คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 32 เหนื่อยใจมาก ตอนที่ 33
ตอนที่ 32 เหนื่อยใจมาก
เฉิงซู่คร้านจะมองใบหน้าคล้ายหมาหงอยของเวินหรูกุยเต็มทน หลังจากกำชับลูกน้องที่พามาด้วยแล้วก็เดินออกจากจวนตระกูลเวินไปพร้อมชุ่ยหมัวหมัวบ่าวรับใช้คนสำคัญของฮูหยินผู้เฒ่า
นอกจวน มีคนชะเง้อยืดคอยาวดูเรื่องสนุกๆ นับไม่ถ้วน พอเห็นเฉิงซู่เดินออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก็พานอดทำท่าผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทเลยนี่นา!
เฉิงซู่ชะงักฝีเท้าลงแล้วหันกลับไปแหงนหน้ามองด้านบน
ป้ายคำว่า ‘จวนตระกูลเวิน’ ตรงประตูอยู่ภายใต้แสงตะวันแสนอบอุ่นในวสันตฤดู ทอประกายเล่นแสงวิบวับ
เฉิงซู่เห็นแล้วก็หงุดหงิดใจ เขาถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อตั้งท่าแล้วกระโดดขึ้นกระชากป้ายจวนลงมา
“ดี!” ทันใดนั้นกลุ่มคนก็ร้องเสียงฮือฮา
ขณะที่เสียงร้องดังขึ้น ป้ายประตูก็ถูกโยนทิ้งลงบนพื้นเรียบร้อยแล้ว
“เอากลับไปใช้เป็นฟืน” เฉิงซู่บอกผู้ติดตามเสร็จก็ก้าวเดินไปทางจวนแม่ทัพ
ชาวบ้านที่ดูเรื่องสนุกๆ พากันเข้าใกล้ประตูจวนตระกูลเวินพลางจิ๊ปากและถอนหายใจ
“จวนแม่ทัพจะเอาจวนนี้คืนจริงๆ หรือ”
“ถ้าไม่เอากลับไป แล้วจะให้รองเสนาบดีเวินเก็บไว้เลี้ยงอนุนอกจวนอย่างนั้นหรือ”
“คุณชายเมื่อครู่นี้กระโดดได้สูงจริงๆ”
“นั่นสิ ดูองอาจสง่างามไม่น้อยเลย”
...
ท่ามกลางผู้คน เป่าจูแอบดึงหลินเห่ามาอย่างเงียบๆ “คุณหนู มีสตรีไม่น้อยกำลังชื่นชมคุณชายอยู่เจ้าค่ะ”
เดิมทีนางต้องเรียกว่า ‘พี่ชาย’ แต่พอนางเข้ามาอยู่ในตระกูลหลินแล้ว คำที่เรียกใช้เฉิงซู่จึงเปลี่ยนไปด้วย
หลินเห่าคลี่ยิ้ม “พี่ใหญ่ต้ององอาจสง่างามมากอยู่แล้ว พวกเรากลับกันดีกว่า”
เห็นพี่ชายบุญธรรมจัดการเอาจวนนี้คืนกลับมาอย่างตรงไปตรงมารวดเร็วเช่นนี้ นางจึงเดินจากไปอย่างวางใจ
สาวน้อยฝีเท้าว่องไว เดินไกลออกไปขึ้นเรื่อยๆ
จากมุมที่ไม่ไกลนัก บ่าวรับใช้ฉังซุ่นก็ยู่ปาก “ซื่อจื่อท่านได้ยินหรือไม่ เวิน...คุณหนูรองหลินชื่นชมลูกพี่ลูกน้องชายของนางว่าองอาจสง่างาม! เป็นถึงสตรีตระกูลใหญ่แต่กลับไม่รู้จักสำรวม...”
“เป็นพี่ใหญ่ ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องแล้ว” ชายหนุ่มใบหน้าจริงจัง สาวเท้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน
บ่าวรับใช้ยังยืนอยู่ตรงที่เดิมพลางเกาศีรษะแกรกๆ อย่างฉงน
พี่ใหญ่หรือลูกพี่ลูกน้องอะไรนั่น ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องนี้หรือ
เขาแค่รู้สึกว่าแม่นางรองหลินไม่สง่างามมากพอ ซื่อจื่อนั้นจิตใจดีเกินไป ไม่มองโลกในแง่ร้ายดูบ้างเลย
เอ๊ะ ซื่อจื่อเดินไปไกลแล้ว...เขาข่มความหดหู่ในใจไว้แล้วรีบไล่ตามไป
หลินเห่าเดินมุ่งหน้าไปทางจวนแม่ทัพด้วยท่าทีไม่รีบไม่ร้อน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง
นางชะงักฝีเท้าแล้วมองไปยังทิศทางที่มีเสียงร้องเฮดังแว่วมา จากนั้นดวงตาคู่งามก็อดหรี่ลงเล็กน้อยไม่ได้
เขาก็คือหนุ่มน้อยที่แสดงระบำกระบี่กระบองนอกหอเครื่องประดับเมื่อวันนั้นนั่นเอง
ซึ่งผู้คนที่รายล้อมแตกต่างจากวันนั้น วันนี้คนดูหนุ่มน้อยเล่นการแสดงด้วยความไม่ค่อยใส่ใจนัก ขนาดมองดูจากตรงนี้ก็สามารถเห็นท่วงท่าระบำกระบี่กระบองอันแข็งแกร่งและอ่อนช้อยได้อย่างชัดเจนแล้ว
คงไม่ใช่เพราะคนแห่ไปดูเรื่องจวนตระกูลเวินจนทำให้กิจการของเขาแย่ลงหรอกนะ
เป่าจูเองก็จำได้เช่นกัน
“คุณหนู พวกเรารีบกลับกันดีกว่าเจ้าค่ะ”
วันก่อนตอนที่คุณหนูดูการแสดงของหนุ่มน้อยคนนี้ถูกคนเบียดเสียดจนหมวกหล่น จากนั้นก็เจอพวกหื่นกามจ้องตาเป็นมัน
ใช่แล้ว ขนาดบ่าวรับใช้ยังมองคุณหนูของตนเป็นดั่งนางฟ้าบนสวรรค์ ชายที่มองคุณหนูไม่วางตาเช่นนั้นล้วนเป็นพวกหื่นกามทั้งสิ้น
ท่วงท่าปิดจบการแสดงอันสวยงามขอหนุ่มน้อยได้รับเสียงโห่ร้องไม่น้อย ผู้เฒ่าตีกลองเริ่มขอค่าชมการแสดงจากผู้ชมที่รายล้อม
“เป่าจู เจ้าตกรางวัลเจ้าหนุ่มน้อยนั่นไปสักร้อยเหวิน”
เป่าจูอดเบิกตากว้างไม่ได้
หลินเห่าเห็นท่าทีของสาวใช้เช่นนั้นก็ขบขัน “ถือว่าชดเชยให้วันนั้นไป”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่เจอหนุ่มน้อยคนนี้ถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตานัก นางอดให้ความสนใจไม่ได้จริงๆ
พอเป่าจูดึงสติกลับมาได้ก็รีบเร่งฝีเท้าเอาเงินร้อยเหวินไปวางไว้บนกลองของผู้เฒ่า
เสียงเหรียญก้องกังวานที่กระทบหนังกลองทำเอาผู้เฒ่าชะงักงัน จากนั้นก็โค้งคำนับให้ไม่หยุด “ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณแม่นางมาก!”
เป่าจูโบกมือให้โดยไม่พูดอะไรแล้วเดินกลับไปหาหลินเห่า
การกระทำเช่นนี้ดึงดูดความสนใจจากหนุ่มน้อยพอตัว
สายตาของเขาไล่ตามแผ่นหลังของเป่าจูไป สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลินเห่า
หลินเห่าเก็บสายตากลับมาด้วยใบหน้าราบเรียบ จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางจวนแม่ทัพ
ไม่นานคนที่มุงอยู่ก็แยกย้ายกันไป หลงเหลือเพียงผู้เฒ่ากับหนุ่มน้อยที่อยู่เก็บของ
ผู้เฒ่ากำถุงเงินในมือพร้อมรอยยิ้มกว้าง “วันนี้โชคดีไม่น้อยเลย ได้เงินมาตั้งร้อยเหวิน”
สำหรับคนแสดงระบำตามท้องถนน ชีวิตไม่ได้สุขสบายขนาดนั้น ตอนระบำกระบี่กระบองผู้ชมก็พากันโห่ร้องเสียงดังลั่น แต่ถึงเวลาเก็บเงินคนที่ชมการแสดงกลับหนีหายไปแล้วเกือบครึ่ง ส่วนเหรียญของผู้ชมที่เหลือที่โยนใส่กลองตรงหน้ากลับน้อยนิดจนน่าเศร้า คนที่เต็มใจอยากตกรางวัลจริงๆ มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
วันหนึ่งพวกเขาทำการแสดงสี่ห้ารอบ เงินที่ได้มาก็แค่พอประทังชีวิตในแต่ละวันเท่านั้น วันนี้พอได้มาร้อยเหวินเลยสามารถเปลี่ยนชีวิตพอจะซื้อเนื้อหัวหมูมาได้สักครึ่งกิโล
ผู้เฒ่าเฝ้ารอให้ถึงมื้อเย็นเร็วๆ
หนุ่มน้อยเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางผู้นั้น ก่อนหน้านี้เคยดูการแสดงของข้าแถวๆ หอเครื่องประดับด้วย”
เขาจำได้ว่านางถูกเบียดจนหมวกตกพื้น
ผู้เฒ่าทำหน้าตกใจก่อนจะยิ้มร่า “เสี่ยวเฟิง คงไม่ใช่ว่าแม่นางน้อยผู้นั้นเห็นว่าเจ้าหล่อเหลา...”
ฉับพลันใบหน้าของหนุ่มน้อยก็เรียบตึง “ท่านปู่อย่าพูดจาซี้ซั้ว”
ผู้เฒ่ายิ้มแหย จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
ฉังซุ่นกลอกตาใส่ “ซื่อจื่อ ท่านเห็นแล้วหรือยัง แม่นางรองหลินตกรางวัลให้หนุ่มน้อยที่ทำการแสดงตรงหัวมุมถนนด้วย!”
หากไม่สนใจคงไม่รู้ว่ายามที่แม่นางรองหลินเผชิญใบหน้าอันหล่อเหลาของหนุ่มน้อยก็ไม่มีความสำรวมเลยแม้แต่น้อย
ส่วนซื่อจื่อของพวกเขาก็ตกเป็นหนึ่งในนั้นด้วย!
การค้นพบนี้ทำให้บ่าวรับใช้ผู้นี้ทั้งปวดใจทั้งฉุนเฉียว
ฉีซั่วยิ้มบาง “แม่นางรองหลินเป็นคนจิตใจดีเสียจริงๆ”
ฉังซุ่นแทบสะดุดขาล้มหน้าคะมำ “ซื่อจื่อ ท่านคิดว่านี่คือจิตใจดีหรือขอรับ”
“แล้วไม่ใช่หรืออย่างไร”
“ทั้งๆ ที่เห็นว่าหนุ่มน้อยนั่นหน้าตาดีแท้ๆ!”
ฉีซั่วหุบยิ้ม เอ่ยเสียงเรียบ “ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปให้ฉังหนิงเป็นคนติดตามข้าออกจากจวน”
ฉังซุ่นชะงักไป “ซื่อจื่อ...นี่ เป็นเพราะเหตุใดขอรับ...”
ซื่อจื่อให้ความสำคัญและโปรดปรานเขามากที่สุด แต่กลับจะเปลี่ยนคนอย่างนั้นหรือ
ชายหนุ่มปรายตามองเขา น้ำเสียงเนิบนาบ “ฉังหนิงหน้าตาดีกว่าเจ้า”
กระทั่งซื่อจื่อเดินไปไกลสักระยะ ฉังซุ่นกลับยังคงยืนนิ่งเป็นตอไม้อยู่ที่เดิม
ตอนที่เดินกลับมาถึงจวนแม่ทัพ บนหน้าผากของหลินเห่าก็ผุดเม็ดเหงื่อ อากาศเริ่มร้อนขึ้นแล้ว วันหน้าออกจวนนางขี่เจ้าหลินเสี่ยวฮวาออกไปดีกว่า
ขณะกำลังขบคิด ด้านหลังก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมา “แม่นางรองหลิน”
ชั่ววินาทีนั้นท่าทีของหลินเห่าเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นใคร เจ้าหนี้หรือ!
นางค่อยๆ หมุนตัว จากนั้นก็ย่อตัวลง “ซื่อจื่อ”
ฉีซั่วหรี่ตาลง มีความคิดหนึ่งพาดผ่าน
ทำไมถึงมักรู้สึกว่าปฏิกิริยาแรกตอนที่แม่นางรองหลินเห็นเขาน่าประหลาดชอบกล...
“บังเอิญจริงๆ ที่ได้เจอแม่นางรองหลิน”
ทันใดนั้นเป่าจูก็หวาดระแวงขึ้นมาทันที
ฟังคำพูดซี้ซั้วนี้ดูเถิด จิ้งอ๋องซื่อจื่อมีความคิดแอบแฝงแน่นอน!
ฉังซุ่นที่ไล่ตามมาสีหน้าสับสน
เดินตามมาตลอดทางแบบนี้เรียกว่าบังเอิญ? ท่าทางแบบนี้ของซื่อจื่อ...ไม่สิ ทำไมตนถึงเรียกว่าเดินตามมาตลอดทางเล่า ทั้งๆ ที่พวกเขากำลังจะกลับจวนเหมือนกัน!
หลังจากหาเหตุผลอันน่าฟังให้ซื่อจื่อของตนเองได้แล้ว ฉังซุ่นก็ไม่สบอารมณ์กับท่าทีหวาดระแวงของเป่าจูขึ้นมาทันที
สาวใช้ผู้นี้ทำไมมองด้วยสายตาแบบนั้น คิดว่าซื่อจื่อของข้าตาบอดจนต้องตาคุณหนูของเจ้าอย่างนั้นหรือ
เป่าจูยิ้มเยาะ เจ้านายเป็นเช่นไร บ่าวรับใช้ก็เป็นเช่นนั้นแหละ!
พวกเขาสองคนสบตาผ่านกลางอากาศด้วยแววตาฟาดฟัน
หลินเห่าคลี่ยิ้ม “บังเอิญมากเจ้าค่ะ ซื่อจื่อเองก็กลับจวนเช่นกันหรือ”
รอยยิ้มนี้ควรควบคุมให้ดี จะยิ้มจนหวานหยดย้อยเกินไปไม่ได้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อที่ขาดแคลนเพียงภรรยาต้องเข้าใจผิด แต่ก็ห้ามยิ้มเย็นชาเช่นกัน ในเมื่อตนทำผิดกับเขาก่อน วันหน้ายังต้องช่วยเหลือจิ้งอ๋องซื่อจื่อ หากความสัมพันธ์เหินห่างย่อมไม่สะดวกในการลงมือ
หลินเห่าที่เผชิญหน้ากับจิ้งอ๋องซื่อจื่อในเวลานี้ผุดความคิดหนึ่งขึ้นว่า การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหนี้ ช่างน่าเหนื่อยใจเสียจริง!