ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 เสี่ยวไป๋!
ฉู่หลิงมองน้ำชาใสกระจ่างในถ้วยชาบนโต๊ะด้วยสีหน้านิ่งสงบ มุมปากกระตุกเล็กน้อย
แน่นอนว่าการแสดงออกอย่างเสียกิริยาเช่นนี้ คนนอกมองไม่ออก พอนางเงยหน้าขึ้น ก็มองอวิ๋นอี้ที่มองนางตาปริบๆ อย่างน่าสงสารอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ พลันไร้วาจาจะกล่าว
อวิ๋นอี้เป็นชายหนุ่มที่แต่เล็กดำรงคุณธรรมดีงาม ยามนี้ต้องเผชิญกับฉู่หลิงที่เพิ่งถูกตนเอามาขาย ก็รู้สึกกินปูนร้อนท้องมาก ย่อมไปเอาเรื่องฉู่หลิงที่รู้จักตนมานานหลายวันแต่ไม่ยอมบอกแซ่นางกับเขา แต่กลับบอกจวินอู๋ฮวนง่ายดายเช่นนี้ไม่ได้
เห็นฉู่หลิงไม่สนใจเขา อวิ๋นอี้อดยื่นมือออกไปแตะถ้วยชานางไม่ได้ ฉู่หลิงเงยหน้าขึ้น เห็นเขาเลิกคิ้วเล็กน้อย คล้ายกำลังถามว่านางเป็นอะไรไป
อวิ๋นอี้ถามเบาๆ ขึ้นว่า “เจ้ากำลังโกรธข้าหรือ”
ฉู่หลิงแสร้งยิ้ม ตอบว่า “โกรธแล้วอย่างไร ไม่โกรธแล้วอย่างไร”
อวิ๋นอี้ลูบศีรษะ กล่าวอย่างยุ่งยากใจ “ข้าไม่ได้ตั้งใจ เป็นเจ้าคนแซ่จวินนั่นเจ้าเล่ห์เพทุบายมาก และ...และ ข้าก็ไม่ได้เอาเจ้าไปขายตามอำเภอใจนะ เขา...เขามีสิ่งของตัวแทนพี่รองข้า เป็นคนที่เชื่อใจได้”
ฉู่หลิงพยักหน้า กล่าวด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก “ดังนั้น เจ้าเลยคิดร่วมมือกับเขาหรือ”
อวิ๋นอี้ถอนหายใจ ตอบอย่างไม่เต็มใจ “อาศัยข้า ช่วยแม่ทัพเซี่ยไม่ได้หรอก แต่จวินอู๋ฮวนไม่ใช่ อิทธิพลและลูกน้องเขามีไม่น้อย หากเขายอมช่วยเหลือ โอกาสก็ยิ่งมาก”
ฉู่หลิงเท้าคางมองเขาแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าคิดว่าไม่มีปัญหา เช่นนั้นยังขอโทษอะไรอีก”
อวิ๋นอี้แอบรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง “ไม่ว่าจะว่าอย่างไร...ล้วนเป็นข้าทำให้เจ้าต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
ฉู่หลิงหัวเราะไม่ตอบคำ
ความจริงไม่ว่าอวิ๋นอี้จะถูกจวินอู๋ฮวนล่อหลอกให้ขายนางหรือไม่ ช้าเร็วนางก็ต้องพัวพันกับเรื่องนี้ นางไม่ทันระวังตัวตกมาสู่โลกใบนี้ นอกจากนางจะหาป่าเขาลึกหลบซ่อนตัวไปตลอดชีวิตไม่ออกมา ไม่เช่นนั้นช้าเร็วก็ต้องข้องเกี่ยวกับชาวเป่ยจิ้นและชาวเทียนฉี่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยไม่เลือกโอกาสเหมาะสมคบหาสมาคม
“เจ้าไม่อยากสังหารไป๋หลี่ชิงหงแล้วหรือ” ฉู่หลิงถามอย่างอยากรู้
สีหน้าอวิ๋นอี้ค้างแข็งเล็กน้อย เขาแค่นเสียงฮึเบาๆ ในลำคอ กล่าวว่า “เรื่องอื่นสำคัญกว่า”
ฉู่หลิงแค่นหัวเราะ “ที่จริงหากเจ้ายอมให้ราคา ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเจ้าสังหารเขานะ”
แม้ว่านางเป็นสายลับ แต่เพื่อเอาตัวรอด จะควบอาชีพมือสังหารก็พอได้ โลกนี้ยากลำบาก เงินที่แย่งชิงมาจากตัวพวกเผ่ามั่ว ตอนนี้นางก็ใช้หมดแล้ว
“อะ...อะไร” อวิ๋นอี้มองสาวน้อยอ่อนวัยร่างผอมใบหน้างดงามตรงหน้าอย่างตกตะลึง คิดว่าตนเองฟังผิดไป
ฉู่หลิงกล่าวว่า “เจ้าฟังไม่ผิด หากเจ้าจ่ายไหว ข้าจะช่วยเจ้าสังหารไป๋หลี่ชิงหง ก่อนหน้านี้เจ้าก็เห็น วันนั้นหากเจ้ามีฝีมือยิงเหมือนข้า ข้าก็ไม่รั้งเจ้าไว้หรอก”
“ข้า...ข้า...”
“แม่นางหลิง เจ้าอย่าได้หยอกเย้าคุณชายน้อยอวิ๋นเลย อย่าได้ทำเขาตื่นตระหนก” เสียงจวินอู๋ฮวนดังแว่วมาจากด้านนอก แฝงน้ำเสียงหยอกเย้าอยู่มาก ทำเอาอวิ๋นอี้หน้าแดงก่ำ “ข้า...ข้าไม่ได้ตกใจง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย! ข้าย่อมรู้ว่านางล้อเล่น”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” ฉู่หลิงเท้าคาง กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“...”
หวนอวี้ที่ตามมาด้านหลังจวินอู๋ฮวนมองสำรวจฉู่หลิงอย่างสนใจ ชมขึ้นว่า “สนุกจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นแม่นางน้อยน่าสนใจเช่นนี้มาหลายปีแล้ว คนงามตัวน้อย ไม่ทราบอายุเท่าไร มีคู่หมายแล้วหรือยัง”
ฉู่หลิงหันหน้าไปสำรวจคุณชายชุดขาวเบื้องหน้า
ชาวเผ่ามั่วชอบสีทอง ไม่ชอบชุดขาว แต่ที่เทียนฉี่ ใช้ชุดขาวหมายถึงคนธรรมดา หรือคนไม่มีความรู้
แต่ความจริงชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่สวมชุดสีขาวหม่น เป็นเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ไม่ได้ย้อมสี ไหนเลยจะเหมือนคุณชายท่านนี้ที่สวมชุดขาวราวหิมะเนื้อผ้างามพลิ้วเช่นนี้ ผ้าหยาบธรรมดาไม่อาจให้ภาพเช่นนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผ้าแพรไหมแท้ๆ พวกนั้นจึงจะได้
ดังนั้นคนที่จะสวมชุดขาวร่อนไปมาบนดินแดนเป่ยจิ้นนี้ได้ เห็นชัดว่าไม่เพียงแต่ต้องมีความสามารถและใจกล้าหาญ ยังต้องค่อนข้างหลงตัวเองอีกด้วย
ฉู่หลิงเดิมก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับคนหลงตัวเอง แต่ตอนนี้มายังโลกที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้ ถึงกับรู้สึกสนิทสนมกับคนหลงตัวเองราวกับคนรู้จักมาก่อน
“คุณชายเสี่ยวไป๋ เมื่อครู่ยืนชมอยู่นานขนาดนั้น ถึงกับแม้แต่ข้าอายุเท่าไรก็มองไม่ออกหรือ” ฉู่หลิงยิ้มบางพลางกล่าว
หวนอวี้ยิ้มค้าง “ข้าน้อยหวนอวี้ ไม่ใช่เสี่ยวไป๋[footnoteRef:1]” [1: แปลว่าเจ้าขาวน้อย]
“ไหวอวิ้น[footnoteRef:2]!” ฉู่หลิงตกตะลึง ลอบสังเกตคุณชายเสี่ยวไป๋จากบนลงล่าง ไร้วาจาจะกล่าว [2: ตัวอักษรจีน ชื่อ หวนอวี้ ออกเสียงคล้าย ไหวอวิ้น ที่แปลว่าตั้งครรภ์]
หวนอวี้มุมปากกระตุก หันไปมองจวินอู๋ฮวน จวินอู๋ฮวนคิ้วกระตุกเล็กน้อย เพียงแค่ยิ้ม ไม่กล่าวอันใด
“หวน...อวี้!” คุณชายหวนอวี้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กัดฟันกล่าวว่า “คำว่า หวน มาจาก ‘หวน’ อวี๋เจิง คำว่า อวี้ มาจาก จงหลิง ‘อวี้’ ซิ่ว!”
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ กล่าวอย่างขออภัยยิ่งว่า “ขออภัย ข้าไม่เคยเรียนหนังสือ”
“...” คุณชายหวนอวี้แทบกระอักโลหิต
จวินอู๋ฮวนมองดูละครจากข้างๆ จนหนำใจแล้ว จึงได้แตะเรียกหวนอวี้ที่แทบจะพุ่งเข้าไปคว้ามือฉู่หลิงเพื่อสอนนางให้รู้จักชื่อของเขาด้วยตนเอง กล่าวว่า “เอาละ เรื่องไร้สาระไว้ค่อยว่า พูดเรื่องเป็นการเป็นงานก่อน”
“...” ชื่อเสียงเรียงนามข้าเรียกว่าไร้สาระอย่างนั้นหรือ!
ทั้งสี่กลับลงนั่งอีกครั้ง ฉู่หลิงฟังจวินอู๋ฮวนกับหวนอวี้เล่าสถานการณ์ตอนนี้อย่างเงียบๆ เห็นสายตาทั้งสองมองมาที่ตนเอง จึงอดเอ่ยปากไม่ได้ว่า “ดังนั้น ความหมายของทั้งสองท่านก็คือ...สถานการณ์ตอนนี้ ทหารกล้าในมืออีกฝ่ายอย่างน้อยสามสี่พันนาย รวมทั้งยอดฝีมือของไป๋หลี่ชิงหงกับทั่วป๋าอิ้น อาจจะยังมียอดฝีมือแฝงตัวในที่ลับอีกไม่รู้เท่าไร และพวกเรา...มีเพียง เจ้า ข้า เขา ยังมีเจ้าตัวภาระอวิ๋นอี้ด้วย”
“ข้าไม่ใช่ตัวภาระนะ!”
“ที่จริงยังพอมีคนอยู่บ้าง” หวนอวี้เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเก้อเขิน
ฉู่หลิงไม่สนใจอาการต่อต้านของอวิ๋นอี้ หันไปมองหวนอวี้ทันที กล่าวว่า “คนไม่ถึงสองร้อย? ใครเอาความกล้าให้เจ้าอาศัยกำลังคนแค่นี้ไปช่วยคนจากคุกเป่ยจิ้น ทำไมพวกเจ้าไม่แย่งเมืองเหนือคืนเสียเลยล่ะ”
หวนอวี้กระอักกระอ่วนเล็กน้อย “เรื่องนี้...เดิมแผนพวกเราวางไว้ไม่ได้จะลงมือที่นี่ ผู้ใดจะรู้ว่าจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมายเช่นนี้ เจ้าเองก็รู้...ที่นี่เป็นพื้นที่ของพวกเป่ยจิ้น อย่าว่าแต่พวกเราคนไม่มาก แม้ว่ามีมากก็ยากจะเร่งตามทัน หากไม่ใช่จวินอู๋ฮวนบังเอิญอยู่ที่นี่ พวกเราก็...” ได้แต่ละทิ้งแล้ว
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ มองจวินอู๋ฮวนด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “คุณชายจวินมีความเห็นดีๆ อันใดไหม”
จวินอู๋ฮวนกระแอมไอเสียงหนึ่งด้วยท่าทางรู้สึกผิด กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ยากลำบากอยู่บ้างจริงๆ แต่ทว่า...อย่างไรก็ต้องลองดูจึงจะได้ หากแม่ทัพเซี่ยถูกพวกเขาคุมตัวถึงเมืองเหนือ ก็ยากยิ่งกว่ายากแล้ว”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ เรื่องราวของเซี่ยถิงเจ๋อ นางย่อมรับรู้มาพอสมควร เขาเป็นแม่ทัพรักชาติจริงๆ ที่จริงแม้ว่าไม่มีพวกจวินอู๋ฮวน หากเป็นไปได้ ฉู่หลิงก็คงลองช่วยเขาสักครั้ง ไม่ใช่เพราะนางเป็นวีรชนผู้กล้าที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แต่เพราะเป็นทหารเหมือนกัน ฉู่หลิงย่อมไม่อยากให้ชายชราผู้นี้จากไปอย่างสิ้นหวัง ถึงขั้นถูกลบหลู่ในบั้นปลายเช่นนี้
ฉู่หลิงพยักหน้า กล่าวว่า “เชิญทั้งสองท่านบอกเล่าแผนการเถอะ”