คุณหนูรองสองชะตา

คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 39 ซื่อจื่อติดนิสัยเสียมาแล้ว ตอนที่ 40

#40บทที่ 39 ซื่อจื่อติดนิสัยเสียมาแล้ว

ตอนที่ 39 ซื่อจื่อเลียนแบบสิ่งผิดๆ

จากมุมที่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มสวมชุดผ้าแพรร่างสูงชะลูดราวต้นสนต้นไผ่ มุมปากมีรอยยิ้มประดับ

หลินเห่าพลิกตัวลงมา จูงหลินเสี่ยวฮวาเดินมากล่าวทักทาย “ซื่อจื่อจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ”

“เปล่า ข้ากำลังกลับจวน”

“อ้อ” หลินเห่าไม่รู้ว่าควรพูดอะไรไปชั่วขณะ

เดิมทีก็ไม่มีหัวข้อสนทนาใดให้คุยด้วย นางอยากพูดคุยกับจิ้งอ๋องซื่อจื่อก็จริง แต่จะพูดตามอำเภอใจไม่ได้

อย่างเช่นตระกูลท่านจะถูกสังหารยกครัวทำนองนั้น หากกล่าวออกไป จิ้งอ๋องซื่อจื่อคงหาว่านางเสียสติแน่นอน

ช่วงเวลากระอักกระอ่วนใจ หลินเห่าก็ปรายตามองหน้าบ่าวรับใช้คนใหม่ หาเรื่องชวนคุย “ซื่อจื่อเปลี่ยนบ่าวรับใช้คนใหม่หรือเจ้าคะ”

ฉีซั่วกวาดตามองฉังหนิง ยิ้มเอ่ย “แม่นางรองหลินช่างสายตาดียิ่งนัก”

หลินเห่ามุมปากกระตุก

เป็นมนุษย์มีชีวิตตัวโตตั้งสองคน ไม่ใช่ทารกคู่แฝดเสียหน่อย เหตุใดนางจะแยกไม่ออก

แบบนี้ยังชมนางว่าสายตาดีได้อีกหรือ นางสงสัยว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อชมใครก็คงรับได้เงินขวัญถุง!

ขณะที่กำลังด่าทอ ก็ได้ยินฉีซั่วเอ่ยถามว่า “แม่นางรองหลิน...ช่วงนี้ไปล่วงเกินใครมาหรือไม่”

หลินเห่ามองฉีซั่วด้วยความประหลาดใจ

“เหตุใดซื่อจื่อถึงถามเช่นนี้”

ฉีซั่วเงียบไปพักหนึ่ง กระซิบบอกเสียงแผ่วเบา “มีคนสะกดรอยตามแม่นางรองหลิน”

หลินเห่าสะดุ้งทันที

ที่นางตกใจ ย่อมไม่ใช่เพราะว่ามีคนสะกดรอยตาม แต่จิ้งอ๋องซื่อจื่อสังเกตเห็นได้อย่างไร

นางพอรู้ฝีมือในการสะกดรอยตามของตู้ชิงอยู่บ้าง อย่างน้อยคนทั่วไปยังยากที่จะสังเกตเห็น

การที่นางเห็นตู้ชิง ไม่ใช่เพราะสัมผัสได้ว่ามีคนสะกดรอยตาม แต่เป็นเพราะเข้าใจในตัวอาจารย์ดีต่างหาก

เช่นนั้นแล้วจิ้งอ๋องซื่อจื่อเล่า

หลินเห่าเอียงหน้าหันมองชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างกาย

ดวงตะวันในช่วงต้นคิมหันตฤดูถือว่าอบอุ่น สาดทอบนร่างเขารำไร ใบหน้าที่ขาวผ่องดั่งกระเบื้องเนื้อละเอียด ดูทั้งประณีตทั้งแสนเปราะบาง

คนที่สุขภาพไม่ดีมาเป็นระยะยาว บวกกับเป็นโรคหัวใจอย่างเขา เหตุใดถึงประสาทสัมผัสว่องไวขนาดนี้

“แค่กๆ” ฉีซั่วยกมือป้องปาก ไอค่อกแค่กเบาๆ อยู่สองที

หลินเห่าอดกลั้นต่อความฉงนแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “ซื่อจื่อเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

ฉีซั่วยกยิ้ม “เมื่อคืนเจอไอเย็น ไม่เป็นอะไรหรอก อาจเป็นเพราะข้าอยู่เงียบๆ มาตั้งแต่เด็กจนชินเลยติดนิสัยขี้สังเกต เมื่อครู่ข้าเลยเห็นคนสะกดรอยตามแม่นางรองหลินโดยไม่ได้ตั้งใจ”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

หลินเห่าลองพินิจดูว่านางเองก็พูดไม่ได้มาตั้งแต่เด็ก จึงมีบางเรื่องที่แตกต่างจากเด็กผู้หญิงทั่วไป นางจึงเชื่อในคำอธิบายของฉีซั่ว

“แม่นางรองหลินไม่กลัวหรือ”

หลินเห่ามองสายตางุนงงของฉีซั่ว เอ่ยตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ “กลัวมากเจ้าค่ะ”

ฉีซั่ว “...” หากไม่เห็นเองกับตา เขาคงเชื่อสนิทใจ

หลินเห่าขมวดคิ้ว “แต่ข้ากลัวว่าหากแสดงท่าทีออกมา คนที่สะกดรอยตามข้าก็จะรู้ว่าข้ารู้ว่ามีคนแอบสะกดรอยตามมา เช่นนั้นจะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกหรือ”

“แม่นางรองหลินไตร่ตรองรอบคอบนัก แล้วเจ้าสงสัยใครบ้างหรือไม่”

หลินเห่าส่ายศีรษะ เอ่ยอย่างทุกข์ใจ “ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้านึกไม่ออกว่าไปล่วงเกินใครมา”

ความปรารถนาดีของจิ้งอ๋องซื่อจื่อนางรับรู้ด้วยใจ แต่นางไม่อยากให้จิ้งอ๋องซื่อจื่อรับรู้การมีตัวตนอยู่ของอาจารย์

“ทางที่ดีแม่นางรองหลินควรบอกผู้ใหญ่ในจวน วันหลังหากออกมาข้างนอก เป็นไปได้ก็อย่าออกมาคนเดียว”

“ขอบคุณซื่อจื่อมากเจ้าค่ะ” ระหว่างสนทนา พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพแล้ว หลินเห่ากล่าวขอบคุณก่อนจะจูงหลินเสี่ยวฮวา เอ่ยคำลาและแยกย้ายจากฉีซั่ว

ฉีซั่วมองส่งหลินเห่าเดินเข้าประตูไปแล้วออกคำสั่งกับฉังหนิง “เสวียนอีกลับมาแล้วให้รีบมาพบข้า”

“ขอรับ”

รอกระทั่งฉีซั่วสาวเท้าเดินกลับจวนจิ้งอ๋องแล้ว ฉังหนิงถึงลอบมองไปยังทิศทางของจวนแม่ทัพอย่างครุ่นคิด

ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ซื่อจื่อเตรียมตัวออกจากจวน แต่พอเจอแม่นางรองหลินกลับบอกว่ากำลังกลับจวน คงทำเช่นนี้เพื่อให้ได้สนทนากับแม่นางรองหลินสักสองสามประโยค

ฉังหนิงหัวเราะคิกคักกับตนเอง

เขาพอจะเข้าใจสาเหตุที่ฉังซุ่นต้องนั่งอยู่ที่เรือนแล้ว

ยามที่เสวียนอีกลับมารายงานก็เป็นเวลาพลบค่ำ

ฉีซั่วยืนติดริมหน้าต่างภายในห้องหนังสือ ด้านนอกหน้าต่างปรากฏลายเมฆสีรุ้งแต่งแต้มท้องฟ้าหลังตะวันตกดิน

“ตามสืบตัวตนของคนที่สะกดรอยตามแม่นางรองหลินได้หรือไม่”

เสวียนอีก้มหน้าพลางประสานมือ “ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไล่ตามไม่ทันขอรับ”

“ไล่ตามไม่ทัน?” ฉีซั่วหน้าง้ำลงเล็กน้อย “เล่ารายละเอียดมา”

คนที่หนีพ้นการสะกดรอยตามของเสวียนอีได้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

“คนผู้นั้นถามไถ่สถานการณ์ของจวนแม่ทัพก่อนจะมุ่งหน้าเดินไปทางตะวันตก ข้าน้อยสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าเขาเดินวนอยู่รอบหนึ่ง” เสวียนอีเผยสีหน้าละอายใจ “ตอนนั้นเขาน่าจะรู้ตัวว่าข้าน้อยสะกดรอยตามอยู่ เดินวนเช่นนั้นอยู่นาน จากนั้นเขาก็หาโอกาสสร้างเรื่องวุ่นวายก่อนจะสลัดข้าน้อยจนหลุด...”

ฟังเสวียนอีเล่าจบ ฉีซั่วก็คลึงหว่างคิ้ว “คนผู้นี้คงได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ”

เหตุใดแม่นางรองหลินถึงไปหาเรื่องคนพรรค์นี้ได้

สืบถามสถานการณ์ของจวนแม่ทัพ...ซึ่งก็หมายความว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องของแม่นางรองหลินหรือกล่าวได้ว่าไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ

เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนแม่ทัพหลายวันก่อนหน้านี้แพร่สะพัด แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าแม่นางรองหลินเป็นคนของจวนแม่ทัพ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตามสืบถาม

ดูท่าทางแล้ว มีความเป็นไปได้มากว่าแม่นางรองหลินเพิ่งจะก่อความเดือดร้อนในวันนี้

หากคิดจะสืบตัวตนของอีกฝ่ายคงต้องลองถามว่าวันนี้แม่นางรองหลินไปที่ใดมา เจอใครมาบ้าง มีเรื่องใดเกิดขึ้นเป็นพิเศษหรือไม่

“เจ้าออกไปก่อนเถิด”

เสวียนอีกลับไม่ขยับตัว “ข้าน้อยมีข่าวเรื่องหนึ่งอยากรายงานต่อซื่อจื่อขอรับ”

“เป็นเรื่องของหนุ่มน้อยขายการแสดงนั่นน่ะหรือ”

เสวียนอีฉายแววประหลาดใจพาดผ่านนัยน์ตา “ขอรับ เจ้าเด็กขายการแสดงนั่นชื่อว่าเสี่ยวเฟิง วันนี้เพิ่งเข้าคณะแสดงกายกรรมของคณะหรูอวี้ คณะหรูอวี้แห่งนี้มีชื่อเสียงในเมืองหลวงมาก มักมีตระกูลใหญ่ๆ เชิญตัวไปสร้างความสนุกขอรับ”

คณะหรูอวี้...ดูท่าแล้วคงจำไม่ผิด

“ให้คนจับตาดูต่อไป”

“ขอรับ” เสวียนอีโค้งคำนับก่อนจะเดินออกไป

ฉีซั่วหมุนตัวทอดมองไปสุดขอบฟ้า

เมฆสีแดงที่แผ่กระจายสุดขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำ ท้องฟ้ามืดมิดลง

หากอยากเจอแม่นางรองหลินคงต้องรอพรุ่งนี้แล้ว

ฉีซั่วเดินออกจากห้องหนังสือไป เดินตรงไปอย่างไร้จุดหมาย ก็เดินมาถึงมุมกำแพงด้านหลังของสวนดอกไม้โดยไม่รู้ตัว

อีกฝั่งของกำแพงก็คือจวนแม่ทัพ

ว่ากันว่าเดิมทีจวนแม่ทัพกับจวนจิ้งอ๋องเป็นจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่พักผ่อนขององค์รัชทายาทของราชวงศ์ก่อน ทว่าตอนนี้กลับมีกำแพงมากั้นแบ่งเป็นสองจวน การจะได้เจอกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉีซั่วเงยหน้าเล็กน้อยมองกำแพงที่ปรากฏร่องรอยตามกาลเวลา ทันใดนั้นเขาก็กระโดดขึ้นสูงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนที่สองมือจะจับตรงราวกำแพงเอาไว้

“ซื่อจื่อ!” ฉังซุ่นที่ติดตามอยู่ด้านหลังตกใจ รีบวิ่งมาด้วยความกระวนกระวายใจ “ท่านทำอะไรขอรับ!”

อีกฝั่งของกำแพง พุ่มหญ้าเขียวชอุ่ม ดอกไม้เบ่งบานเต็มสวน ทิวทัศน์เหมือนจวนจิ้งอ๋องไม่มีผิด

แม่นางรองหลินไม่อยู่

ผลลัพธ์นี้ไม่เหนือความคาดหมาย ฉีซั่วคลายมือก่อนจะตกลงมาอยู่ที่เดิม

ฉังซุ่นโผเข้ามาหา “ซื่อจื่อเป็นอะไรหรือไม่ เหตุใดอยู่ดีๆ ถึงปีนขึ้นไปเช่นนั้น หากล้มขึ้นมาจะทำอย่างไร”

“ออกกำลังนิดหน่อย” ฉีซั่วพูดจบก็คร้านจะสนใจบ่าวรับใช้ที่พล่ามไม่หยุดปาก ก้าวขาเดินจากไป

ออกกำลังกาย?

ขณะที่ฉังซุ่นเดินตามหลังฉีซั่วก็หันไปมองด้านหลัง

ประจวบกับมีนกนางแอ่นตัวหนึ่งจากอีกฝั่งบินมาจรดร่างลงตรงขอบกำแพง จากนั้นก็มีนกนางแอ่นอีกตัวบินตามมาติดๆ ก่อนจะใช้หัวถูไถกับนกนางแอ่นตัวนั้นไปมา

ทันใดนั้นในสมองของฉังซุ่นก็ผุดภาพฉากหนึ่งขึ้นมา แม่นางรองหลินปีนขึ้นมาบนกำแพง จากนั้นซื่อจื่อก็ปีนตามกันมาติดๆ แล้วทั้งสองก็เหมือนดั่งนกนางแอ่น...

ฉังซุ่นสีหน้าเปลี่ยน ส่ายศีรษะอย่างแรง

ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!

รอกระทั่งกลับเข้าเรือน ฉังซุ่นก็นั่งลงข้างกายฉังหนิงพลางถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

“ฉังซุ่น เหตุใดเจ้าถึงมีท่าทีกลัดกลุ้มใจเช่นนั้นเล่า”

ฉังซุ่นเหลือบมองประตู กดเสียงเบา “ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าซื่อจื่อเลียนแบบสิ่งผิดๆ มาแล้ว”

devc-0e7d2420-33152คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 39 ซื่อจื่อติดนิสัยเสียมาแล้ว ตอนที่ 40