ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 คุณชายอู๋ฮวน
ฉู่หลิงรู้สึกได้ถึงอันตรายก็คิดจะจากไป จึงรีบขยับร่างกายในทันที แต่ก็ยังมีคนเร็วกว่านาง พอนางมาถึงหน้าประตูเมือง เดิมประตูเมืองที่เปิดกว้างให้คนเดินเข้าออก แม้ว่าตอนนี้ประตูไม่ได้ปิด แต่มีทหารชาวเผ่ามั่วยืนถืออาวุธกันอยู่หลายนาย
ชาวเผ่ามั่วยังคงเข้าออกอิสระ แต่ชาวเทียนฉี่ทุกคนถูกสกัดให้กลับไป ประตูเมืองยังมีสองศพนอนเรียงอยู่ เลือดบนพื้นยังไม่ทันแห้งสนิท ทุกคนที่มีหน้าตาแบบชาวเทียนฉี่ต่างพากันถอยหลัง แม้ในใจไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าคิดจะก้าวไปด้านหน้า
ขุนพลชาวเผ่ามั่วคนหนึ่งกล่าวด้วยภาษาจงหยวนแข็งๆ ว่า “ราชสำนักตามจับกบฏ ชาวแดนใต้ทุกคนห้ามเข้าออก หากฝ่าฝืน สังหารทันที!”
ทุกคนพากันตกใจ กวาดสายตามองไปยังสองศพที่พื้น เห็นชัดว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มสองคนที่ดูแล้วยังไม่ทันโตเป็นผู้ใหญ่ เพียงแต่ยุคสมัยนี้ไม่มีการพูดจากันด้วยเหตุผล ไม่มีคนกล้าเข้าไปถามหาเหตุผลกับชาวเผ่ามั่ว มีแต่ใช้สายตาหวาดกลัวมองไปยังทหารที่มือถืออาวุธคมกริบพวกนั้น เห็นสายตาคนรอบๆ แล้ว ขุนพลนั่นก็ได้ใจหัวเราะส่งสายตาดูแคลน กล่าวว่า “ชาวจงหยวน ล้วนเป็นเศษสวะ!”
ฉู่หลิงนั่งอยู่มุมกำแพง มือถือหมั่นโถวทำจากแป้งหยาบๆ ลูกหนึ่งกัดกินอย่างไม่ใส่ใจนัก นางมองไปทางประตูเมืองเป็นครั้งคราวด้วยสายตาเยียบเย็นไร้ความรู้สึก
แม้ว่าจะไม่ใช่ฉู่ชิงอีตัวจริงอีกแล้ว แต่นางใช้ร่างนี้ หน้าตาเช่นนี้ เลือดในกายเป็นชาวจงหยวน ยังคงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของร่างเดิมนี้ได้ โลกกลียุคตอนนี้ ร่างกายนี้...ไม่สิ เป็นนางและชนชาตินางเป็นพวกถูกกดขี่อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทว่านางคิดอยากมีชีวิตเช่นนี้หรือ
พวกชาวเทียนฉี่สอพลอสวามิภักดิ์ชาวเผ่ามั่วเพื่อผลประโยชน์ ชินชากับชีวิตต่ำต้อย อ้อนวอนขอชีวิต?
ฉู่หลิงส่ายหน้าในใจ ไม่ นางทำไม่ได้
เมืองเล็กนี้ออกไปไม่ได้ชั่วคราว ฉู่หลิงก็ไม่คิดจากไป สัญชาตญาณบอกนางว่า ไป๋หลี่ชิงหงปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้ ย่อมต้องไม่ใช่ไร้เหตุที่มาที่ไป
“ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นข้างๆ ฉู่หลิงไม่แปลกใจ แม้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะฝีมือฝีเท้าว่องไว แต่การเคลื่อนไหวเข้าใกล้นางไม่นับว่าฝีมือชั้นเลิศอันใด ไม่รู้จริงๆ ว่าตระกูลเช่นใดกันจึงได้วางใจให้ชายหนุ่มเช่นนี้ออกมาร่อนเร่ข้างนอกคนเดียว
“ออกไปไม่ได้แล้วอย่างไร” ฉู่หลิงยัดหมั่นโถวชิ้นเล็กสุดท้ายเข้าปาก กล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก
ชายหนุ่มผู้นั้นย่อมเห็นสถานการณ์ที่ประตูเมือง เขาดึงฉู่หลิงมากล่าวเบาๆ ว่า “ตามข้ามา”
ฉู่หลิงลังเลครู่หนึ่ง นางไม่ค่อยอยากจะเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มที่ดูแล้วยุ่งยากผู้นี้มากนัก เพียงแต่ตอนนี้ ฉู่หลิงก็ยังคงตามเขาไปเงียบๆ
ชายหนุ่มเดินผ่านถนนหลายสายก่อนจะทะลุเข้าไปในตรอกที่ห่างไกลไร้ผู้คนตรอกหนึ่ง ในตรอกมีบ้านเก่าๆ ที่ไม่สะดุดตาหลังหนึ่ง หลังผ่านสงครามยาวนานและการอพยพลงใต้ครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ประชากรทางเหนือก็ลดลงอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่มีบ้านว่างเปล่าถึงเก้าในสิบ เมืองเล็กๆ นี่หาบ้านว่างเปล่าที่ไม่มีคนอาศัยสักหลังไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ทว่าเห็นชายหนุ่มคุ้นเคยเส้นทางเช่นนี้ ฉู่หลิงก็กล่าวว่า “ดูเหมือนเจ้าจะคุ้นเคยกับที่นี่มาก”
ชายหนุ่มหันหน้าไปจ้องนาง กล่าวว่า “ข้าเตือนเจ้า ดีที่สุดอย่ายุ่งเรื่องคนอื่น!”
ฉู่หลิงไร้วาจา นางไม่คิดยุ่งเรื่องคนอื่นแม้แต่น้อย เป็นเจ้าหมอนี่ที่จะต้องลากนางกลับมาให้ได้ไม่ใช่หรือ
ชายหนุ่มถาม “เจ้าจะลงใต้?”
ฉู่หลิงพยักหน้าตอบ “ข้าก็เป็นชาวแดนใต้ ย่อมต้องไปใช้ชีวิตทางใต้”
ชายหนุ่มมมองนางอย่างดูแคลน กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความยโสเล็กน้อยว่า “อาศัยเจ้านี่นะ แม้แต่พรมแดนเป่ยจิ้นก็เดินออกไปไม่พ้น รอให้ข้าจัดการงานเสร็จก่อน ข้าพาเจ้าตามข้าไปได้”
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ นางสกปรกมอมแมมจนมองไม่ออกว่าใบหน้าเล็กนั้นหน้าตาเช่นไร แววตาส่องประกายราวดวงดาว ชายหนุ่มท่าทางเก้กังขึ้นมา กล่าวว่า “ข้าเห็นว่าเจ้าน่าสงสาร ระวังจะถูกคนจับไปเป็นทาส ตายอย่างไรยังไม่รู้ตัว!”
ในที่สุดฉู่หลิงก็อดหัวเราะเบาๆ ขึ้นมาไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าโลกเช่นตอนนี้ ชายหนุ่มผู้นี้ถึงกับยังรักษาจิตใจดีงามเช่นนี้เอาไว้ได้
“ขอบคุณเจ้ามาก” ฉู่หลิงกล่าวเบาๆ
ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึแผ่วในลำคอ มองนางด้วยสายตาราวกับจะบอกว่า นับว่าเจ้ายังพอรู้ความ “ข้าชื่ออวิ๋นอี้ เจ้าชื่ออะไร”
ฉู่หลิงกล่าวว่า “เรียกข้าอาหลิงก็พอ”
ชายหนุ่มพยักหน้า ไม่ได้ถามชื่อจริงของนาง ยุคสมัยนี้มีคนไร้ชื่อล้วนอยู่ทั่วทุกที่ เด็กสาวร่อนเร่เดียวดายตัวคนเดียว เกรงว่าชีวิตก็คงลำเค็ญน่าสงสารไม่น้อย
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น สองคนมองไปที่ประตูอย่างระแวดระวัง และก็คลายกังวลลงอย่างรวดเร็ว หากเป็นชาวเผ่ามั่วย่อมไม่เคาะประตูสุภาพเช่นนี้แน่
ฉู่หลิงเห็นชายหนุ่มที่ชื่ออวิ๋นอี้พยักหน้า ก็ค่อยๆ เดินไปเปิดประตูแง้มออก
คนที่ปรากฏตัวหน้าประตูตอนนี้ทำให้นางอึ้งไปเล็กน้อย พวกเขาเป็นชาวเทียนฉี่สองคน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มสวมชุดสีน้ำเงินผ้าธรรมดา กับอีกคนเป็นชายร่างใหญ่วัยกลางคน
ชายหนุ่มผู้นั้นรูปร่างผอมเพรียว แม้ว่าสวมชุดเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่สะดุดตาที่สุด แต่กลับทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสง่างาม หน้าตาเขาหล่อเหลารูปงาม คิ้วโครงหน้ากระจ่างตา ยืนส่งยิ้มอยู่หน้าประตูพลางพยักหน้าให้ฉู่หลิงเล็กน้อย ท่วงท่ากิริยางามสง่า ทำฉู่หลิงอดอุทานในใจไม่ได้ คำกล่าวที่ว่าเสื้อผ้าหยาบไม่อาจบดบังความงามเป็นเช่นนี้เอง เพียงแต่นางกลับมองดวงตาอ่อนโยนคู่นั้นออกชัดเจนว่ามีความคมปลาบและดื้อดึงเหมือนอินทรีผงาดโดดเดี่ยวอยู่มาก
“แค่กๆ แม่นาง พวกเรานายบ่าวขอพักที่นี่สักครู่ได้ไหม” ชายหนุ่มชุดน้ำเงินกระแอมไอสองเสียงพลางกล่าว
ชายหนุ่มผู้นี้ดูแล้วปกติน่าจะป่วยออดแอด ร่างกายอ่อนแอ ตอนแรกฉู่หลิงสังเกตได้ว่าสีหน้าเขาขาวซีดประหลาดอยู่บ้าง ยามนี้พอเปิดประตูออกมาได้ยินเขากล่าววาจา ก็ยิ่งรู้สึกว่าน้ำเสียงเขาขาดห้วง
ฉู่หลิงหันไปมองอวิ๋นอี้ นี่ไม่ใช่ที่ของนาง
อวิ๋นอี้ที่ยืนอยู่กลางลานบ้านพยักหน้า ฉู่หลิงจึงได้เปิดประตูออก หลีกทางให้ข้างหนึ่ง
“ขอบคุณมาก” ชายหนุ่มกล่าวเบาๆ โบกมือปฏิเสธการประคองของชายร่างใหญ่ด้านหลัง ยกเท้าก้าวข้ามเข้าไปลานด้านใน
ลานบ้านที่ทิ้งร้างมีคนยืนอยู่สี่คน
นอกจากสองคนสุดท้ายที่เข้ามา ความจริงทุกคนล้วนไม่คุ้นเคยกัน อยู่ๆ บรรยากาศก็เริ่มอึดอัดขึ้นมา
ชายร่างใหญ่รีบเก็บกวาดพื้นที่ให้สะอาดก่อนเชิญชายหนุ่มชุดน้ำเงินนั่งลง ชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นั้นยิ้มแต่ก็ไม่ได้นั่งลงตาม เขาหันไปมองอวิ๋นอี้กับฉู่หลิง เอ่ยว่า “บังเอิญพานพบ ยังไม่ทราบชื่อแซ่ท่านทั้งสอง”
อวิ๋นอี้กล่าวน้ำเสียงไม่ดีนักว่า “ในเมื่อรู้ว่าบังเอิญพานพบ ยังถามทำไม”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินยังไม่ได้กล่าวอะไร ชายร่างใหญ่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ “คุณชายข้าถามดีๆ เจ้านี่ไร้การอบรมจริงๆ! ไม่มีคนอบรมสอนสั่งเจ้าเรื่องการพูดจาหรือ”
อวิ๋นอี้สีหน้าเปลี่ยน มองดูก็รู้ว่ากำลังจะออกอาการ กลับเห็นชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นั้นก้าวออกมาเอ่ย “อย่าได้เสียมารยาท! คุณชายน้อยอย่าได้ถือสา คนของข้าใจร้อนไปสักหน่อย ข้าน้อย...จวินอู๋ฮวน ขอเรียนถามชื่อเสียงเรียงนาม”
“เจ้า...เจ้าก็คือคุณชายฉางหลี[footnoteRef:1]!” อวิ๋นอี้ตกใจ มองชายหนุ่มในชุดเนื้อผ้าธรรมดาพลางกล่าวขึ้น [1: ชาวจีนสมัยโบราณจะมีชื่อที่เรียกว่า “หมิง” ที่ใช้ต่อหน้าผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ และมีอีกชื่อที่เรียกว่า “จื้อ” ใช้กับคนรุ่นเดียวกัน พอเข้าสู่สังคมส่วนใหญ่ เพื่อนร่วมงานและเพื่อนทั่วไปก็จะเรียก “จื้อ” ไม่เรียก “หมิง” นอกจากนี้หมู่ผู้มีการศึกษายังมีชื่อที่เรียกว่า “ฉายา” อีกชื่อ ฉางหลี ก็คือฉายาของ จวินอู๋ฮวน หมายถึงหงส์หรือวิหคเทพ
]
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “มิกล้า เป็นข้าน้อยเอง”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!” อวิ๋นอี้กล่าวอย่างตกใจ
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ทำไม หรือว่าคุณชายน้อยรู้จักข้าน้อย”