นักรบยอดจารชน: บทที่ 17 หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ตอนที่ 17
บทที่ 17 หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว
“ถังถัง เธอว่าลูกของเราในอนาคตจะชื่อว่าอะไร เหยียนต้าหนิวล่ะเป็นยังไง” เหยียนเฟิงหั่วที่ฟุบอยู่บนถนนที่มีไฟมองไปทางหน้าต่างชั้นสอง เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นมาคุยกับถังถัง
ตั้งแต่ห้าขวบจนถึงตอนนี้ ทั้งสองคนมีเรื่องมากมายให้คุยกันได้ตลอด วันนี้พ่อของถังถังกลับบ้าน ไม่เช่นนั้นเธอคงออกไปเดินเล่นเล่นเตร็ดเตร่กับเขานานแล้ว ปกติถ้าจะเจอเหยียนเฟิงหั่วก็จะใช้วิธีนี้
“ทำอะไรอยู่น่ะ” เสียงพ่อของถังถังลอยมา พร้อมผลักหน้าต่างบานอื่นออก
เมื่อได้ยินเสียง ถังถังก็รีบดันเหยียนเฟิงหั่วออกไป แล้วรีบปิดหน้าต่างทันที
“ไม่มีอะไรครับ พอดีไฟถนนมันเสีย ผมก็เลยทำงานนอกเวลาด้วยการซ่อมไฟถนน ผมบอกพี่ใหญ่แล้ว ท่านก็เคยพูดว่างานจะสูงหรือต่ำก็ไม่ควรเกี่ยงที่จะทำ แต่แบบนี้เมื่อไรเงินเดือนผมจะขึ้นล่ะ ท่านบอกว่าเงินเดือนมันไม่ขึ้นก็คือไม่ขึ้น แต่เอะอะก็หักเงินเดือนนี่นา ยากจริงๆ เลย…” เหยียนเฟิงหั่วตรงไปหาพ่อของถังถังก่อนจะเผยรอยยิ้มดูไม่ดีออกมา หลังจากที่เตรียมเครื่องมือเสร็จ
พ่อของถังถังยกรองเท้าแตะข้างหนึ่งขึ้นมาตีเหยียนเฟิงหั่ว แล้วเอ่ยเสียงดัง “ไอ้สารเลวนี่ ใครเป็นพี่ใหญ่แกหา ไฟถนนดวงเดียวแกมาซ่อมให้ฉันสามเดือนแล้วก็ยังไม่เสร็จ แกจะมาซ่อมจนฉันตายเลยไหม”
เหยียนเฟิงหั่วไถลตัวลงมาวิ่งไป ด้วยกลัวว่าชายชรานักรบแนวหน้าฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตาจะเอาปืนมายิงเขาตาย พ่อของถังถังเป็นคนที่เหยียนเฟิงหั่วกลัวแม้ว่าตนจะโตขนาดนี้แล้ว เขาคิดมาตลอดว่ากรรมพันธุนี่มันเปลี่ยนกันได้ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นพ่อของถังถังจะมีลูกสาวสวยขนาดนี้ได้ยังไง
หลังจากไม่มีวิธีที่จะพูดคุยแล้ว เหยียนเฟิงหั่วจึงกลับบ้าน
“พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว” เหยียนเฟิงหั่วเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ถอดรองเท้า เขาไม่ได้ยินเสียงพ่อแม่ตอบกลับมา
เขาจึงชะโงกหน้าเข้าไปดู พ่อแม่สีหน้าอึดอัดใจนั่งอยู่ตรงนั้น อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนชาวชนบทคนหนึ่ง ด้านข้างเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวยงดงามอายุประมาณสิบขวบนั่งอยู่ ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน ในเวลานั้นสายตาก็มาอยู่ที่เหยียนเฟิงหั่ว
“เฟิงหั่วกลับมาแล้ว” รอยยิ้มของคุณแม่หลููหมิ่นสยาปรากฏเด่นชัดออกมา
“แม่?” เหยียนเฟิงหั่วดีใจ เขาพุ่งเข้าไปหาหลูหมิ่นสยาแล้วพูดขำๆ ว่า “แม่เป็นอะไรครับ ทำไมยิ้มแบบนั้นล่ะ บ้านเรามีแขกมาเหรอครับ สวัสดีครับคุณลุง สวัสดีสาวน้อย ฮ่าๆ”
เหยียนเฟิงหั่วเปลี่ยนรองเท้าเดินไปหาแม่ด้านใน เขายิ้มยิงฟันกอดแขนของหลูหมิ่นสยา เมื่อเห็นว่าถ้วยน้ำชาของชายชนบทวัยกลางคนหมดแล้ว เขาจึงยื่นมือไปเอามาเติมให้
ตอนที่รินน้ำ เขารู้สึกว่าชายวัยกลางคนคนนี้มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ดูเหมือนกำลังตื่นเต้น ริมฝีปากขยับเบาๆ เด็กสาวสวยคนนั้นก็เอาแต่จ้องเขาไม่กระพริบตา ทั้งแปลกใจทั้งอยากสนิทสนมด้วย ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกคุ้นเคยเด็กผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา
เมื่อยื่นน้ำให้ เขาก็หันไปมองหน้าพ่อที่กำลังสูบบุหรี่ เขาเข้าไปหาแม่แล้วทำปากขมุบขมิบ ใครน่ะ?
หลูหมิ่นสยาฉีกยิ้ม สีหน้าดูไม่ดีเท่าไหร่
เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกมาก เขาหัวเราะเหอะๆ หมุนตัวกลับไปที่ห้องของตัวเอง
“หยุด” เหยียนอ้ายกั๋วเขี่ยก้นบุหรี่ เขาชี้นิ้วไปที่เก้าอี้แล้วพูดกับเหยียนเฟิงหั่วว่า “นั่งลง”
“มีเรื่องอะไรกันครับ พ่อ ความจริงมันไม่มีอะไรนะ” เหยียนเฟิงหั่วนั่งบนม้านั่งเล็กๆ ก่อนจะพูดว่า “พ่อครับ ผมสาบานได้เลยว่าช่วงนี้ผมไม่มีเรื่องทะเลาะกับใคร ไม่มีจริงๆ ช่วงนี้ผมเอาเวลาไปปรึกษาเรื่องหาหลานเพิ่มให้พ่ออย่างเดียวเลย พ่อดูสิ ชื่อก็คิดไว้แล้ว เด็กผู้ชายให้ชื่อเหยียนต้าหนิว เด็กผู้หญิงให้ชื่อเหยียนเหมาหนี ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ”
แต่เหยียนเฟิงหั่วก็พบว่ารอยยิ้มของเขาไม่มีประโยชน์ พ่อของเขายังคงทำหน้าเหมือนเดิม เขารู้อยู่ในใจแล้วว่านี้มันไม่ดีแล้ว ถึงแม้ว่าพ่อจะชอบทำหน้านิ่ง แต่ก็ไม่เคยทำสีหน้าเรียบเฉยแบบนี้
“กำลังพูดเรื่องของลูก” เหยียนอ้ายกั๋วตอบข้อสงสัยของเหยียนเฟิงหั่ว เขาชี้ไปที่ชายวันกลางคนแล้วเอ่ยว่า “เขา เป็นพ่อแท้ๆ ของลูก”
“อะไรนะ?!” เหยียนเฟิงหั่วล้มลงไปบนพื้น กวาดสายตามองชายวัยกลางคนซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง เขายิ้มให้หลูหมิ่นสยา “แม่กับพ่อไปฝึกเล่นตลกมาตั้งแต่เมื่อไรครับ หายากจริงๆ ฮ่าๆๆ….”
เขาหัวเราะแห้ง เหยียนเฟิงหั่วเห็นว่าแม่ก้มหน้าเช็ดน้ำตาไหล พ่อก็จ้องมองเขานิ่ง
เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกโง่ไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าพ่อไม่เคยล้อเล่นกับเขา และแม่ที่รักเขามากก็ไม่มีทางปล่อยให้พ่อล้อเขาเล่นแน่
ชายวันกลางคนขยับปากเบาๆ ใบหน้ามีริ้วรอยสั่นระริก ในดวงตามีน้ำตาคลอ เขามองเหยียนเฟิงหั่วอยู่นาน ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มหน้าลง
เด็กสาวคนนั้นยังคงมองเหยียนเฟิงหั่วเช่นเดิม มือทั้งสองข้างขยำเสื้อตัวเองไม่หยุด
“คุณลุงครับ ตอนนี้ดึกแล้ว คุณกลับไปก่อนดีไหม ครอบครัวเรายังต้องดูละครโทรทัศน์ด้วยกัน”
“ปัง” เหยียนอ้ายกั๋วตบโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง เขาตะโกนใส่เหยียนเฟิงหั่วแบบนี้ไม่บ่อยนัก “ลูกทำกิริยาแบบนี้ทำไม พ่อบอกแล้วว่าคนๆ นั้นคือพ่อแท้ๆ ของลูก พ่อกับแม่เอาลูกมาเลี้ยง”
เหยียนอ้ายกั๋วไม่เคยอารมณ์ร้อนต่อหน้าเหยียนเฟิงหั่ว แม้กระทั่งตอนที่เขามีเรื่องทะเลาะวิวาทจนต้องขึ้นโรงพัก พ่อของเขาก็ไม่เคยโกรธ เพราะไม่มีตรงไหนที่ทำให้เขาโกรธเหยียนเฟิงหั่วได้เลย นอกจากครั้งแรกตอนอายุห้าขวบที่เขาทะเลาะกับคนอื่นในโรงเรียนอนุบาล
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็มองไปที่แม่ของตน น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของแม่แสดงให้เห็นว่าคำพูดของพ่อเป็นเรื่องจริง เขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อกับแม่
แม่รักเขามาก ถ้าหากไม่เป็นความจริง เขามั่นใจว่าแม่จะต้องเข้ามาโต้แย้งแน่ๆ
เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองว่างเปล่า เขายืนขึ้นช้าๆ และหมุนตัวกลับไปที่ห้องของตนเอง เขาแสบจมูกมากเหมือนกับตอนที่เขาทะเลาะกับคนพวกนั้นเพื่อถังถัง เขาไม่สามารถควบคุมของเหลวในดวงตาได้ ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ช่วยแม่หั่นหัวหอม
เมื่อเดินเข้าห้องของตนเอง เหยียนเฟิงหั่วก็ปิดประตู นอนลงไปบนเตียง ดวงตาจ้องมองไปที่เพดานอย่างเหมอลอย โดยไม่รู้เลยว่าประตูปิดไม่สนิท
บทสนทนาระหว่างพ่อกับพ่อแท้ๆ ดังมาจากห้องนั่งเล่น แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูเหยียนเฟิงหั่วเลย
“เอ่อ ผมเพียงแค่อยากมาเยี่ยม แค่อยากมาเยี่ยมเท่านั้น ไม่ได้อยากจะพาลูกชายกลับไปด้วยหรอก ผมรู้ว่าลูกของผมเติบโตมาอย่างดี ไปกันเถอะ พวกเราจะไปแล้ว หลังจากนี้ก็จะไม่มาที่นี่อีกแล้ว...” ชายวันกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น เขาลุกขึ้นและเตรียมตัวกลับ
“พอเถอะครับ” เหยียนอ้ายกั๋วห้าปรามชายวัยกลางคนเอาไว้ ดึงเขานั่งที่เก้าอี้แล้วกล่าวว่า “ผมรู้ว่าคุณแค่มาเยี่ยม แต่แม่ของเขากลัวน่ะ ไหนๆ คุณก็มาแล้ว ผมก็ต้องให้เด็กคนนี้รู้จักชีวิตของเขา นี่เป็นสิทธิของเขา”
“พวกคุณเป็นคนดี ผมขอบคุณพวกคุณมาก โฮๆๆ” ชายวัยกลางคนร้องไห้ออกมา ความรู้สึกเศร้าแผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่มันก็ไร้ประโยชน์และไร้หนทาง
“พี่คะ อย่าร้องเลย ฉันจะพาไปดูรูปตั้งแต่เด็กจนโตของเฟิงหั่ว”
“อือๆๆ...”
ห้องรับแขกมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้น เหยียนเฟิงหั่วรู้ว่าแม่ไม่อยากให้เขาได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกัน
ประตูห้องนอนถูกผลักออกเบาๆ เหยียนเฟิงหั่วเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ด้านหน้าประตู จับเสื้อตัวเองและกำลังมองมาที่เขาอย่างประหม่า
“เธอชื่ออะไร” เหยียนเฟิงหั่วถามเด็กผู้หญิงเสียงเบา
“เหยียนเหยียนค่ะ” เด็กสาวพูดด้วยความกล้าหาญ
“อ่อ เธอก็แซ่เหยียนเหรอ เหยียนตัวไหน” เหยียนเฟิงหั่วถาม
“เหยียนที่แปลว่าสีค่ะ” เด็กสาวกัดริมฝีปากตอบเหยียนเฟิงหั่ว
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเหยียนเฟิงหั่วถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับเด็กผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะหน้าตาของเธอคล้ายกับเขามาก รูปคิ้วก็เหมือนราวกับถอดแบบกันออกมา
นี่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา ไม่ผิดแน่
“พี่ชายคะ” เหยียนเหยียนเรียกเหยียนเฟิงหั่ว
เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้พยักหน้าแต่ก็ไม่ส่ายหน้า เขานั่งลงและยื่นมือออกไปหาเหยียนเหยียน
เห็นมือของหยียนเฟิงหั่วที่ยื่นออกมา เหยียนเหยียนก็เดินเข้าไปหา ยื่นมือของเธอให้กับเหยียนเฟิงหั่ว
“เด็กคนหนึ่งถูกพ่อแม่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมา 18 ปี จู่ๆ วันหนึ่งก็ได้ยินพ่อแม่ชี้ไปที่คนแปลกหน้าแล้วบอกว่าเขาเป็นพ่อแท้ๆ ของลูกนะ ควรรู้สึกยังไง ควรจะร้องไห้หรือควรจะหัวเราะดี เธอคิดว่าเด็กคนนี้ควรทำยังไงดี เขาควรทำยังไงดี” เหยียนเฟิงหั่วมองตาของเหยียนเหยียนแล้วพูดกับตัวเองต่อไป “นี่เป็นความเห็นแก่ตัวของพ่อแม่หรือเป็นสิ่งที่เด็กคนนี้ควรจะได้รับเหรอ พ่อแม่ที่เรียกมาสิบกว่าปี จู่ๆ ก็ไม่หายวับไปอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่มีแล้ว หายไปแล้วจริงๆ หัวใจของเด็กคนนี้กำลังมีเลือดไหล”
คำพูดนี้เหยียนเฟิงหั่วพูดกับตนเอง ก่อนจะหันพูดกับน้องสาวของตนเองด้วย
“บอกฉันหน่อย” เหยียนเฟิงหั่วพยายามยิ้มให้กับเหยียนเหยียน “ในอนาคตเธออยากจะทำอะไร”
“หนูอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัว” ดวงตาคู่โตของเหยียนเหยียนกระพริบอย่างมีประกาย เธอตอบเหยียนเฟิงหั่วอย่างจริงจัง
“อื้ม มีความตั้งใจดีนะ” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะแล้วพยักหน้า เขาชี้มาที่ตัวเองแล้วถามว่า “เธอรู้ไหมว่าอนาคตฉันอยากทำอะไร”
เหยียนเหยียนส่ายหน้า เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าเหยียนเฟิงหั่วอยากจะทำอะไร
เหยียนเฟิงหั่วยิ้ม ดวงตาที่ยิ้มล้วนเปียกชื้น
“ถ้าเป็นตอนเด็ก ฉันบอกเธอได้เลยว่าฉันอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในที่ที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองแบบนี้ต้องอาศัยกำลังของตัวเองซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่กับถังถังให้ได้” เหยียนเฟิงหั่วก้มหน้าลง พูดด้วยเสียงทุ้ม “แต่ตอนนี้… ฉันแค่อยากหนี หนีไปให้ไกลๆ พ่อแม่ฉันรักฉันมาก ฉันก็รักตัวเองมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันเลยไม่มีวิธีที่จะหลบหนี”
“พี่คะ พี่ไม่ต้องหนี เดี๋ยวหนูกับพ่อก็ไปแล้ว” เสียงเล็กๆ ของเหยียนเหยียนบอกกับเหยียนเฟิงหั่ว ที่สำคัญคือเธอยื่นมืออีกข้างหนึ่งมาช่วยเช็ดที่ดวงตาเขา
เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้ปฏิเสธ เขาปล่อยให้เหยียนเหยียนเช็ดน้ำตาให้เขา
“ฮู…” เหยียนเฟิงหั่วลุกขึ้นแล้วหายใจเข้าลึกๆ เขาเปิดลิ้นชักหยิบเอาบัตรเอทีเอ็มออกมาแล้วใส่ลงในกระเป่าของเหยียนเหยียน “ขยันให้มากๆ สอบเข้าชิงหัวให้ได้นะ”
เมื่อพูดจบ เหยียนเฟิงหั่วกวาดสายตามองสำรวจบ้านของตัวเองอย่างอาลัยอาวรณ์ ท้ายที่สุดเขาหยิบภาพถ่ายสีเหลืองๆ ใบหนึ่งจากในอัลบั้มรูปมากอดไว้ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปโดยที่ไม่หันกลับมาอีก
เมื่อต้องเจอกับเรื่องที่ไม่ได้เตรียมใจไว้และเขาไม่มีวิธีที่จะรับมือกับเรื่องนี้ เขาเพียงแค่อยากหนี หนีไปพิจารณาตัวเอง