเห่ายิ้มบาง “มันน่าจะโมโหที่ท่านพี่ไปเรียกมันว่าลาขนมากกว่า”
เฉิงซู่กระตุกยิ้มมุมปากแล้วรีบเดินจากไป
หลินเห่าปัดเศษหญ้าบนมือ ลุกขึ้นยืน “กลับห้องกันเถิด”
เวินผิงมาเอาเงินก่อนล่วงหน้าถือว่าเป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้
ความคิดของเขาคาดเดาได้ไม่ยากนัก คงกลัวว่าหลังจบเรื่อง นางจะนึกเปลี่ยนใจไม่ให้เงินเขาแล้ว
ทว่านางไม่คิดจะเปลี่ยนความคิดใด อย่างแรกไม่จำเป็นต้องหาเรื่องเดือดร้อนเพิ่ม อย่างที่สองชีวิตของสองพ่อลูกเวินผิงคงไม่รอดพ้นวิกฤติเพียงเพราะเงินห้าร้อยตำลึงของนางแน่นอน
ในเมื่อมีบุตรชายเป็นคนติดพนัน บิดาที่คอยตามล้างตามเช็ดเสียแหล่งหาเงินไปแล้ว ผลสุดท้ายจะดีได้แค่ไหนกันเชียว
สรุปแล้วสำหรับหลินเห่านั้น ไม่ว่าคนหรือเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเวินคงต้องรามือพักเอาไว้ก่อน
ในเมืองหลวงมักมีเรื่องใหม่ๆ และเรื่องที่น่าสนใจผุดขึ้นมาไม่มีว่างเว้น เรื่องของเวินหรูกุยกับสะใภ้หลินตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไปช่วงระยะหนึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยเรื่องการสอบคัดเลือกในฤดูใบไม้ผลิที่จัดขึ้นทุกๆ สามปี
บนใบประกาศรายชื่อแผ่นหนึ่ง ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่าบัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่งนั้นเก่งกาจจนน่าตกใจ
ตำแหน่งบนสุดคือรายชื่อบัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่ง ว่ากันว่าหยางเจ๋อบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ อีกทั้งเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากกว่านั้นก็คือเขายังไม่เคยผ่านการแต่งงานมีภรรยามาก่อน
ชั่ววินาทีนั้นตระกูลเศรษฐีนับไม่ถ้วนต่างหิวกระหายกันถ้วนหน้า รอเพียงหลังการสอบเตี้ยนซื่อ[footnoteRef:2]หน้าพระที่นั่งผ่านพ้นไปก่อนถึงจะส่งตัวแม่สื่อย่างกรายไปหาถึงประตูจวนตระกูลหยาง [2: เตี้ยนซื่อ คือการสอบหน้าพระที่นั่ง เป็นการสอบระดับสูงสุดจัดทุกสามปี โดยมากฮ่องเต้จะเป็นผู้ดูแลและคุมการสอบด้วยพระองค์เอง]
อ้อ แต่ถ้าหากบัณฑิตหนุ่มเป็นคนนอกพื้นที่เล่า
ไม่ต้องเครียดไป ต่อให้บัณฑิตหนุ่มแสดงฝีมือในการสอบหน้าพระที่นั่งย่ำแย่เพียงใดก็คงติดหนึ่งในสามอันดับแรกกระมัง หากเข้าสำนักศึกษาฮั่นหลิน[footnoteRef:3]ก็อยู่ในเมืองหลวงแล้ว [3: สำนักฮั่นหลิน คล้ายสำนักราชเลขาธิการ การกำหนดร่างนโยบายออกกฏหมายใหม่ต้องผ่านสำนักนี้]
และหากบัณฑิตหนุ่มมาจากตระกูลยากจนเล่า
ยิ่งไม่ต้องเครียดเข้าไปใหญ่ มีคนมากมายที่ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ขาดคนที่อาศัยความพากเพียรบากบั่นเข้ารับราชการได้ บุตรชายโง่เขลาฝากความหวังไว้ไม่ได้ หากได้บุตรเขยเฉกเช่นนี้มาก็นับว่าเป็นเรื่องดี
ในระยะเวลาสั้นๆ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหตุการณ์ของเวินหรูกุยกับสะใภ้หลินที่มีให้เห็นเป็นตัวอย่างล้วนมลายหายเข้ากลีบเมฆ
จวนแม่ทัพย่อมไม่สนใจเรื่องมียอดอัจฉริยะจากการสอบคัดเลือกในฤดูใบไม้ผลิโผล่มาเลยสักนิด เวลานี้สะใภ้หลินกำลังแอบดีอกดีใจกับการมาเยือนถึงจวนของแม่สื่อ
“โหวฮูหยินบอกเอาไว้ว่า หากนายหญิงยังไม่วางใจจะเจอซื่อจื่อก่อนก็ได้”
สะใภ้หลินพึงพอใจกับท่าทีของแม่สื่อเป็นอย่างมาก เอ่ยอย่างสุภาพ “เรื่องการแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก ข้าคงต้องหารือกับท่านแม่ก่อน”
แม่สื่อยกมือจับดอกไม้สดที่ปักอยู่ด้านหลังหูอย่างไม่แปลกใจกับผลลัพธ์นี้นัก
ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยเลย ในเมื่อคนที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ภายในจวนแม่ทัพคือฮูหยินผู้เฒ่า ไม่ใช่สะใภ้หลินที่หย่าขาดกับสามี น่าเสียดายที่วันนี้มาไม่ได้เจอหน้าฮูหยินผู้เฒ่า
แต่นางมั่นใจว่าการจับคู่การแต่งงานครั้งนี้ต้องสำเร็จ
ฝ่ายชายเป็นถึงซื่อจื่อแห่งจวนผิงจยาโหว คู่ควรกับคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพของแม่ทัพผู้เฒ่าหลินเหลือล้น
หากตระกูลหลินไม่โง่เขลา คงไม่มีทางผลักไสการแต่งงานครั้งนี้ออกไปแน่นอน
“เช่นนั้นคงต้องรอข่าวดีจากทางจวนแม่ทัพแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากที่แม่สื่อออกไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินออกมาจากห้องด้านข้าง
สะใภ้หลินใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยความดีใจ “ท่านแม่...”
ฮูหยินผู้เฒ่ากลอกตาขาวมองบนใส่ “สงวนท่าทีหน่อย ใช่ว่าฉานเอ๋อร์ขายไม่ออกเสียเมื่อไร”
สะใภ้หลินประคองร่างฮูหยินผู้เฒ่านั่งลง ยิ้มอธิบาย “ไม่ใช่เพราะพอใจในจวนผิงจยาโหวอะไรมากมาย เพียงแต่เพราะมีคนมาทาบทาม อารมณ์เลยเบิกบานเจ้าค่ะ”
นางนึกว่าบุตรสาวทั้งสองจะถูกถ่วงรั้งเพราะนาง เรื่องการแต่งงานคงได้รับอุปสรรคตามไปด้วย มาตอนนี้พอเห็นมีคนดีๆ มาทาบทามสู่ขอถึงที่ นางจึงวางใจลงบ้าง
“เจ้านี่นะ มักเลอะเลือนในเรื่องนี้ หากตระกูลเราไม่จู้จี้จุกจิก ต่อให้ฉานเอ๋อร์กับอาเห่าดีแค่ไหนก็ปล่อยให้ออกเรือนไม่ได้หรอก”
ซึ่งแตกต่างจากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนที่คาดเดาว่าวันหน้านางกับตาเฒ่าคงขาดทายาทสืบทอด เพราะตอนนี้ตระกูลหลินมีทั้งฉานเอ๋อร์และอาเห่าโผล่มา หากตระกูลใดสู่ขอหลานสาวไปสักคน ก็เท่ากับสู่ขอภูเขาเงินภูเขาทองลูกหนึ่งเลยทีเดียว
ยามเผชิญหน้ากับภูเขาเงินภูเขาทองเช่นนี้ คนที่หวั่นไหวย่อมมีไม่น้อย
“เช่นนั้นท่านคิดว่าจวนผิงจยาโหวเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ แม่สื่อบอกว่าดูตัวเจ้าบ่าวตระกูลเขาก่อนได้”
“จวนผิงจยาโหวหรือ...” ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไป “ข้าจำได้ว่าตระกูลนั้นมีบุตรชายเพียงคนเดียว”
หลังจากฮ่องเต้ไท่อานขึ้นครองราชย์ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไปมาหาสู่กับฮูหยินตระกูลอื่นๆ น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องลูกหลานของจวนผิงจยาโหวสักเท่าไร
สะใภ้หลินเม้มปากอมยิ้ม “จำนวนคนค่อนข้างง่ายหน่อย”
หากง่ายหน่อยก็จะช่วยให้ลูกสะใภ้ผ่อนคลายตามไปด้วย หลักการนี้นางย่อมรู้ดี
“ดูท่าทางเจ้าจะพึงพอใจมาก” ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ยกยิ้ม “เช่นนั้นก็ต้องรอดูว่าผิงจยาโหวซื่อจื่อจะเป็นอย่างไรบ้าง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน หลินเห่าก็เดินเข้ามา
“ท่านย่ากับท่านแม่ดีใจขนาดนี้ กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ”
สะใภ้หลินกับฮูหยินผู้เฒ่าสบตากันก่อนจะเอ่ยตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า “ไม่มีอะไร”
หลินเห่านั่งลงข้างฮูหยินผู้เฒ่าแล้วหยิบไม้ทุบขามาช่วยทุบขาให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ข้าได้ยินว่ามีแม่สื่อมาหาถึงจวน มาทาบทามพี่หญิงหรือเจ้าคะ”
ไม่ใช่ว่านางได้ยินมาแต่เห็นเข้าตอนเตรียมออกจากจวนต่างหาก
ตอนนี้ถึงแม้จะหลุดพ้นจากรังหมาป่าอย่างตระกูลเวินมาแล้ว แต่เรื่องใหญ่ที่จะอยู่ไปตราบจนชั่วชีวิตของพี่สาว นางคงเลี่ยงไม่ใส่ใจได้ยาก
ฮูหยินผู้เฒ่าคลี่ยิ้ม “เจ้าเด็กคนนี้ ข่าวถึงหูไวนัก”
หลินเห่าฉีกยิ้มสดใส “ตระกูลใดมาทาบทามหรือเจ้าคะ”
สะใภ้หลินยิ้มเอ่ย “จวนผิงจยาโหว”
พอหลินเห่าได้ยินเช่นนี้ก็หุบยิ้มทันควัน