คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 37 อาจารย์ ตอนที่ 38

#38บทที่ 37 อาจารย์

ตอนที่ 37 อาจารย์

“เมืองหลวงเป็นแหล่งรวบรวมผู้คนจากทุกสารทิศ ทว่ากลับบังเอิญเจอสาวน้อยคนหนึ่งที่งดงามถึงเพียงนั้น” บัณฑิตคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจ น้ำเสียงและใบหน้าของสาวน้อยขี่ลายังคงวนเวียนอยู่ในสมองไม่ไปไหน

“สหายเฉินคิดเรื่องใดกัน ต่อให้เป็นเมืองหลวง สาวงามเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ” คำพูดนี้ย่อมออกจากปากของคนเมืองหลวงอย่างไม่ต้องสงสัย

จากนั้นก็มีคนเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ไม่รู้ว่าสาวน้อยผู้นั้นเป็นบุตรสาวของคนตระกูลใด จิตใจช่างงดงามนัก”

ถึงขั้นถูกกระถางดอกไม้ร่วงตกใส่ ทว่ากลับไม่คิดเล็กคิดน้อย แถมยังมอบดอกไม้สดของนางให้เด็กน้อยอีกต่างหาก เห็นทีนิสัยคงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเมตตาจริงๆ

คำพูดนี้ดึงดูดให้คนเห็นพ้องต้องตามด้วยไม่น้อย

สาวงามมอบบุปผา ทว่าคนกลับงามกว่าบุปผาเสียอีก ยามที่พวกเขาเห็นฉากอันงดงามนี้ก็อดท่องกลอนนี้ขึ้นมาไม่ได้

บัณฑิตผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสะอาดสะอ้านสะบัดมือคลี่พัดออก “พวกเจ้าคิดผิดแล้ว สาวน้อยผู้นั้นไม่ใช่บุตรสาวตระกูลเล็ก แต่เป็นสตรีสูงศักดิ์ตระกูลใหญ่แน่นอน”

“สหายหานมองออกได้อย่างไร” ทุกคำต่างซักไซ้อย่างประหลาดใจ

บัณฑิตผู้นั้นกวัดแกว่งพัดในมือพร้อมรอยยิ้ม “การแต่งตัวถือว่าเป็นรอง แต่บุคลิกของแม่นางผู้นั้น ตระกูลเล็กๆ คงอบรมเลี้ยงดูออกมาไม่ได้”

“มีเหตุผล”

ไม่ว่าคนวัยหนุ่มสาวจะสุขุมเยือกเย็นเพียงใด แต่พอได้เจอะเจอพูดคุยกับหญิงสาวที่มีใบหน้าสะสวยเหนือใคร ย่อมหวั่นไหวกันบ้าง

ไม่เกี่ยวกับนิสัยใจคอ แต่เกี่ยวกับช่วงวัย

ขณะที่พูดคุยถกเถียงกันอย่างออกรสชาติ ก็มีคนสังเกตเห็นบางอย่าง

“เหตุใดสหายเวินถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า”

ชายหนุ่มแซ่หานมองไปทางหนุ่มน้อยใบหน้าหล่อเหลาอีกคนพลางยิ้มหยอกเย้า “บัณฑิตหยางเองก็นิ่งเงียบเช่นกัน”

ที่แท้ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนี้ก็คือผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบครั้งนี้ บัณฑิตหนุ่มหยางเจ๋อ

เหล่าบัณฑิตหนุ่มเหล่านี้ล้วนเป็นบัณฑิตก้งซื่อ[footnoteRef:1]หรือบัณฑิตบรรณาการที่ผ่านการสอบคัดเลือก เป็นกลุ่มที่มีหน้ามีตาที่สุดของเมืองหลวงในเวลานี้ [1: ก้งซื่อ คือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสอบคัดเลือกระดับเมืองหลวง หากบัณฑิตคนใดสอบได้เป็นก้งซื่อ จะมีสิทธิได้รับคัดเลือกจากฮ่องเต้ให้เป็นผู้ถวายการรับใช้ ]

หยางเจ๋อคลี่ยิ้ม “เพียงแต่เจอแม่นางผู้นั้นโดยบังเอิญ ก็เลยไม่มีอะไรจะกล่าวถึง”

ชายหนุ่มแซ่หานตบคนที่นั่งด้านข้าง “สหายเวินหน้าตาก็ดูไม่ดีเช่นกัน ไม่สบายหรือ”

มีคนหยอกเย้าอย่างสนุกปาก “ข้าดูทรงสหายเวินแล้วคงไม่ได้ไม่สบายหรอก เพียงแต่ยังคิดถึงสาวน้อยคนนั้น...”

“อย่าพูดจาเหลวไหล!”

ภายในห้องเงียบกริบ ทุกคนต่างมองสหายร่วมรุ่นที่มีการตอบโต้รุนแรงอย่างแปลกใจ

อยู่ด้วยกันจนคุ้นชิน อีกทั้งก็ไม่ใช่คนนอก คำพูดหยอกล้อเหล่านี้ไม่ได้ถือว่าเกินกว่าเหตุแต่อย่างใด

เวินเฟิงใบหน้าแดงซ่าน เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนใจ “ข้าไม่ชินกับการหยอกล้อเช่นนี้...”

พอฟังคนอื่นหยอกล้อเขากับญาติผู้น้อง เขาย่อมทนไม่ไหวจริงๆ

เขาคิดไม่ถึงว่าน้องสาวจะขีดเส้นแบ่งแยกกับตระกูลเวินขนาดนี้ เมื่อครู่เพิกเฉยใส่เขาอย่างสิ้นเชิง

หากเขาอธิบายว่านางเป็นลูกพี่ลูกน้องหญิงของเขา ย่อมได้รับความเข้าอกเข้าใจจากทุกคน แต่หากให้ชายมากมายรู้สถานะของน้องสาวคงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก

ในเมื่อพอหยอกล้อเล่นหัวกันได้ย่อมมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นมิตรภาพระหว่างสหายร่วมรุ่นย่อมเหนียวแน่นกว่าคนแปลกหน้าอื่นๆ ในเส้นทางรับราชการ

เมื่อเห็นท่าทีเวินเฟิงเป็นเช่นนั้น ก็มีคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์

ทุกคนดื่มชาเสร็จก็แยกย้ายกัน บัณฑิตหนุ่มอันดับหนึ่งอย่างหยางเจ๋อเดินมาด้านข้างของเวินเฟิง กระซิบถาม “สหายเวินคงรู้จักแม่นางผู้นั้นกระมัง”

เวินเฟิงหรี่ตาลง หยางเจ๋อเองก็อมยิ้มเดินตรงไปข้างหน้า

หลินเห่าไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นหัวข้อสนทนาในกลุ่มบัณฑิตก้งซื่อ แต่ต่อให้รู้ นางก็ไม่สนใจ

นางขี่ลาเตี้ยเดินๆ พักๆ เป็นครั้งคราว ดูท่าทางผ่อนคลาย แต่พอใกล้ถึงจุดหมายปลายทางขึ้นมาจริงๆ กลับยิ่งอยู่ไม่เป็นสุขขึ้นเรื่อยๆ

คนที่นางอยากเจอ ตอนนี้จะมาเมืองหลวงหรือยังนะ

คนที่หลินเห่าอยากเจอก็คือผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตนางไว้ อาจารย์ในดวงใจของนาง

พอนางรู้แผนการของท่านพ่อก็ชิงหนีออกจากตระกูลเวิน ขี่เจ้าหลินเสี่ยวฮวาหนีออกจากเมืองหลวงไปทางทิศใต้ สุดท้ายเจอโจรป่า เพราะฤทธิ์ยาจึงทำให้นางไม่มีเรี่ยวแรงเท่าไร ยอมทุ่มสุดชีวิตต่อต้านแต่ก็ยังเสียแรงเปล่า หลินเสี่ยวฮวาตายลงภายใต้คมดาบของพวกโจรป่า

กระทั่งตอนนี้ นางยังคงจดจำความสิ้นหวังและความโกรธในเวลานั้นได้

หลุดพ้นจากความโชคร้ายมันยากขนาดนั้นเชียวหรือ เหตุใดสวรรค์ถึงทำให้นางต้องเจอะเจอความลำบากครั้งแล้วครั้งเล่า

และเวลานั้นเอง อาจารย์ก็ปรากฏตัว

เขาช่วยชีวิตหมาจนตรอกอย่างนาง จากนั้นก็พานางไปยังสถานที่ที่เข้าได้แต่ห้ามออกมา

นางอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามปี กระทั่งอาจารย์ตายอย่างอนาถนางถึงหนีกลับเมืองหลวง

สังเกตเห็นเจ้านายจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับตัว หลินเสี่ยวฮวาจึงหันหน้าแล้วกระดิกหูไปมา

หลินเห่าลูบหัวของหลินเสี่ยวฮวาพลางทอดมองไปด้านหน้าด้วยความหวัง

ด้านหน้ามีสะพานคดเคี้ยวแห่งหนึ่ง หากเป็นไปตามที่อาจารย์บอกเขาเข้ามาในเมืองหลวงช่วงต้นฤดูร้อน ไท่อานศักราชที่แปด เช่นนั้นเวลานี้น่าจะกำลังกางแผงดูดวงอยู่อีกฝั่งของสะพาน

เข้าใกล้สะพานแล้ว

หลินเห่าพลิกตัวลงจากลา จูงหลินเสี่ยวฮวาเดินขึ้นสะพานไป

บนสะพานมีคนสัญจรไปมาจนบดบังทัศนียภาพ

หลินเห่าเดินไปอีกฝั่งของสะพานทีละก้าวๆ

ตีนสะพานอีกฝั่งมีแผงลอยตั้งอยู่ประปราย คนเป่าน้ำตาล คนขายบะหมี่เย็นและขนมฮวกก้วย[footnoteRef:2] บริการตัดเล็บทำความสะอาดเท้าและแคะหู...หลากหลายร้านค้า คึกคักมากทีเดียว [2: ขนมฮวกก้วย ทำจากแป้งข้าวสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำตาลทรายขาว ลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาว]

ท่ามกลางความครึกครื้นเช่นนี้ แต่กลับมีผู้เฒ่าร่างกายซูบผอม เส้นผมและนวดเคราขาวโพลนนั่งหลับตาอยู่ ท่าทางสงบนิ่ง ดูคล้ายเทพเซียน ข้างกายของเขามีหมวกใบหนึ่งตั้งอยู่ เขียนง่ายๆ สามคำว่า ‘เซียนทายดวง’

หลินเห่าขอบตาพลันร้อนผ่าว ข่มอารมณ์ที่อยากร้องไห้ไว้

อาจารย์อยู่จริงๆ ด้วย!

ความจริงแล้วที่เรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ หลินเห่าเป็นฝ่ายเรียกเอง

ผู้เฒ่าไม่เคยบอกว่าจะรับนางเป็นศิษย์มาก่อน

สถานที่ที่นางถูกพาไปเป็นสถานที่ซ่อนตัวของฮ่องเต้ผิงเล่อที่หายตัวไปตอนสถานการณ์โกลาหลเมื่อเก้าปีก่อน อีกทั้งผู้เฒ่ายังเป็นราชครูหมิงซินเจินเหริน[footnoteRef:3]ที่ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ผิงเล่อ [3: เจินเหริน ใช้เรียกยกย่องผู้บำเพ็ญวิถีแห่งเต๋า]

เดิมทีสถานที่เช่นนี้จะไม่ให้คนนอกย่างกรายเข้าไป แต่นางเข้าไปได้ ความใจดีของอาจารย์ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สาเหตุหลักใหญ่ๆ เลยก็คือนางพูดไม่ได้

จุดด้อยของนางกลับกลายเป็นความโชคดีในเวลานั้น

เพราะพูดไม่ได้ คนในนั้นจึงหวาดระแวงนางน้อยลง อาจารย์เองก็สอนบางอย่างให้นางบ้าง แรกเริ่มก็แค่ครั้งคราว ต่อมาก็มากขึ้นเรื่อยๆ

หลินเห่าดูแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศิษย์ของอาจารย์ แต่ผู้เฒ่ากลับเป็นอาจารย์ที่มีบุญคุณต่อนางอย่างแท้จริง

หลินเห่าหยุดนิ่งอยู่นานจนดึงดูดความสนใจของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า

“แม่นางอยากซื้อน้ำตาลปั้นหรือไม่” คนขายน้ำตาลปั้นฉีกยิ้มแป้น

ผู้เฒ่าเปิดเปลือกตามองมาทางหลินเห่า

สองดวงตาประกายวาวโรจน์ราวกับสามารถอ่านใจคนออก

หลินเห่าไม่กลัวเลยสักนิด

นางเป็นใบ้แอบอ่านใจคนมาตั้งหลายปี สิ่งที่นางถนัดมากที่สุดก็คือปกปิดเรื่องในใจของตนเอง

“ข้าไม่ซื้อน้ำตาลปั้น” หลินเห่าแย้มยิ้มสดใสตอบกลับไปแล้วมองไปทางผู้เฒ่า “ข้ามาดูดวง”

ขณะที่พูดนางก็เดินเข้ามาใกล้ผู้เฒ่า จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าแผงของเขา

หมิงซินเจินเหรินลอบสำรวจหลินเห่าอย่างละเอียด นัยน์ตาพลันฉายนัยบางอย่าง

“ท่านดูจากตัวอักษรหรือใบหน้าเจ้าคะ”

“ไม่ดูให้”

“อะไรนะเจ้าคะ”

หมิงซินเจินเหรินโบกมือไล่อย่างหงุดหงิดใจ “แม่นางมีเรื่องอะไรให้ต้องทำนายกัน รีบไปซะ อย่ามาเป็นตัวถ่วงกิจการของข้าเลย”

หลินเห่านิ่งอึ้งไป

นางคิดหาทางเข้าหาอาจารย์อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด แต่คิดไม่ถึงว่าอาจารย์กลับแสดงท่าทีไม่เหมือนคนทั่วไปสักนิด

เหตุใดหมอดูดวงถึงไม่ดูดวงเล่า

ไม่มีจรรยาบรรณเลย

“ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยเถิด ข้าเจออุปสรรคมาจริงๆ ท่านโปรดชี้แนะทางสว่างให้ข้าที”

กลัวว่าหมิงซินเจินเหรินจะไม่ยอม สาวน้อยเลยทำท่าทางน่าสงสารจับใจ “ข้าขี่ลาเดินทางมาตั้งนาน ไม่ง่ายเลยกว่าจะหาหมอดูเจอสักคน”

หมิงซินเจินเหรินลูบเคราพลางยืนยันไม่เปลี่ยนคำ “แม่นางคงออกจากเรือนน้อยกระมัง ความจริงที่ไหนก็มีหมอดูทำนายดวงทั้งนั้น เจ้าดูทางนั้น”

หลินเห่ามองไปตามมือที่หมิงซินเจินเหรินชี้ไป มุมใต้สะพานที่ไม่ไกลนักมีแผงดูดวงหนึ่งตั้งอยู่ สิ่งของวางเรียงรายครบครันมากกว่าหมิงซินเจินเหรินเสียอีก

หลินเห่าตกอยู่ในความเงียบ

เหตุใดการแข่งขันถึงรุนแรงขนาดนี้

devc-88b8c9ff-33080คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 37 อาจารย์ ตอนที่ 38