คุณหนูรองสองชะตา

คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 36 ข้าไม่เห็นด้วย ตอนที่ 37

#37บทที่ 36 ข้าไม่เห็นด้วย

ตอนที่ 36 ข้าไม่เห็นด้วย

จวนผิงจยาโหว

หลินเห่าได้ยินสี่คำนี้ ไอเย็นก็ไต่ขึ้นแผ่นหลัง

ทั้งๆ ที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว เหตุใดจวนผิงจยาโหวถึงยังมาทาบทามสู่ขออีก!

ในสายตาของทุกคน จวนผิงจยาโหวสูงส่งงดงาม ในฐานะผิงจยาโหวซื่อจื่อที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวย่อมเป็นบุตรเขยที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนั้นพี่หญิงออกเรือนไป นางได้ยินว่ามีคนมากมายเอ่ยชมสะใภ้ฉังว่าเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หาตระกูลดีๆ ให้แต่งงานกับลูกเลี้ยง

แต่พอรู้จุดจบของพี่สาว นางจึงรู้ชัดแจ้งว่าที่นั่นเป็นดั่งรังเสือรังจิ้งจอกไม่เป็นรองตระกูลเวินเลย

นางไม่เชื่อว่าเป็นเพราะพี่สาวของนางโชคร้าย ด้วยความโหดเหี้ยมของสะใภ้ฉังแล้วย่อมรู้ว่าจวนผิงจยาโหวมีปัญหา ถึงยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้

หลินเห่ากัดริมฝีปากข่มคลื่นโทสะในใจ กำด้ามจับที่ทุบขาแน่นตามอารมณ์คุกรุ่น

“อาเห่า เป็นอะไรไป” เห็นหลานสาวผิดปกติ ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยถาม

หลินเห่าลอบสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์

ไม่สิ เวลานี้นางจะสงบเยือกเย็นไม่ได้แล้ว

“ข้าไม่เห็นด้วยเจ้าค่ะ!”

ท่าทางแข็งกร้าวของหลินเห่าทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าและสะใภ้หลินมองหน้ากัน

หลังจากเงียบไปสักพัก สะใภ้หลินก็เอ่ยถามอย่างคลางแคลงใจ “เหตุใดอาเห่าถึงไม่เห็นด้วย”

หลินเห่าเม้มปากแน่น ไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น

“เป็นอะไรไปอีก” ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บอารมณ์ผ่อนคลาย “อาเห่ามีเรื่องอะไรก็รีบบอกยายมาได้เลย อย่าเก็บเอาไว้ในใจ”

“ท่านยาย...” หลินเห่าร้องเรียกก่อนจะปิดหน้าร้องไห้ “ผิงจยาโหวซื่อจื่อนั่น...ไม่ใช่คนดีหรอกเจ้าค่ะ!”

คำพูดนี้ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่ากับสะใภ้หลินสีหน้าเปลี่ยนอย่างพร้อมเพรียงกัน

“อาเห่าอย่าร้อง บอกยายมาสิว่าผิงจยาโหวซื่อจื่อนั่นทำไมหรือ”

หลินเห่าปาดน้ำตา ยากที่จะกลบความเกรี้ยวโกรธไว้ได้ “ข้าเคยเจอผิงจยาโหวซื่อจื่อมาก่อน วันนั้นอยู่บนถนน ข้าถูกเบียดจนหมวกหล่น ตอนที่เขาเก็บหมวกขึ้นมาคืนให้ดวงตาแทบถลนติดแนบใบหน้าของข้าอยู่แล้ว ต่ำทรามยิ่งนัก..”

เมื่อได้ยินหลินเห่าร้องไห้พลางตัดพ้อเช่นนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าและสะใภ้หลินก็แสดงท่าทีตกใจเจืออารมณ์ขุ่นเคือง

“ผิงจยาโหวซื่อจื่อเป็นคนเช่นนี้เองหรือ” สะใภ้หลินโมโหจนหน้าเขียว แต่ก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง

หลินเห่าหันหน้าชี้ไปทางเป่าจู “หากท่านยายกับท่านแม่ไม่เชื่อก็ลองถามเป่าจูดูได้เลยเจ้าค่ะ”

ทั้งสองหันไปมองเป่าจูอย่างพร้อมเพรียง

เป่าจูพยักหน้าอย่างแรง “คุณหนูพูดถูกเจ้าค่ะ คนผู้นั้นช่างต่ำทราม บ่าวก็บอกแล้วว่าเป็นหมวกของคุณหนูเลยจะไปเก็บ แต่เขาดันหยิบขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้างเกี้ยวคุณหนูเจ้าค่ะ!”

ตอนนั้นนางเองยังสงสัยว่าเขาเป็นชายหนุ่มหื่นกามลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ใด ที่แท้นางก็ไม่ได้คิดไปเอง คุณหนูเองก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน

สะใภ้หลินตบโต๊ะลุกพรวด ใบหน้าเย็นยะเยือก “ข้าจะไปสะสางบัญชีกับพวกเขา!”

“ท่านแม่ ท่านอย่าไปเลยเจ้าค่ะ” หลินเห่ารั้งนางไว้ รู้สึกตื่นตระหนกและลนลาน “เดิมทีลูกก็แค่สะอิดสะเอียนในใจ แต่หากท่านแม่ไป ทุกคนคงรู้เรื่องกันหมด”

สะใภ้หลินนั่งลง ยังไม่ยินยอมเท่าไรนัก “คงต้องหาโอกาสสั่งสอนเจ้าคนสารเลวนั่นสักยก!”

เรื่องลอบทุบตีทำร้ายพรรค์นี้นางถนัดนัก

“เช่นนั้นเรื่องผิงจยาโหวซื่อจื่อกับพี่หญิง...”

ไม่รอให้หลินเห่าพูดจบ สะใภ้หลินก็ตบโต๊ะ “จวนเขาอยู่ไกลแค่ไหนก็รีบไสหัวไปให้ไกลเลย”

ทำท่าพูดจาลวนลามบุตรสาวคนเล็ก แต่ดันมาทาบทามสู่ขอบุตรสาวคนโต นี่ต้องหน้าไม่อายระดับไหนกัน

สะใภ้หลินคลื่นไส้ราวกับในกระเพาะมีมันหมูสามชั้นชิ้นหนึ่งยัดอยู่ในท้อง

ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงนิ่ง “วันพรุ่งนี้ไปให้คำตอบเรื่องนี้ก็พอ ส่วนเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องพูด”

นางเองก็โมโหพฤติกรรมลวนลามของผิงจยาโหวซื่อจื่อแต่หากโวยวายใหญ่โตเพียงเพราะอีกฝ่ายแค่มองอาเห่ามากหน่อย คนที่เสียเปรียบกลับจะเป็นอาเห่ามากกว่า

ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใช่คนหัวรั้น หากผิงจยาโหวซื่อจื่อแสดงอากัปกิริยาใดต่อหลานสาวเกินกว่าเหตุ ต่อให้สู้จนเสียชื่อเสียงนางก็จะทวงความยุติธรรมมาให้หลานสาว ส่วนเหตุการณ์ที่อาเห่าเจอ แค่อยู่ห่างจากจวนผิงจยาโหวมากหน่อยก็พอแล้ว

ขณะที่สะใภ้หลินคิดจะพูดบางอย่างขึ้นอีก ก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าขึงตาใส่ “อย่าแอบไปทุบตีเด็ดขาด เจ้าเห็นว่าอยู่ในดงเขาแล้วจะวิ่งซี้ซั้วไปไหนก็ได้หรือ”

ทั้งๆ ที่นางไม่ใช่บุตรสาวของราชันย์แห่งภูผาตั้งแต่หลังสิบขวบแล้ว แต่เหตุใดนิสัยโจรป่าเช่นนี้กลับเปลี่ยนไม่ได้เสียที

ฮูหยินผู้เฒ่าเหนื่อยใจเหลือเกิน

พอได้ยินท่านแม่พูดถึงเรื่องราวในวัยเด็กเช่นนั้น สะใภ้หลินก็คับข้องใจ “ตอนข้าเจ็ดขวบแอบลงเขาไปขโมยขาหมูรมควันมา ท่านแม่ยังชมข้าอยู่เลย”

ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปพักหนึ่งแล้วถอนหายใจยาว “ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน”

บางครั้งนางก็แอบคิดว่าวันเวลาของการเป็นฮูหยินในตระกูลสูงศักดิ์ใช้ชีวิตไม่สาแก่ใจเท่าการเป็นฮูหยินประจำหมู่บ้านบนภูเขาเลยจริงๆ

หลังจากเรื่องการสู่ขอของจวนผิงจยาโหวล้มเหลวลงแล้ว หลินเห่าถึงวางใจ “ท่านยาย ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเดินเล่นเจ้าค่ะ”

“ไปเถิด” สะใภ้หลินปวดใจที่บุตรสาวได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ นางจึงหยิบถุงเงินยัดใส่มือบุตรสาว “หากเจ้าเจอของที่ชื่นชอบก็ซื้อได้เลย”

การซื้อของเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ได้ดีที่สุด บางครั้งนางทะเลาะกับเวินหรูกุยจนอารมณ์ขุ่นมัว นางก็จะไปเดินเล่นซื้อของ...พอเผลอนึกถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา นัยน์ตาของสะใภ้หลินก็หม่นลง

หลังจากหลินเห่าเดินออกมาจากเรือนฮูหยินผู้เฒ่า นางก็สั่งให้เป่าจูจูงหลินเสี่ยวฮวามา

หลินเสี่ยวฮวาไม่ได้ออกมาเดินเล่นข้างนอกกับเจ้าของนานแล้วจึงร้องเสียงตื่นเต้นอยู่หลายครั้ง

คนสัญจรที่เดินผ่านไปมา ความจริงมีไม่กี่คนที่นั่งรถม้านั่งเกี้ยว ในเมื่อราคาสูงลิ่ว ทว่าคนที่ใช้ลาในการเดินทางแทนกลับมีไม่น้อย

หลินเห่าขี่ลาเตี้ยมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างไม่รีบไม่ร้อน

นางไม่ได้ออกจวนมาเพื่อเดินเล่นเตร็ดเตร่ แต่เพื่อออกมาหาใครคนหนึ่ง

หากพูดให้ถูกต้องก็คือไปดูให้แน่ใจว่าเวลานี้คนคนนั้นอยู่ที่นั่นหรือไม่

พอนึกถึงคนที่นางจะไปหา หลินเห่ากลับพูดไม่ออกว่าประหม่าหรือรอคอยกันแน่

“แม่นางระวัง!” จากมุมที่ไม่ไกลนักมีบัณฑิตกลุ่มหนึ่งเดินพูดคุยพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักผ่านมาบนถนนสายนี้ ทว่าจู่ๆ ชายสองสามคนในกลุ่มนั้นก็มีสีหน้าตื่นตระหนก รีบตะโกนเรียกหลินเห่าเสียงสูง

ก่อนหน้าที่จะได้รับคำเตือนจากเหล่าบัณฑิต นางเองก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนั้นแล้วเช่นกัน จึงใช้แรงกระชากเชือกป่านเบี่ยงไปด้านข้าง จากนั้นกระถางดอกไม้ก็ตกลงมาตรงหน้า

หลินเสี่ยวฮวาได้รับความตกใจ มันรีบพาหลินเห่าหนีห่างออกไปไกลค่อยหยุดฝีเท้าลง

ไม่นานก็มีสตรีนางหนึ่งลากเด็กน้อยวิ่งออกมา น้ำเสียงร้อนรน “แม่นางไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

หลินเห่าขมวดคิ้วแต่ยังไม่ตอบกลับในทันที

กระถางดอกไม้ที่ตกลงมาจากชั้นสองอาจจะทำให้ไม่ถึงตาย แต่หากกระแทกลงบนศีรษะคงจะเจ็บหนักสาหัสพอสมควร

พอสตรีผู้นั้นเห็นหลินเห่าแต่งตัวไม่ธรรมดาก็ยิ่งหวาดกลัวมากกว่าเดิม เอ่ยขอโทษพลางทุบตีบุตรของตนเอง “เป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้ความ รั้นจะเด็ดดอกไม้ในกระถางอยู่นั่น...”

เด็กสาวถูกตีจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ทว่าไม่กล้าเบี่ยงตัวหนี “ท่านแม่ ข้าไม่กล้าทำแล้ว ฮือๆ...”

จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากในตัวบ้าน เบิกตาใส่สตรีนางนั้น “ก่อนหน้านี้แม่ค้าขายดอกไม้เดินผ่าน ลูกร้องอยากซื้อดอกไม้มาทัดหูแต่เจ้ากลับทำใจซื้อไม่ลง ตอนนี้พอเกิดเรื่องแล้วมาตีลูกจะมีประโยชน์อะไร!”

พอชายผู้นั้นพูดจบก็โค้งตัวคำนับให้หลินเห่า “ขอโทษด้วยจริงๆ นะขอรับ ของเล็กๆ น้อยๆ นี้เอาไว้ปลอบขวัญแม่นาง”

หลินเห่าไม่เหลือบมองถุงเงินที่ชายผู้นั้นยื่นให้ นางพลิกตัวลงจากลา เด็ดดอกไห่ถังที่บานสะพรั่งงดงามบนเส้นผมมาเหน็บจุกน้อยบนศีรษะของเด็กสาว “น้องสาว วันหน้าเจ้าอย่าเข้าใกล้หน้าต่างที่เปิดไว้ตรงมุมสูงอีกนะ”

เด็กสาวนิ่งอึ้งจนลืมแสดงท่าทีตอบสนองใด

หลินเห่าไม่ใส่ใจคำขอโทษจากสองสามีภรรยาทั้งสอง จากนั้นก็จูงหลินเสี่ยวฮวาเดินไปข้างหน้า

เด็กน้อยไม่รู้ความยังพอเข้าใจได้ แต่พอเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่การตักเตือนและพร่ำสอนของผู้ใหญ่ในยามปกติ

นางไม่คิดว่าคำขอโทษจากคนอื่นจำเป็นต้องรับมาเสมอไป

หลินเห่าจูงลาเตี้ยมาตรงหน้าเหล่าบัณฑิตที่หยุดยืนอยู่ตรงนั้น นางย่อเข่าเล็กน้อย “ขอบคุณทุกท่านที่ตะโกนเตือนข้า”

ไม่ว่าคนที่ตะโกนเรียกเมื่อครู่หรือไม่ก็ตามต่างทยอยเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางเกรงใจกันแล้ว”

หลินเห่ากลับมายืนตัวตรงอีกครั้งก่อนจะขึ้นควบลาเตี้ยจากไป

ไปแล้วหรือ...

บัณฑิตกลุ่มนี้เดินเข้าโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หัวข้อสนทนายังคงเป็นเรื่องของสาวน้อยที่ขี่ลาเตี้ยที่เพิ่งจากไปผู้นั้น

devc-88b8c9ff-33080คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 36 ข้าไม่เห็นด้วย ตอนที่ 37