ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 ไม่ยอมแพ้ ชักดาบ!
รอจนคนสองสามคนที่เชิงเขาจัดการชายชุดดำเสร็จแล้วรีบรุดไปถึงต้นทางยิงศร ในป่าก็ว่างเปล่าไร้ผู้คนแล้ว มีแต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ ทำให้รู้ว่ามีคนอาศัยจังหวะนี้ช่วยเหลือพวกเขา
“พี่ใหญ่ ใครกันที่ช่วยพวกเราไว้” หญิงสาวถามอย่างใคร่รู้ หากไม่ใช่ลูกศรสั้นที่ยิงมากะทันหัน เกรงว่าพวกเขาคงต้านไม่ไหวนานแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะตีโต้สังหารคืน
ชายวัยกลางคนกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ตอนนี้แม้ว่าชาวเทียนฉี่เป็นทาสชาวเผ่ามั่ว แต่หลายคนยังคงมีจิตใจรักแผ่นดินไม่น้อย”
หญิงสาวพยักหน้า กล่าวอย่างเสียใจอยู่บ้างว่า “น่าเสียดายที่ไม่ทันได้รู้จักผู้มีพระคุณ”
ชายวัยกลางคนกล่าวว่า “ดึงลูกศรสั้นบนร่างชายชุดดำพวกนั้นไปด้วยให้หมด ชาวเป่ยจิ้นใช้หน้าไม้กันน้อย อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้มีพระคุณ”
“ได้ พี่ใหญ่” หญิงสาวพยักหน้า หันไปกวักมือเรียกคนมาจัดการ พวกเขามีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปจากที่นี่
รอจนทุกคนจากไป อวิ๋นอี้กับฉู่หลิงที่ยืนอยู่ในที่ไกลออกไปก็มองพื้นที่มีศพเกลื่อนกลาด
อวิ๋นอี้กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าวางใจแล้วใช่ไหม” อวิ๋นอี้ท่าทางไม่พอใจอยู่บ้าง เขารู้สึกว่าคนพวกนั้นยอมตายเพื่อแม่ทัพเซี่ย เป็นผู้ทรงคุณธรรมที่หาได้ยาก แม่นางน้อยผู้นี้กลับไม่ไว้วางใจพวกเขา จริงๆ เลย...ขี้ระแวงมาก!
ฉู่หลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “พวกเรารีบไปกันเถอะ”
อวิ๋นอี้กล่าวว่า “ไม่ต้องให้ข้าแบกเจ้า?”
ฉู่หลิงหัวเราะ “พักเอาแรงแล้ว รีบกลับไปสืบดูว่าแม่ทัพเซี่ยของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
อวิ๋นอี้อึ้งไปครู่หนึ่ง บ่นพึมพำเบาๆ ว่า “อะไรเรียกว่าแม่ทัพเซี่ยของข้า! แม่ทัพเซี่ยยืนหยัดต่อต้านชาวเผ่ามั่ว เป็นความหวังที่พึ่งของชาวเทียนฉี่ หากไม่ใช่เจ้าไป๋หลี่ชิงหงคนขายชาตินั่น...”
ฉู่หลิงส่ายหน้าไม่สนใจเขาอีก รีบก้าวมุ่งไปทางเมืองเล็ก
ทั้งสองกลับเข้าไปในเมืองไม่นานก็ได้ยินข่าวประกาศกฎอัยการศึกทั่วเมือง แต่เห็นชัดว่าชาวเป่ยจิ้นในเมืองไม่คิดว่าชาวจงหยวนพวกนั้นจะเข้าเมืองมารนหาที่ตาย ดังนั้นในเมืองจึงไม่ได้ตรวจตราเข้มงวด ทหารลาดตระเวนตามท้องถนนมากขึ้นไม่น้อย คนที่ทำร้ายทุบตีทาสชาวแดนใต้ก็มีมากขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
เห็นชัดว่าชาวเผ่ามั่วหยิ่งยโสระบายความโกรธแค้นที่เพื่อนร่วมชาติถูกสังหารไปกับทาสที่ไร้แรงต่อต้าน
ฉู่หลิงขดตัวอยู่ในมุมหนึ่งที่ไม่สะดุดตานักบนท้องถนนอันวุ่นวาย ได้ยินผู้คนไม่ไกลวิพากษ์วิจารณ์แว่วมาเป็นระยะ
พื้นที่แห่งนี้เหมือนมีบรรยากาศแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เห็นๆ ว่าชาวจงหยวนมากกว่า แต่ชาวจงหยวนทุกคนต่างมีสีหน้าหมดอาลัย ทำแต่งานของตน ไม่ก็ก้มหน้าแสดงท่าทีต่ำต้อยไม่กล้าพูดจา
กลับเป็นชาวเผ่ามั่วที่มีจำนวนน้อยกว่านั่งอยู่ตรงนั้น วิจารณ์เสียงดังอย่างไม่หวั่นเกรง
โลกนี้ผิดปกติจริงๆ ฉู่หลิงคิดในใจ
ไม่ไกลนัก มีชายชาวเผ่ามั่วดื่มเหล้าอยู่ อยู่ๆ เขาก็กล่าวว่า “ก็ไม่รู้ว่าไอ้หน้าขาวเทียนฉี่นั่นมีอะไรดี เบื้องบนถึงกับให้ความสำคัญเช่นนี้”
คนที่นั่งตรงข้ามหัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า “ยังจะมีอะไร ก็แค่หน้าตาดี เจ้าพูดจาเบาหน่อย นั่นเป็นผู้ชายของท่านหญิงหลิงชวนเชียวนะ ได้ยินว่าท่านหญิงหลิงชวนดุร้ายมาก”
ชายผู้นั้นแค่นหัวเราะเยาะอย่างไม่พอใจ กล่าวว่า “ก็แค่ไอ้ไก่อ่อนกลัวตายยอมจำนนเท่านั้น ข้ากลัวเขาหรือ”
คนข้างกายเขาส่ายหน้า ตำหนิว่า “เจ้าดื่มมากไปแล้ว”
แม้ว่าพวกเขาดูแคลนไอ้หนุ่มหน้าขาวที่ท่านหญิงหลิงชวนเลี้ยงดูอยู่ แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงสามีของท่านหญิงหลิงชวน ธิดาอ๋องหมิง พวกเขาเป็นทหารเล็กๆ ธรรมดา ไหนเลยกล้าล่วงเกิน
ชายหนุ่มผู้นั้นเมาแล้วจริงๆ ความไม่พอใจราวกับทนไม่ไหว ต้องระเบิดออกมาให้หมด “ล้วนเป็นเพราะไอ้หน้าขาวนั่น หากไม่ใช่เขาต้องการไว้ชีวิตโจรพวกนั้น ทหารกล้าเผ่ามั่วเราจะถูกชาวแดนใต้พวกนั้นสังหารได้อย่างไร!”
ชายหนุ่มข้างๆ ถอนหายใจ ยื่นมือออกไปตบบ่าเขา “พวกเรารู้ว่าพี่น้องเจ้าอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย แต่ทว่าเจ้าคนแซ่ไป๋หลี่จับตาแก่นั่นได้ เบื้องบนคงประทานความชอบให้เขา พวกเราจะทำอะไรได้”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยความเคียดแค้นว่า “รอให้ท่านหญิงหลิงชวนเบื่อไอ้หน้าขาวนั่นก่อน ข้าจะต้อง...”
เบื่อ? ท่านหญิงหลิงชวนแต่งงานกับไป๋หลี่ชิงหงมาเกือบสิบปีแล้ว ได้ยินว่าความสัมพันธ์ยังดีมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้เขานำทหารออกมาจัดการการงานพวกนี้
“จะต้องอะไร” น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นด้านหลังพวกเขา
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย มองเห็นไป๋หลี่ชิงหงก้าวเข้ามาจากที่ไม่ไกลนักช้าๆ คนพวกนี้นั่งอยู่กลางแจ้ง วิจารณ์ดังลั่น เห็นชัดว่าไป๋หลี่ชิงหงได้ยินแล้ว
ก่อนหน้าฉู่หลิงเพียงแต่มองภาพรวมบนท้องถนน ยามนี้นางที่อยู่ใกล้จึงได้เห็นไป๋หลี่ชิงหงชัดเจนขึ้นอีกหน่อย
ไป๋หลี่ชิงหงปีนี้น่าจะอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดแล้ว เป็นเวลาที่กำลังรุ่งเรืองที่สุดของบุรุษ
เขาสวมชุดผ้าแพรปักไหมสีเทาเงินทั้งตัว แม้ว่าไม่ฉูดฉาดแต่ก็ยากจะปิดบังความสูงศักดิ์เอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาไม่ธรรมดา สายตาเย็นเยียบราวกับดวงดาวเหน็บหนาว เผชิญหน้ากับชายหนุ่มสูงศักดิ์เย็นเยียบเช่นนี้ ฉู่หลิงยากจะจินตนาการได้ว่าตอนชายหนุ่มเป็นขุนพลสร้างชื่อแห่งเทียนฉี่จะสง่างามเพียงใด
นางอดเอาเขาไปเทียบกับจวินอู๋ฮวนที่เพิ่งพบกันเมื่อหลายวันก่อนไม่ได้ เฉพาะหน้าตา จวินอู๋ฮวนน่าจะเหนือว่าหนึ่งขั้น แต่จวินอู๋ฮวนร่างกายอ่อนแอซีดขาว แม้ว่าไม่ถึงกับผอมแห้งปวกเปียก แต่ความงามในมุมมองฉู่หลิงกลับต้องใจชายหนุ่มเย็นชาเบื้องหน้ามากกว่า
ทำอย่างไรได้ จิ้งจอกโลหิตพบเห็นชายรูปงามมานับหมื่นพันจนเป็นเรื่องปกติ มีเพียงชายรูปงามจำพวกภูเขาน้ำแข็งเย็นชาไร้รอยยิ้มที่นางไม่อาจต้านทานได้
ยิ่งใกล้ภูเขาน้ำแข็ง นางก็ยิ่งอยากจะเมียงมอง แต่ทว่าคนเบื้องหน้าผู้นี้...มองไกลๆ ได้ ไม่อาจเข้าใกล้หยอกเล่น จิ้งจอกโลหิตมีมุมมองต่อมาตรฐานชายงามว่าชายงามควรมีพฤติกรรมดีด้วย ไม่แน่วันไหนสักวันนางยังต้องปะทะลงมือกับชายหนุ่มผู้นี้
ฉู่หลิงคิดเรื่องราวมั่วซั่วอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋หลี่ชิงหงก็เดินเข้ามาถึงเบื้องหน้ากลุ่มทหารกำลังวิพากษ์วิจารณ์เขา เขาเดินมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน แต่กลับทำให้คนรู้สึกได้ถึงความกดดันกระแสหนึ่ง
ชายเผ่ามั่วพวกนั้นเห็นชัดว่ารู้สึกได้ถึงความกดดัน พลันรีบลุกขึ้นยืน
ชายที่เมาสุราถึงกับอดยกมือกุมดาบที่เอวไม่ได้
ไป๋หลี่ชิงหงราวกับไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา สีหน้านิ่งเรียบจ้องมองใบหน้าชายผู้นั้น กล่าวว่า “เจ้ายังไม่ได้บอกว่า จะต้องอะไร”
คนข้างๆ รีบฉีกยิ้มจนดูแข็งไปบ้าง เข้ามาไกล่เกลี่ย “พี่น้องเขาตาย เลยดื่มไปหลายชามสักหน่อย ขอคุณชายไป๋หลี่อย่าได้ถือสา”
ฉู่หลิงรู้สึกว่าวาจานี้น่าขัน เสียใจที่พี่น้องตาย พี่น้องเขาตายอย่างไร ไม่ใช่เพราะไป๋หลี่ชิงหงไม่ได้สังหารกลุ่มชาวจงหยวนพวกนั้นในทันทีจึงได้ตายหรอกหรือ
ดูท่าแล้วสถานะไป๋หลี่ชิงหงผู้นี้ในเป่ยจิ้นก็กระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อยจริงๆ แม้แต่ทหารเล็กๆ ไร้อิทธิพลอำนาจก็ยังกล้าพูดจาแฝงความนัยเช่นนี้ต่อหน้าเขา
เห็นชัดว่าไป๋หลี่ชิงหงฟังเข้าใจ แต่เขาไม่ได้หวั่นไหว หรือร้อนรน
ชายหนุ่มมองไปยังชายเมาสุรา “เจ้าไม่ยินยอม?”
“ข้าไม่ยินยอมแล้วอย่างไร!” คนผู้นั้นกัดฟันกล่าว
ได้ยินแต่ไป๋หลี่ชิงหงกล่าวว่า “ก็ไม่อย่างไร ชักดาบ”