ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา: บทที่ 34 ปูทาง ตอนที่ 34
ตอนที่ 34 ปูทาง
หลังจากถูกบังคับให้เก็บกระดูกเมื่อวานนี้ เมื่อกลับถึงห้องพักนางก็ร้องไห้ไม่หยุด ด้วยความเหนื่อยนางจึงผล็อยหลับไป แต่กลับนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน
ฝันร้ายอยู่ทั้งคืน เช้านี้ใบหน้าของนางจึงหม่นหมองอย่างมากราวกับเอาขี้เถ้ามาทาไว้ ดูแย่เป็นพิเศษ
“ท่านแม่ พี่หญิงทำเกินไปแล้ว ตอนนี้นางยังรังแกข้าเช่นนี้ แล้วหลังจากนี้...เมื่อถึงบ้านสกุลเซี่ย ข้าจะมีชีวิตที่ดีได้เช่นไร หรือว่าข้าควรจะกลับไปบ้านสกุลเผยดีกว่า!” ทันทีที่ได้ยินว่าเซี่ยเฉียวตามมาถึงแล้ว เผยหว่านเย่ว์ก็รู้สึกหวาดกลัว
ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องกระดูกเมื่อวาน
รวมถึงฝันร้ายเมื่อคืนนี้!
“เจ้ารู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา สกุลเผยเป็นที่ที่ไม่เหมาะกับเจ้า แม่จะปล่อยเจ้ากลับไปได้เช่นไร!” หลูซื่อนวดขมับตนเอง “ไม่ทันไรเจ้าก็ไม่เหลือความกล้าแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงบ้านสกุลเซี่ยด้วยซ้ำ เจ้าก็โลเลเปลี่ยนใจไปมาเช่นนี้หรือ”
“ท่านแม่ ข้ากลัวจริงๆ ตั้งแต่เมื่อคืน ข้ารู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว” เผยหว่านเย่ว์ร้องไห้ออกมา
“เฮ้อ นางช่างร้ายกาจเสียจริงๆ ข้าไม่รู้ว่านางเรียนรู้สิ่งใดมาบ้างในวัด!” หลูซื่อถอนหายใจ “เจ้าเองก็เหมือนกัน เมื่อวานเจ้าใจร้อนเกินไป แม่รู้ว่าลูกคิดว่านางงดงามแล้วนำมาเทียบกับตนเอง แต่...เชื่อเถอะว่านางมีชีวิตไม่ยืนยาวหรอก!”
เผยหว่านเย่ว์เงียบไปครู่หนึ่ง
ชีวิตไม่ยืนยาว...มีชีวิตมายี่สิบปีก็ไม่นับว่ามากอะไร ไม่ได้ใกล้สี่สิบด้วยซ้ำ
เซี่ยเฉียวคงไม่มีทางหายไปภายในหนึ่งถึงสองปีนี้ได้หรอก?
“ลูกแม่ เจ้าลองคิดดูสิ แม้นางจะเก่งกาจเพียงใด แต่สุขภาพร่างกายไม่ดีจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกัน เพียงไม่นานใครๆ ก็จะลืมเลือนนางกันไปเอง และในทางกลับกัน ยิ่งนางยอดเยี่ยมเท่าไรก็ยิ่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับสกุลเซี่ยเท่านั้น หากนางโดดเด่นก็นับเป็นการช่วยปูทางให้เจ้าด้วยไม่ใช่หรือ” หลูซื่อพูดต่อ
ลูกสาวผู้นี้ ในตอนที่ยังอยู่ที่บ้านสกุลเผย คงจะไม่มีใครดูแลสั่งสอนนางเลยสิท่า นางจึงได้มองโลกแคบเช่นนี้!
เผยหว่านเย่ว์ขมวดคิ้ว
แต่ใครๆ ก็ล้วนต้องการโดดเด่นเป็นที่หนึ่ง มากกว่าจะเป็นตัวเลือกในลำดับที่สองรองลงมา
“ท่านแม่ ข้ารู้สึกไม่สบายตัว หนาวๆ และรู้สึกเวียนหัวด้วยย” สีหน้าของเผยหว่านเย่ว์แย่ลง
หลูซื่อตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางแตะหน้าผากลูกสาวอย่างระมัดระวัง
“เป็นไข้หรือ” หลูซื่อขมวดคิ้ว “อาจเป็นเพราะเมื่อวานเจ้าตกใจกลัวมาก แต่โชคดีที่มีหมอมาด้วย แม่จะให้หมอมาดูแล้วกัน”
หลูซื่อรีบให้หมอมาตรวจดู
นางเป็นไข้หวัดธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรร้ายแรง
แต่อาการของเผยหว่านเย่ว์กลับแย่ลง แม้ในวันนั้นนางจะรู้สึกเพียงครั่นเนื้อครั่นตัว แต่กลายเป็นว่าวันถัดมา นางกลับทรุดลง
ถึงหมอจะมีความสามารถ และไข้ของเผยหว่านเย่ว์ก็ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่นางยังคงมีอาการเวียนหัว หนาวสั่น และรู้สึกแย่มากตลอดเวลา ดังนั้นนางจึงนอนซมอยู่ในรถม้า
สีหน้าของหลูซื่อเต็มไปด้วยความกังวล
“เมื่อเข้าไปในเมืองคงต้องหยุดพัก รอจนกว่าเจ้าจะหายดี” หลูซื่อสีหน้าห่วงใยตามประสาคนเป็นแม่
แม้เผยหว่านเย่ว์จะรู้สึกเวียนหัว แต่นางกลับปฏิเสธ “ท่านแม่ เกรงว่าจะไม่ดี รีบไปกันเถิด ข้าอยากไปถึงเมืองหลวงเร็วๆ”
เสียงของนางไร้เรี่ยวแรงและอ่อนแอ คราวนี้นางดูอ่อนแอกว่าเซี่ยเฉียวเสียอีก
“ให้เร่งเดินทางหรือ ร่างกายของเจ้ารับไม่ไหวหรอก อย่าปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังเลย” หลูซื่อกังวลเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร ท่านแม่ ข้าอยากไปให้ถึงบ้านท่านแม่เร็วๆ เจ้าค่ะ” เผยหว่านเย่ว์ยืนกราน
นางแน่วแน่ในความคิดของตัวเอง
ไม่ได้อยากจะไปพักผ่อนที่บ้านสกุลเซี่ยแต่อย่างใด
เพียงแค่หากนางไปถึงแล้วยังป่วยอยู่ ทุกคนในสกุลเซี่ยก็จะรู้ว่าเซี่ยเฉียวรังแกนาง พวกเขาอาจจะรู้สึกผิดต่อนางขึ้นมาบ้าง?
หลูซื่อไม่รู้ว่าลูกสาวกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตนไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุกดิบลูกสาวเลย ดังนั้นจึงรู้สึกทุกข์ใจที่เคยทอดทิ้งนางไป
มีความเศร้ามากมายเอ่อล้นอยู่ในใจ และยิ่งทำให้รักใครเอ็นดูนางมากขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าหลูซื่อย่อมโทษเซี่ยเฉียวด้วย เพียงแต่ว่านางไม่สามารถพูดเช่นนั้นออกมาได้