ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 มาสายไปแล้ว
อวิ๋นอี้ได้ข่าวว่าเซี่ยถิงเจ๋อหลบซ่อนตัวอยู่บนเขาห่างจากตัวเมืองออกไปยี่สิบลี้ เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรอวิ๋นอี้ก็ไม่ยอมบอกฉู่หลิงว่าผู้ใดบอกข่าวนี้แก่เขา ฉู่หลิงก็ไม่อยากบีบบังคับเขา
แต่ทว่าดูจากท่าทางอวิ๋นอี้ คิดว่าคนส่งข่าวผู้นี้คงเป็นคนที่เขาไว้ใจและมีสถานะค่อนข้างอ่อนไหว อย่างไรเจ้าอวิ๋นอี้บางครั้งก็เหมือนมีเรื่องน่าสงสัยอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน
ฉู่หลิงรู้สึกสงสัยจวินอู๋ฮวน แต่ในเมื่ออวิ๋นอี้ไม่ยอมบอกก็แล้วไปเถอะ
ทั้งสองคนแยกกันออกจากเมือง ไปพบกันยังที่นัดหมายแล้วก็เร่งเดินทางไปยังสถานที่ที่อวิ๋นอี้บอก
เส้นทางยี่สิบลี้ไม่นับว่าไกล แต่ทั้งคู่ไม่ได้มากพละกำลัง เป็นแค่คนธรรมดา นับว่าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ดังนั้นตอนที่พวกเขาไปถึง ที่แห่งนั้นก็ถูกทหารม้าเป่ยจิ้นล้อมไว้แล้ว
พวกเขานั่งยองอยู่กลางพุ่มไม้หนามไม่ไกลนัก สีหน้าอวิ๋นอี้ย่ำแย่มาก “พวกเรามาสายไปแล้ว!”
เชิงเขาไม่ไกลนัก มีคนหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บกำลังปกป้องชายชราผมเคราขาวพลางรับมือกับพวกเป่ยจิ้น
คนที่ยืนอยู่หน้าสุดของพวกเป่ยจิ้นก็คือท่านเขย สามีท่านหญิงหลิงชวน ไป๋หลี่ชิงหงรูปงามผู้นั้น
ภาษายุคสมัยนี้ยังไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่ง ฉู่หลิงอ่านปากชายชราผู้นั้นนับว่ากินแรงมากจริงๆ มองออกเพียงแค่ชายชรากำลังด่าไป๋หลี่ชิงหง ไป๋หลี่ชิงหงหันหลังให้พวกนาง นางย่อมมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน แต่ทว่าเห็นท่าทางของเขาที่ปฏิบัติต่อชายชรา เหมือนเขามีความเคารพชายชราผู้นั้นมาก ท่าทางนอบน้อมยิ่ง
“ไป๋หลี่ชิงหง!” ชายชราตวาดอย่างโมโหสุดขีด จากนั้นน้ำเสียงกลับแผ่วเบาลง ฉู่หลิงพยายามแยกแยะคำพูด ชายชราผู้นั้นกล่าวว่า “ข้า...อยากคิดว่าไม่เคยสอนสั่งเจ้ามาก่อน!”
กล่าววาจานี้จบ ชายชราก็ชักดาบประจำตัวผู้ติดตามข้างกายเตรียมปาดคอตนเอง อวิ๋นอี้ข้างกายฉู่หลิงกำไม้หนามแน่น นิ้วมือมีเลือดไหลรินไม่รู้ตัว
แต่พวกเขากลับเห็นไป๋หลี่ชิงหงที่ยืนนอบน้อมมาตลอดพลันยกมือตบด้ามดาบในมือชายชราเบาๆ ดาบในมือชายชราก็พุ่งไปข้างหน้า เกือบจะปาดคอเขาเข้าแล้ว แต่กลับทิ้งเพียงรอยแผลไว้บนไหล่เท่านั้น
ทิ้งบาดแผลเป็นทางยาวสายหนึ่ง
จากนั้นไป๋หลี่ชิงหงก็พูดอะไรอีกสักอย่าง สีหน้าชายชราที่โมโหสุดขีดถึงกับนิ่งอึ้งไป ใบหน้าแก่ชราฉายแววเศร้าสลดและไร้เรี่ยวแรงกำลังในทันที มือที่กุมดาบไว้ก็ปล่อยลงอย่างไร้เรี่ยวแรง นาทีนั้น ฉู่หลิงรู้สึกราวกับว่าชายชราแก่ลงไปอีกสิบปี
“ปล่อย...พวกเขาไป ข้าตามเจ้ากลับไปส่งมอบภารกิจ” ชายชรากล่าว
นาทีถัดมา ไป๋หลี่ชิงหงพยักหน้าเล็กน้อย
เพราะท่าทีโอนอ่อนของชายชรา ไป๋หลี่ชิงหงจึงนำทหารเป่ยจิ้นคุมตัวชายชราจากไปได้อย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงแค่คนที่โมโหฮึดฮัดไม่ยอมแพ้สองสามคนนั้น พวกเขาได้แต่มองตามทิศทางที่รถเคลื่อนออกไป
พวกเขาจะไม่ยินยอมอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้ คนแค่ไม่กี่คนไม่มีทางต้านทหารเป่ยจิ้นเก่งกล้าจำนวนมากมายได้ ที่แม่ทัพเฒ่ายอม ไม่ใช่เพราะคำนึงถึงชีวิตพวกเขาหรือ
“พวกเราไป” อวิ๋นอี้กัดฟันกล่าวน้ำเสียงเคียดแค้น
ฉู่หลิงมองตาไม่กะพริบ ถามขึ้นเบาๆ ว่า “ไปไหน”
“ตามไป๋หลี่ชิงหงไป!” อวิ๋นอี้เอ่ยต่อ “ข้าอยากดูนักว่าเขายังจะทำอะไรอีก!”
ฉู่หลิงกดตัวอวิ๋นอี้ไว้ กล่าวเสียงเบา “ช้าก่อน”
อวิ๋นอี้ขมวดคิ้ว มองไปทางฉู่หลิงชี้ ฉู่หลิงชี้ไปยังเชิงเขาไม่ไกลนัก “เจ้าดู”
กลุ่มชายชุดดำปรากฏตัวที่เชิงเขาแล้วล้อมคนกลุ่มนั้นไว้อย่างเงียบเชียบ เห็นชัดว่าไป๋หลี่ชิงหงตระบัดสัตย์
บางทีอาจเพราะไป๋หลี่ชิงหงเกรงว่าตอนนั้นแม่ทัพเฒ่าจะปลิดชีพตนเอง จึงรับปากปล่อยคนเหล่านี้ไป แต่คนเป่ยจิ้นจะปล่อยชาวจงหยวนที่คิดต่อต้านเป่ยจิ้นพวกนี้ไปจริงๆ ได้อย่างไร
ที่รอพวกเขาอยู่ก็มีแต่ความตายสถานเดียว
ทั้งสองฝ่ายลงมือกันอย่างรวดเร็ว ฝั่งที่คนน้อยกว่าย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที ถูกศัตรูค่อยๆ บีบไล่ไปมุมหนึ่ง
“พี่ใหญ่ ท่านรีบไป!”
“ไปบ้าไปบออะไร จะตายก็ตายด้วยกัน ตอนนี้ยังจะไปไหนได้อีก!” ชายวัยกลางคนที่กล่าวเสียงดังอายุน่าจะราวสามสิบกลางๆ ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าด้านซ้ายมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดเป็นทางยาว เขาผลักหญิงสาวที่คิดจะใช้ตนเองบังเขาออก ใช้ร่างตนเองรับดาบศัตรูที่ฟันลงมา พร้อมกับแทงดาบตนเองทะลุหน้าอกอีกฝ่าย
ฉึก!
เสียงแหวกอากาศสายลมหวีดหวิวดังขึ้น ดาบในมือชายเผ่ามั่วเบื้องหน้ายังยกชูอยู่ สีหน้ายังคงถมึงทึง
แต่ดาบก็ค่อยๆ ร่วงลง
ลูกศรสั้นดอกหนึ่งปักทะลุร่างเขาจากด้านหลัง เลือดสดไหลทะลักออกจากปากเขาไม่หยุด
ลูกศรสั้นเย็นเยียบที่ยิงมากะทันหัน ทำเอาชาวเผ่ามั่วแตกตื่นตกใจ ชายชุดดำสองสามคนรีบหันไปมองยังทิศทางที่ลูกศรสั้นยิงมาทันที
ฉึก!
เสียงลูกศรสั้นดังขึ้นอีก อีกคนล้มลง
ชายวัยกลางคนได้สติคืนมา ตวาดเสียงดังดุร้ายว่า “มองอะไร! สังหาร!”
เสียงสังหารที่หยุดไปพลันดังขึ้นอีกครา พร้อมกับลูกศรสั้นเย็นเยียบที่ยิงมาไม่หยุดจากมุมมืด
เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเล็งแม่น ลูกศรสั้นที่ยิงออกมาไม่ตกกลางอากาศสักดอก และทิศทางก็ยากจะคาดเดา ชาวเผ่ามั่วหลายคนที่หมายจะจับตัวคนยิงลูกศรสั้น ต่างก็ตายอยู่บนเส้นทางที่ปรี่เข้าไป
ฉู่หลิงพิงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หอบหายใจ เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
นางกุมหน้าไม้ในมือ แต่ซองลูกศรสั้นว่างเปล่าแล้ว
แม้ว่าลูกศรสั้นจะมีขนาดสั้น แต่พกพาง่ายกว่าลูกศรยาว เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาชาวเผ่ามั่ว นางจึงพกลูกศรสั้นติดตัวไม่มากเท่าไร และ...การยิงไม่หยุดเช่นนี้ก็เปลืองแรงมากจริงๆ ตอนนี้นางรับรู้แล้วว่าร่างกายนางยามนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว
แต่ทว่าโชคดี...เชิงเขาทางนั้นมีคนไม่มากเท่าไร อาศัยฝีมือคนที่เหลือก็พอจัดการได้ด้วยตนเอง
อวิ๋นอี้ยืนอยู่ข้างๆ มองเด็กสาวตรงหน้าย่อตัวอยู่ใต้ต้นไม้หอบหายใจแรงด้วยสีหน้าสับสน เขารู้ว่าแม่นางน้อยอาหลิงผู้นี้ไม่ธรรมดา แต่คิดไม่ถึงว่านางจะร้ายกาจเพียงนี้ แค่ลงมือก็สังหารชาวเผ่ามั่วไปทีเดียวสองสามคน ไม่มีอาการแตกตื่นตกใจยามสังหารคนครั้งแรกแม้แต่น้อย
ยังมีฝีมือยิงหน้าไม้ของนาง ฝีมือยิงแม่นเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ฝึกจากการยิงเป้านิ่งเป็นแน่
แท้จริงแล้วนางเป็นใครกันแน่
ฉู่หลิงมองอวิ๋นอี้ กล่าวเบาๆ ว่า “ข้าหมดแรงแล้ว รีบพาข้าไปจากที่นี่”
อวิ๋นอี้มองไปยังที่ไม่ไกลนักพริบตาหนึ่ง ชาวจงหยวนพวกนั้นเริ่มได้เปรียบอีกฝ่ายแล้ว
“คนพวกนั้น ไม่ทักทายพวกเขาหน่อยหรือ”
ฉู่หลิงหัวเราะ “ทักทายอย่างไร แนะนำตนเองกับพวกเขาว่า เจ้าคือคุณชายน้อยตระกูลไป๋หลี่แห่งเทียนฉี่หรือ เจ้าเดาสิว่าพวกเขาจะสังหารเจ้าทิ้งไหม”
“เจ้า!” อวิ๋นอี้ชะงักกึก
ฉู่หลิงกวักมือเรียกเขา กล่าวว่า “คนเรายากแท้หยั่งถึง มีวาสนาย่อมได้พานพบ ตอนนี้พวกเรามีสถานะเช่นนี้ ไม่เหมาะจะทักทายผู้อื่น ไปกันเถอะ”
อวิ๋นอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ยังคงก้าวเข้ามาแบกฉู่หลิงเดินไปอีกทาง
ข่าวชาวเผ่ามั่วพวกนั้นถูกสังหารย่อมแพร่ไปทั่วอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นชาวเผ่ามั่วคงเฝ้าระวังชาวจงหยวนอย่างเข้มงวดมากขึ้น พวกเขาต้องกลับเข้าเมืองก่อนที่ข่าวนี้จะแพร่ออกไป
แม่ทัพเซี่ย...ต้องถูกไป๋หลี่ชิงหงพาตัวเข้าเมืองแน่นอน
ฉู่หลิงทิ้งตัวบนหลังอวิ๋นอี้อย่างไม่เกรงใจ ไหล่ชายหนุ่มบางมาก แต่ทว่าร่างกายฉู่หลิงก็ผอมแห้ง ไม่นับว่าหนัก ที่สำคัญคือตอนนี้แม้แต่จะยกมือ นางก็ยังยกไม่ไหว เมื่อครู่ยืนหยัดจนสุดท้ายได้ ล้วนอาศัยกำลังสติตั้งมั่นอย่างมาก ทันทีที่ผ่อนกำลังลงก็ปวดไปหมดทั้งตัว ดังนั้นจึงได้แต่ลำบากเจ้าอวิ๋นอี้แล้ว
จะต้อง...แข็งแรงให้เร็วที่สุด!