นักรบยอดจารชน: บทที่ 23 มนุษย์ปะทะหมาป่า ตอนที่ 23
บทที่ 23 มนุษย์ปะทะหมาป่า
ณ อาคารเล็กๆ ใจกลางเมืองซื่อฟาง ห้องทำงานของหัวหน้าหน่วย
ไฉฉายจื่อ ลั่วกุย เฉียเซวี๋ยจื่อและเลี่ยเล่ยอิ่ง ทั้งสี่คนยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้าจางฟู่จี ตัวตรง สายตามองที่เพดาน 45 องศา
“เหอคุนหนาน!”
“ครับ!”
หลังของเลี่ยเล่ยอิ่งตั้งตรง ตามองตรงไปข้างหน้า ไม่กล้าสบตาจางฟู่จี ตอนนี้หัวหน้ากำลังโมโหมากแน่ๆนอน
“นายปล่อยให้เหยียนเฟิงหั่วฮั่วหนีไปได้ยังไง” จางฟู่จีชี้ไปที่จมูกของเลี่ยเล่ยอิ่ง ก่อนจะสบทด่าออกมา “โถ่เอ้ยแม่งเอ๋ย ที่นี่เป็นทะเลทราย เป็นทะเลทรายที่มีหิมะ!น้ำแข็งเกาะอยู่ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วยังไม่ได้เป็นทหาร เป็นแค่เด็กวัยรุ่นหัวรั้นคนหนึ่งเท่านั้น สมองนายมันฝ่อไปแล้วหรือไงห๊า! นายเป็นดาวน์ซินโดรมมาตั้งแต่เกิดหรือไง หรือเป็นเด็กมัธยมปลายที่เรียนในโรงเรียนอนุบาลเหรอ เชื่อไหมว่าฉันอยากจะถลกหนังนาย?”
เลี่ยเล่ยอิงที่ถูกต่อว่าอย่างรุนแรงใจเย็นเยียบ เขาปล่อยให้จางฟู่จีด่า ถึงแม้ว่าเขาจะมีเหตุผลแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา
“ยังมีนายอีกคน!” จางฟู่จีชี้ไปที่เฉียเซวี๋ยจื่อแล้วต่อว่าเขา “นายนี่ก็ทำอะไรไม่รู้เรื่องจริงๆ แล้วยังถูกเด็กมันตีจนต้องร้องขอความเมตตาชีวิตอีก ไอ้เวร ใครยุยงนายใช่ไหม!”
ระหว่างที่ด่า จางฟู่จีก็เอาฝ่ามือตบไปที่หน้าฝากของเฉียจื่อ เสียงฝ่ามือประทับหน้าผากดังไปทั่วทังห้อง
เฉียจื่อรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม เขามีเหตุผลที่จะอธิบายกับจางฟู่จี แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกมา หัวหน้ามีรหัสว่าจิ้งจอกเฒ่า เป็นคนที่มีเลือดจิ้งจอกอยู่ในกาย เขาก็คือเหตุผล
“นายก็อีกคน!” จางฟู่จีเบิกตามองลั่วกุยและต่อว่า “ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าไอ้ลูกแพะขี้โรคอย่างแกลุกขึ้นมาร่วมด้วยได้ยังไง แกคิดว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือในยุทธภพหรือไง นายไม่ได้เรียนปรัชญาหรอกหรือ ทำไมถึงได้มุทะลุแบบนี้?”
“หัวหน้าครับ เรื่องนี้ผมมีเหตุผลมาอธิบายได้นะครับ” ลั่วกุยเอ่ยออกมา “พวกเรากินหมั่นโถว เขากินข้าว ลัทธิเต๋าบอกว่านี่ไม่เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าที่เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดมานั้นถูกต้อง ตอนนั้นพวกเราใช้ตรรกะกองโจรกับเขา ผมคิดว่าการเคารพความคิดของคนๆ หนึ่งนั้นสำคัญมาก แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือการเคารพพฤติกรรมของคนนั้น เพราะความคิดก็เป็นพฤติกรรม....”
จางฟู่จีใช้เท้าถีบลั่วกุยออกไปด้านข้าง เขาโกรธจนใบหน้าเขียว “ความคิด! ความคิด! ฉันมีความคิดอยากจะเล่นไอ้พวกหัวสุนัขอย่างพวกแกจริงๆ ฉันเป็นทหาร ฉันต้องการแค่ผลลัพธ์เท่านั้น! ฉันให้พวกนายไปดูแลเหยียนเฟิงหั่ว แต่พวกนายกลับทำมันพัง และยังปล่อยให้คนของฉันหนีไปอีก”
ลั่วกุยที่ถูกถีบค่อยๆ ลุกขึ้นมา ใบหน้าของเขายังคงเหมือนเดิม แต่ปากกลับปิดแน่น เขารู้สึกว่าเมื่ออยู่ที่นี่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพูด จิ้งจอกเฒ่าเป็นครูฝึกและความคิดของเขาก็ไม่ผิด แต่เขาดันเป็นครูฝึกที่เข้มงวดมากก็เท่านั้น
“จางฮั่้านเหวิน” จางฟู่จีมองไปที่ไฉฉายจื่อ
“ครับ” ไฉฉายจื่อตอบเสียงดัง ยืนหลังตั้งตรง
“นายคิดว่ายังไง?” จางฟู่จีถามด้วยใบหน้าเข้ม
“หัวหน้าจิ้งจอกครับ มีคนไปกับเขา ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ ผมเพียงแค่ต้องการเห็นศักยภาพของเขาว่าอยู่ในระดับไหน นี่เป็นทหารที่ดี แต่ผมมีคำถาม เขาเข้ามาในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตของเราได้อย่างไรครับ หรือว่าเขาคุณมีความสัมพันธ์ยังไง หรือว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของวีรชนหรือครับ?”
นี่เป็นคำถามที่ไฉฉายจื่ออยากถาม และเป็นคำถามที่เลี่ยเล่ยอิ่งและคนอื่นๆ อยากถามเช่นกัน เพราะจิ้งจอกเฒ่าให้ความสำคัญกับเหยียนเฟิงหั่วฮั่วมาก และไม่ใช่แค่ความใส่ใจธรรมดา
“เป็นคนที่หัวหน้าถังถางจากกองกำลังพิเศษแนะนำมา” จางฟู่จียื่นข้อมูลแก่ไฉฉายจื่อ
เมื่อได้รับข้อมูลนี้ไฉฉายจื่อก็รีบอ่านด้วยความรวดเร็วเมื่อเขาอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายที่เขียนไว้ด้วยปากกาสีแดงใบหน้าของเขาก็แสดงอาการตกใจออกมาทันที
“ทำไมการประเมินถึงได้สูงแบบนี้ล่ะครับ” ไฉฉายจื่อขขมวดคิ้ว
“การประเมินสูงมาก แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เป็นข้อมูลอ้างอิงที่รองหัวหน้าถังนำมาจากสำนักงานใหญ่เท่านั้น”
“แล้วปัจจัยสำคัญคืออะไรครับ”
จางฟู่จีกวาดตามองทั้งสี่คน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มทันที พูดออกมาอย่างพอใจว่า “”เขาเป็นทหารที่จางเจาหยางรับเข้ามา”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทั้งสี่คนก็เบิกตากว้าง ดึงความคิดทั้งหมดถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
จางเจาหยางเป็นครูฝึกในตำนานของทีมจิ้งจอกโลหิต และเพิ่งได้รับการโยกย้าย ตอนที่เขาทำหน้าที่เป็นครูฝึกเขาถูกใจคนอยู่แค่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งชื่อเหลยเซียวเป็นระดับเอสของจิ้งจอกโลหิต อีกคนชื่อโม่วั่วหู่เป็นระดับเอสของจิ้งจอกโลหิตเช่นกัน
จางเจาหยางถูกใจทหารทั้งสองคนนี้ หลังจากนั้นเขาก็ฝึกให้เป็นคิงเอสซของจิ้งจอกโลหิตด้วยตนเอง เพราะทั้งสองคนนี้ เขาจึงถูกขนานนามว่าเป็นราชาครูฝึกระดับเอสซ
ตำแหน่งเอสซคือตำแหน่งสำคัญมากของกองกำลังจิ้งจอกโลหิต พวกเขาเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณและความกล้าหาญของกองกำลัง ทำให้ทุกคนยอมรับให้พวกเขาเป็นศูนย์กลางของจิ้งจอกโลหิต พวกเขามีจิตวิญญาณของนับรบหาญกล้าที่นำพาทีมไปข้างหน้าสมกับฉายาฮีโร่ของเหล่าทหาร
หากกองกำลังจิ้งจอกโลหิตที่มีเจ้าหน้าที่ระดับเอส รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง พวกเขาเป็นกองกำลังเชิงรุก จิ้งจอกโลหิตที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับเอสซก็ทำให้คนสูญเสียจิตวิญญาณไป
จางเจาหยางเจอเอสซคนแรกแล้ว และยังเจอเอสซคนที่สองอีก แน่นอนว่าเขาจะต้องหาเอสซคนที่สามเจอแน่นอน เขาคือผู้สร้างเจ้าหน้าที่ระดับเอสซ หลังจากเข้ามาเป็นทหารของจิ้งจอกโลหิต แน่นอนว่าต้องถูกเขาฝึกฝนให้เป็นระดับเอสซได้แน่นอน
ทุกคนล้วนเชื่อมั่นในตัวจางเจาหยาง แม้กระทั่งจางฟู่จีก็เชื่อมั่นในแววตาอำมหิตของเขาเช่นกัน
เวลากลางคืนที่เงียบสงบด้านนอกห้องทำงานนั้น เกิดลมพัดแรงอย่างบ้าคลั่งพายุหิมะเข้าแล้ว
สีหน้าของจางฟู่จีเปลี่ยนไป สีหน้าของพวกไฉฉายจื่อก็เปลี่ยนไปด้วย เกิดพายุหิมะแบบนี้ทหารที่ส่งไปกับเหยียนเฟิงหั่วฮั่วอาจจะคลาดกันได้
พายุหิมะนั้นยังไม่น่ากลัวที่สุด แต่และที่น่ากลัวกว่านั้นคือหมาป่าที่อยู่กลางทะเลทราย! ที่นี่เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ ทำให้ไร้ร่องรอยของหมาป่า แต่หากมีคนหลงอยู่ในนั้น หมาป่าก็อาจจะปรากฏตัวออกมา
หม่าป่าทะเลทรายหรืออีกชื่อ คือนอร์สเวสต์เทิร์น วูลฟฟ์ ออกหากินกลางคืน ลักษณะภายนอกสูงใหญ่และดุร้าย เป็นหมาป่าที่มีขนาดใหญ่ของประเทศจีน พวกมันมีนิสัยดุร้าย มันจะจ้องเหยื่อจนกว่าได้ ปกติแล้วพวกมันจะอยู่รวมกันฝูงละเจ็ดตัว ไม่ว่าจะเป็นการล่าหรือการต่อสู้กับหมาป่ากลุ่มอื่น มันจะพึ่งพาความแข็งแกร่งจากทีมที่สมบูรณ์แบบของพวกมัน
ชีวิตของหมาป่าทะเลทราย ไม่มีอะไรชนะความเพียรได้ เพราะพวกมันสามารถเอาชีวิตรอดในทะเลทรายอันแห้งแล้งแบบนี้ได้ ทำให้พวกมันเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่แข็งกร่งที่สุด
ไม่ว่าฤดูกาลไหน เสียงร้องของพวกมันก็ยังคงดังก้อง ไม่มีคนกล้าไปยุ่ง ในฤดูหนาวที่แม้พื้นจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ พวกมันก็ยังคงไม่ยอมแพ้ พวกมันยังสามารถไล่ล่าเหยื่อได้ไกลเป็นร้อยไมล์ ถ้าพวกมันไม่ล่าพวกมันก็อดตาย
หมาป่าทะเลทรายที่ทั้งโหดร้ายและทารุณ ถ้าหากว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วเจอกับพวกมัน หลังจากนั้นจะเป็นยังไงก็ไม่ต้องคิดเลย
“ไปตามหา” ไฉฉายจื่อตะโกนเสียงดัง ก่อนจะหมุนตัวพุ่งออกไป
เขาอยากจะเห็นว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วมีพลังมากขนาดไหน แต่เขากลับประมาทที่ลืมไปว่าในโลกนี้ยังมีพระเอกเจ้าของที่แท้จริงอยู่ ถ้าหากว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วถูกฝูงหมาป่ารุมแทะจนเหลือแต่กระดูก พวกเขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำอย่างไร
พายุหิมะเกิดฉับพลัน ไม่ให้โอกาสแก่มนุษย์โลก เต็มไปด้วยเสียงคำรามเสียงรุนแรง เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอาจจะจมท่ามกลางทะเลทรายอย่างสมบูรณ์แบบ
เจ้าหน้าที่ที่ติดตามเหยียนเฟิงหั่วคลาดเป้าหมายโดยไม่ตั้งตัว หิมะที่ตกหนักบดบังเส้นทางการมองเห็น ทักษะทางทหารที่มีก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ในสถานการณ์เช่นนี้
สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้ไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่อาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นธรรมชาติ ทุกสิ่งในโลกใบนี้ช่างน้อยนิดไม่มีค่าพอให้พูดถึงเมื่อเทียบกับธรรมชาติ เมื่อคุณต้องการที่จะต่อต้านคุณจะต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เหยียนเฟิงหั่วสูญเสียการรับรู้ทิศทางท่ามกลางพายุหิมะ เขากระชับเสื้อคลุมตัวเองแน่นหนา ป้องกันไม่ให้ใบหน้าของเขาเย็น
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางพายุหิมะปรากฏแสงสีเขียวออกมาเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
“หมาป่า!” กล้ามเนื้อของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วกระตุกทันที หมาป่าทะเลทรายเขาจ้องและวิ่งเข้ามาที่เขา
คนกับหมาป่ามาเจอกัน แน่นอนว่าหมาป่าต้องได้เปรียบมากกว่า
พวกมันคือลูกรักของธรรมชาติแต่กำเนิด ต่อสู้กับฟ้า ดิน และมนุษย์ มีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ พวกมันเป็นทหารที่โหดเหี้ยมก้าวร้าวที่สุด และเป็นนักรบที่แสนบ้าคลั่ง
หิมะตกหนัก เมื่อพบถนนเส้นเล็กและแคบผู้กล้าหาญเท่านั้นที่จะได้รับชัยชนะ เมื่อหมาป่าพบกับมนุษย์ก็มีเพียงผู้ที่ดุร้ายเท่านั้นที่จะได้รับชัยชนะ